หัวใจของตู๋กูซางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ขณะมองหลินเฟิงด้วยสายตาตกตะลึง
“เป็ไปได้ยังไง? ทำไมเขาถึงแข็งแกร่งขนาดนี้?” ตู๋กูซางค่อนข้างใเพราะเขาไม่เคยเจอหลินเฟิงมาก่อน และหลินเฟิงก็ยังเยาว์วัยนัก ไม่น่าเชื่อว่าคลื่นดาบที่ปลดปล่อยออกมาจะแข็งแกร่งมากขนาดนี้
ในสำนักเทียนอี้นั้นไม่เคยมีคนประเภทนี้มาก่อน
ขณะที่ตู๋กูซางกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ทันใดนั้นหลินเฟิงก็เข้าประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
ระดับการผสานกับเทวโลก ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงทักษะดาบเท่านั้น แต่การเคลื่อนไหวเองก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน ที่หลินเฟิงบรรลุขอบเขตการผสานกับเทวโลก ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น
“เพียะ!”
เสียงตบหน้าดังสนั่นไปทั่ว ตอนนี้เองบนใบหน้าของตู๋กูซางเกิดรอยฝ่ามือขึ้นมาชัดเจน
ฝูงชนต่างสั่นสะท้านเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก ขนาดตู๋กูซางเป็ถึงยอดฝีมือที่อยู่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 8 และเป็ศิษย์อันดับสี่ของสำนักเทียนอี้ ก็ยังไม่อาจรับมือหลินเฟิงได้ เพียงตบครั้งเดียวก็สามารถฝากรอยประทับไว้บนหน้าได้แล้ว
หญิงสาวผู้เหี้ยมโหดคนนั้นก็ประหลาดใจจนอ้าปากค้าง ท่าทางเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
ชายผู้แข็งแกร่งอย่างตู๋กูซาง คาดไม่ถึงว่าจะถูกหลินเฟิงตบจนหน้าหันเช่นนี้ คนคนนี้เป็ใครกันแน่?
ั์ตาของหยุนซีกลับเปล่งประกาย หลินเฟิงช่างแข็งแกร่ง หยิ่งผยอง และไม่มีใครเทียบเคียงได้
นี่เป็ครั้งแรกที่ตู๋กูซางถูกตบหน้า ซึ่งมันช่างน่าะเืใจยิ่งกว่าตอนที่เขาแพ้เฮยม่อเสียอีก
“ได้!”
“สมควรแล้วที่พวกเราเป็ศิษย์สายทหาร ศิษย์สายขุนนางนั่นทำได้แค่พูดจาโอ้อวดเท่านั้น เพราะในความเป็จริงนั้น แม้แต่ตบพวกเขาก็ไม่สามารถรับมือได้”
ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานา เห็นได้ชัดว่าคนที่เกลียดชังตู๋กูซางนั้นมีไม่น้อยเลย
ใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของตู๋กูซางเหมือนกำลังเืขึ้น หน้าขณะจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงอย่างเยือกเย็น “เ้าเป็ใครกันแน่?”
“ข้า?” หลินเฟิงกล่าวขณะชี้นิ้วไปที่ตัวเอง จากนั้นกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “ข้าก็แค่คนธรรมดาที่ไม่สามารถเทียบกับเคียงกับเ้าได้”
หลินเฟิงกล่าวด้วยเสียงทะเล้น ส่วนหยุนซีเมื่อได้ยินดังนั้น นางจึงหลุดขำออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป หากหลินเฟิงเป็เพียงคนธรรมดา แล้วตู๋กูซางล่ะ?
