“จริงเหรอ เขาถามหาผมเพราะคิดถึง หรืออยากด่าผมกันแน่” ธไนยพูดพลางเดินเข้าไปหาชายชรา จับจ้องมองร่างที่นอนอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนที่คุณหมอเห็นเป็จังหวะให้สองพ่อลูกอยู่ด้วยกัน จึงตัดสินใจเดินออกจากห้องไป
“พ่อต้องอยู่กับผมนาน ๆ นะครับ” ธไนยจับมือชายชราแน่น ก่อนที่ธเนตรจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น พบกับใบหน้าของลูกชายยืนยิ้มอยู่
“หายหัวไปไหนมาหลายวัน งานยุ่งเหรอ” น้ำเสียงคล้ายอ่อนแรงเอ่ยถาม
“ก็ไม่เท่าไหร่ พ่อหิวน้ำไหม” เขาเอี้ยวตัวไปเตรียมจะยกน้ำ ก่อนที่ชายชราจะรีบปฏิเสธ
“ฉันยังไม่หิว” ธไนยชะงักแล้วหันกลับมายกยิ้มให้กับบิดา
“ในเมื่องานไม่ยุ่ง แล้วแกหายไปไหนมา”
“....” ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม เขาแค่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้ ๆ
“เื่ผู้หญิงอีกล่ะสิ เมื่อไหร่แกจะเลิกทำตัวแบบนี้สักที”
“พ่อก็รู้ว่าผมเลิกไม่ได้” เขาตอบหน้าตาย
“แกไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง ที่ทำให้ผู้หญิงเสียใจไปวัน ๆ โดยที่ไม่คิดจริงจังกับใคร”
“ต่างคนต่างได้ผลประโยชน์ ผมได้ความสุข ผู้หญิงพวกนั้นได้เงิน แล้วทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วยล่ะครับ”
“คนเราอ่ะนะ ไม่ต้องได้ประโยชน์ไปทุกอย่างหรอก เสียประโยชน์บ้างก็ได้ ทำให้คนอื่นโดยไม่หวังผลบ้างก็ได้ สิ่งที่แกเป็ในวันนี้ไม่ใช่ว่าฉันไม่เสียใจ ที่เลี้ยงแกให้เป็คนไร้หัวใจได้ขนาดนี้ เอาเถอะ สักวันแกก็จะเข้าใจเอง แกจะมีผู้หญิงอีกกี่คนก็มีไป จะทำอะไรก็ทำไป ฉันมันก็ไม้ใกล้ฝั่งเต็มที เตือนอะไรแกไม่ได้อยู่แล้ว”
“แล้วพ่อจะเตือนผมให้เหนื่อยทำไม” เขาย้อนด้วยท่าทางกวน ๆ
“โรงพยาบาลที่เพิ่งเปิดตัวไป เป็ไงบ้าง มีปัญหาอะไรติดขัดไหม”
“ไม่มีครับ พ่อไม่ต้องห่วง ระดับผมบริหารซะอย่าง ยังไงก็ไม่มีปัญหาครับ อ่อ ผมหารือกับที่ปรึกษาเื่การก่อสร้างโรงพยาบาลที่เชียงใหม่แล้ว ผมคิดว่าจะลงมือให้เร็วที่สุด”
“จะบ้าเหรอ เราเพิ่งเปิดสาขาที่กรุงเทพไป ทำไมไม่รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อน จะกำไรหรือขาดทุนก็ยังไม่รู้ ทำไมรีบร้อนสร้างที่นั่น” ธเนตรเอ่ยค้าน
“พ่อไม่ต้องห่วง เชื่อมือผม ยังไงก็ไม่มีวันขาดทุน”
“หึ ก็แล้วแต่ ฉันหมดกำลังแล้ว นอนรอวันตายอย่างเดียว”
“ผมจะให้หมอ ทำให้พ่อกลับมาเดินได้อีกครั้ง”
“ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม แกไม่กลัว ว่าถ้าฉันเดินได้ จะกลับไปบริหารงานแทนแกหรอกเหรอ”
“แค่พ่อไม่ทำให้โรงพยาบาลของเรา เปลี่ยนเป็โรงทาน ผมก็ไม่ว่าอะไร”
“ปากแกนะ” ชายชรากัดฟัน นึกเจ็บใจคำพูดของลูกชาย ทว่าไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ทำได้แต่มองตาแข็งอยู่อย่างนั้น ให้ธไนยนั่งยิ้มคล้ายกับเยาะเย้ยอยู่ใกล้ ๆ