“คนธรรมดา?” ตู๋กูซางไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทว่ากลับได้ยินเสียงหัวเราะจากฝูงชน จากนั้นหลินเฟิงจึงกล่าวต่อว่า “สิ่งที่เ้าทำมันช่างไร้สาระมาก ที่เ้าเที่ยวประกาศไปทั่วว่าคนอื่นไม่มีคุณสมบัติพอจะเทียบกับเ้าได้ ทว่าตอนนี้มีใครก็ไม่รู้มายืนตรงหน้าเ้า มิหนำซ้ำเ้ายังโดนเขาตบหน้าอีก หากเป็ข้าล่ะก็ คงไม่รั้งอยู่ต่อที่นี่ให้อับอายหรอก”
น้ำเสียงเสียดสีนี้ทำให้ตู๋กูซางต้องตกตะลึง ใบหน้าของเขาพลันบิดเบี้ยวจนน่ากลัว
หลินเฟิง!
ท้ายที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายที่หลินเฟิง้าจะสื่อ คนที่ตบหน้าเขาคือหลินเฟิง เมื่อครู่ตู๋กูซางยังบอกว่าหลินเฟิงไม่มีคุณสมบัติพอจะเปรียบเทียบกับเขาอยู่เลย!
ทางด้านหญิงสาวผู้โเี้เองก็กำลังสั่นเทา หลินเฟิง เขาคือหลินเฟิง…
จริงๆ แล้ว หลินเฟิงนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าตู๋กูซางเสียอีก
“แล้วเ้าจะต้องเสียใจในสิ่งที่ทำในวันนี้”
ตู๋กูซางพูดข่มขู่ด้วยเสียงเยือกเย็น จากนั้นเขาก็หันไปทางอื่นเตรียมออกไปจากตรงนี้ ซึ่งที่จริงแล้วเขาไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป
“ช้าก่อน!”
ตอนนี้เองได้มีน้ำเสียงเ็าดังขัดขวางเขา จึงทำให้ตู๋กูซางที่กำลังเดินไปต้องชะงักอยู่กับที่ แล้วค่อยๆ หันกลับมามองหลินเฟิงอย่างเยือกเย็น
“เ้าคิดอยากจะไป ก็ไปได้ง่ายๆ อย่างนี้เหรอ?” หลินเฟิงกล่าวทั้งแววตาเ้าเล่ห์
“เ้า้าอะไร?” ตู๋กู่ซางถามกลับพลางคิดว่า หรือว่าหลินเฟิงยังอยากหาเื่เขาต่อ?
“เมื่อครู่นี้เ้า้าให้ข้าตบหน้าตัวเอง คุกเข่าสามครั้งและหมอบคลานอีกเก้าครั้ง แต่ตอนนี้เ้าเห็นแล้วว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเ้า แล้วเ้าจะออกไปง่ายๆ เช่นนี้เหรอ?” หลินเฟิงยังกล่าวอีกว่า “เ้าคิดว่าข้าเป็ใครถึงได้กล้าทำเช่นนี้?”
เมื่อฝูงชนได้ยินคำพูดของหลินเฟิงแล้ว พวกเขาต่างตื่นเต้นและอยากรู้ว่าหลินเฟิงจะทำอะไรกับตู๋กูซางต่อไป
“แสดงให้ข้าเห็นหน่อยสิ ถึงสิ่งที่เ้าพูดเมื่อครู่นี้ที่ว่า ตบหน้าตัวเองแล้วคุกเข่าสามครั้งและหมอบคลานเก้าครั้งนั่น”
น้ำเสียงของหลินเฟิงแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็น รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยสายตาอันแหลมคม
“เ้า้าให้ข้าตบหน้าตัวเอง คุกเข่าและหมอบคลาน?” ตู๋กูซางกล่าวย้ำอย่างไม่อยากเชื่อว่า หลินเฟิงจะกล้าขอให้เขาทำเช่นนี้ต่อหน้าฝูงชน?
“ดูเหมือนว่าคำพูดของข้าจะไม่ศักดิ์สิทธิ์พอที่จะทำตามสินะ สงสัยข้าต้องลงมือด้วยตัวเองเสียแล้วล่ะ”
หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาแล้วพุ่งไปข้างหน้าตู๋กูซางอย่างไร้ซึ่งความลังเล ความเร็วของเขานั้นไม่มีมีใครมองตามได้ทันแม้แต่น้อย
หัวใจของตู๋กูซางกำลังเต้นระรัว การเคลื่อนไหวของหลินเฟิงช่างรวดเร็วสุดประมาณ เพียงพริบตาหลินเฟิงก็ประชิดตัวเขาและใช้ดัชนีพิฆาตโจมตีโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัว
ปลายนิ้วนั้นเต็มไปด้วยคลื่นดาบอันแหลมคม
ตู๋กูซางทำได้เพียงเหวี่ยงกำปั้นออกไปยับยั้งการโจมตีของหลินเฟิง ตอนนี้เองเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองได้ดังขึ้น สีหน้าของตู๋กูซางกลายเป็ซีดขาวจนน่าใ เนื่องจากกำปั้นของเขาถูกดัชนีพิฆาตของหลินเฟิงตัดผ่านไปอย่างง่ายดาย
“เพียะ!”
พลันเกิดเสียงอันคุ้นเคยที่ชัดเจนกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา เมื่อฝ่ามือของหลินเฟิงตบที่ใบหน้าของตู๋กูซางด้วยความแม่นยำอีกครั้ง
“เพียะ เพียะ…”
เสียงตบหน้าที่ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้คนต่างตัวแข็งทื่อขณะมองหลินเฟิงกำลังตบหน้าตู๋กูซางอย่างต่อเนื่อง ในใจของพวกเขารู้สึกเย็นะเื ขณะนี้ความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของตู๋กูซางได้จบสิ้นแล้ว!
สำหรับตู๋กูซางนั้นตอนนี้เพิ่งตระหนักได้ว่าทำไมเขาถึงได้โง่เขลาถึงเพียงนี้ ความภาคภูมิใจของเขานั้น ไม่คิดเลยว่าจะถูกหลินเฟิงเหยียบย่ำ และยังถูกตบหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายอีก
“ในเมื่ออยากให้ข้าลงมือเอง งั้นข้าก็จะแถมให้เ้า”
เมื่อสิ้นสุดเสียงของหลินเฟิง ก็มีอีกเสียงสองเสียงดังไปทั่วบริเวณ ตู๋กูซางคุกเข่าลงและหมอบคลานอยู่บนพื้นต่อหน้าหลินเฟิง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เขาช่างดูต่ำต้อยยิ่งนัก
หลังของฝูงชนต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เ้าหมอนี่… ช่างบ้าระห่ำเกินไปแล้ว
“ข้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเทียบกับเ้าได้ งั้นเ้าในตอนนี้จะคุกเข่าต่อหน้าข้าทำไมกัน?” หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแสขณะมองตู๋กูซางด้วยสายตาเยือกเย็น ตู๋กูซางที่อยู่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 8 เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินเฟิงที่มีขอบเขตผสานกับเทวโลกแล้ว ตู๋กูซางก็เป็เพียงคนที่อ่อนแอและไร้หนทางต่อสู้
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ขอบเขตลี้ลับ หลินเฟิงก็ยังเคยต่อสู้มาแล้ว
ตู๋กูซางยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปเรื่อยๆ ในใจของเขามีแต่ความเคียดแค้นอันไร้ที่สิ้นสุด และในตอนนี้มีเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนขากรรไกรล่างของเขา จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเ็าจากปากของหลินเฟิง
“ไสหัวไปซะ!”
หลินเฟิงแค่พูดคำเดียว ร่างของตู๋กูซางก็กระเด็นออกไปทันที
หลินเฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามองตู๋กูซาง เขาหันไปมองหยุนซีและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าอยากจะทำอะไรนาง ก็เชิญตามสบาย”
คำว่า ‘นาง’ ที่หลินเฟิงหมายถึงก็คือ หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ หยุนซี ในตอนนี้หญิงสาวผู้โเี้นางนั้นกำลังสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
ทว่าหยุนซีกลับทำแค่ปรายตามองนางและกล่าวเสียดสีว่า “คนประเภทนี้ หากไม่จำเป็ข้าก็จะไม่แตะต้อง”
“งั้นก็ช่างมันเถอะ ข้าก็จะไม่แตะต้องเช่นกัน”
หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ แล้วเขาก็ชี้ไปยังชั้นที่สี่ของหอฝึกฝน เพราะห้องนั้นยังว่างอยู่ และดูเหมือนว่ามันจะเป็ห้องฝึกฝนของตู๋กูซาง
“เ้า้าเข้าไปในหอฝึกฝนไหม?”