หลังจากที่ป้านุชทำความสะอาดห้องทุกห้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินลงมาด้านล่างพบว่าปลายฝนกำลังทำความสะอาดห้องครัวอยู่ด้วยเช่นกัน หญิงกลางคนยืนมองปลายฝนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหา
“ไม่ต้องทำแล้ว วางผ้าไว้ตรงนั้นล่ะ เดี๋ยวฉันทำเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะป้านุช ฝนอยู่เฉย ๆ ก็เบื่อ ช่วยกันจะเสร็จไว ๆ”
“ฉันไม่แบ่งเงินเดือนเธอด้วยหรอกนะ” ป้านุชพูดลอย ๆ
“แล้วใครว่าฉันอยากได้ส่วนแบ่งล่ะคะ” หญิงสาววางผ้าในมือแล้วหันกลับมายังหญิงกลางคน ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่ายหน้าไปมา
“จริง ๆ เธอนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครว่า”
“ได้เหรอคะ ฝนไม่เชื่อ ถ้าฝนนั่งเฉย ๆ จริง ป้าก็คงหาเื่ว่าฝนอยู่ดี”
“หึ” หญิงกลางคนเผลอยิ้ม ก่อนจะเดินเข้ามาหยิบผ้าเช็ดโต๊ะไป
“เหงื่อเต็มตัวละ ไปนั่งพักเถอะ ที่เหลือฉันจัดการเอง” แม่บ้านก้มทำความสะอาดต่อ ก่อนจะนึกบางอย่างได้ จึงหันกลับมายังปลายฝนอีกครั้งด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
“เมื่อคืนคุณไนยไม่นอนกับแม่นั่นเหรอ”
“คะ” ปลายฝนทำหน้าแปลกใจ
“เมื่อเช้า ฉันเห็นคุณไนยออกมาจากห้องเธอ เขาไม่ได้นอนกับแม่นั่นเหรอ ทำไมล่ะ”
“ป้านุชเห็นเหรอคะ” ปลายฝนถามย้ำ ก่อนที่หญิงกลางคนพยักหน้าพลางยกยิ้มเบา ๆ
“ป้านุชยิ้มอะไรคะ”
“เปล๊า” หญิงกลางคนตอบเสียงสูง แล้วจับจ้องมายังปลายฝนไม่วางตา
“สมมติว่าถ้าเธอท้อง เธอยังจะไปจากที่นี่ไหม”
“นี่ป้านุชถามอะไรคะ” ปลายฝนเบิกตากว้าง แล้วตั้งมั่นมองตรงมายังหญิงกลางคนด้วยความแปลกใจ
“ตอบฉันมาเถอะน่า ว่าถ้าท้องแล้วจะไปจากที่นี่ไหม”
“มันไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” ปลายฝนเตรียมหันหลังเดินหนี ก่อนที่ป้านุชจะวางผ้าในมือ แล้วรีบเดินตามมา
“ทำไมจะไม่มี”
“จะมีได้ยังไงคะ เราไม่ได้รักกัน มีลูกด้วยกันไม่ได้หรอกค่ะ”
“มีได้” แม่บ้านยืนยันเสียงแข็ง ก่อนที่ปลายฝนจะหยุดเดินแล้วหันกลับมา
“คุณไนยป้องกันอย่างดี เขาช่ำชองเื่ผู้หญิง คนอย่างเขาไม่มีวันพลาด ถ้าพลาดกับคนอื่นฝนไม่รู้ แต่กับฝนเขาไม่มีวันพลาด เราต่างรู้ว่าฝนเข้ามาในฐานะอะไร ยังไงฝนก็จะไม่ยอมท้องกับเขาเด็ดขาด”
“สมมตถ้าท้องจริง ๆ ล่ะ เธอจะทำยังไง” ป้านุชยังเค้นถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“ไม่มีสมมตค่ะ เพราะเื่นี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น” ปลายฝนข่มเสียงให้เป็ปกติ แล้วยืนยันหนักแน่นเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันตัวเดินจากไป ปล่อยให้แม่บ้านยืนยิ้มอย่างมีความสุข