หยุนซีตัวสั่นขณะมองหลินเฟิงและกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ข้าไม่สามารถเข้าไปข้างในได้”
“ข้าจะช่วยเ้าเอง”
หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ ขณะดึงแขนหยุนซีให้เดินไปข้างหน้า จากนั้นหลินเฟิงก็ะโขึ้นไปในอากาศ
หยุนซีตื่นตระหนกและหลับตาลง ขณะที่นางลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังเหาะอยู่บนท้องฟ้า นางใจเต้นแรงอย่างอดไม่ได้ เมื่อได้อยู่ข้างๆ ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเช่นนี้ ใจของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ช่างเป็ทักษะการเคลื่อนไหวที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
ผู้คนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นหลินเฟิงทะยานขึ้นไป เขาช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
ขณะที่ลอยตัวอยู่บนอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อหลินเฟิงรู้สึกว่าไม่มีที่ให้ยืน ทันใดนั้นคลื่นที่ไร้รูปร่างบางอย่างก็แผ่ออกมา จากนั้นหลินเฟิงและหยุนซีก็ราวกับเป็ลูกศรที่ทะยานสู่ชั้นที่สี่ของหอฝึกฝนที่สูงกว่าร้อยเมตร
นางกวาดตามองฝูงชนด้านล่างที่ค่อยๆ เล็กลงไปเรื่อยๆ หยุนซีในตอนนี้รู้สึกว่ากำลังฝันไป ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ล้วนไม่เป็ความจริง
“เข้าไปในนั้น และฝึกฝนให้เต็มที่”
หลินเฟิงกล่าวขณะยิ้มให้หยุนซี จากนั้นเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งและไปยังชั้นที่สามของหอฝึกฝน
ชั้นที่สามของหอฝึกฝนในตอนนี้ไม่มีใครอยู่ ซึ่งที่นี่เป็ของเวิ่นอ้าวเสวี่ย แล้วเขาก็อนุญาตให้หลินเฟิงใช้ได้
หากไม่มีใครอยู่บนชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง หลินเฟิงก็เข้าใช้ห้องฝึกฝนได้ตามใจ
ส่วนหยุนซีนั้น นางกำลังมองส่งแผ่นหลังจนหายลับตาไป แม้ว่านางจะได้มาฝึกฝนที่นี่อย่างที่ฝันเอาไว้ แต่นางก็ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่คิด ในทางกลับกันในตอนนี้นางรู้สึกเหมือนสูญเสียบางอย่างไป
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เหมือนความฝัน เพราะชายหนุ่มที่เดินผ่านมานั้น เขาช่างโดดเด่นอย่างมาก นางทำได้แค่เงยมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ขณะที่เขากางปีกออกและบินจากไป
สิ่งที่หยุนซีไม่รู้ก็คือ ในตอนนี้หญิงสาวทั้งสองที่มาพร้อมนางยังคงอยู่ข้างล่าง พวกนางต่างอิจฉาหยุนซีที่มีโอกาสได้ฝึกฝนในหอฝึกฝน นั่นเป็สิ่งที่พวกนางปรารถนามาตลอด
ส่วนหญิงสาวผู้โเี้คนนั้น ในยามนี้ใจของนางกำลังรู้สึกเสียใจ
ฝูงชนเบื้องล่างต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป หลินเฟิงดูเหมือนจะเป็บุคคลที่ไม่มีใครขัดขวางเขาได้
สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น หลินเฟิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด ในตอนนี้เขาก็ปิดประตูห้องฝึกฝนแล้ว จินตภาพที่เกิดในสมองตอนนี้กำลังแบ่งความทรงจำออกเป็สามส่วน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็ความทรงจำของผู้ฝึกยุทธ์ที่ทรงพลัง!