หลิ่วเทียนฉีนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางอาณาเขตสายฟ้า กำลังรับการชำระล้างของอสนีบาตภัยระดับดวงปราณของตนอยู่ แต่อสนีบาตภัยของหลิ่วเทียนฉีไม่รุนแรงเท่าเฉียวรุ่ย เริ่มแรกเมื่ออสนีบาตภัยหลายสายผ่าลงมา หลิ่วเทียนฉีใช้ยันต์ป้องกันกับยันต์โล่ทองขวางไว้ทันที หลังจากนั้น พออสนีบาตภัยผ่าลงมาอีก หลิ่วเทียนฉีก็ใช้ยันต์กับอุปกรณ์อาคมขวางไว้เช่นกัน
อสนีบาตภัยไม่แข็งแกร่งเท่าไรนัก ผนวกกับมาตรการป้องกันของหลิ่วเทียนฉีที่แข็งแกร่งอีก ทำให้อสนีบาตที่แตะต้องร่างของเขาจึงมีไม่มาก
เฉียวรุ่ยยืนอยู่ด้านข้างพลางกำหมัดแน่น จ้องคนรักที่อยู่ท่ามกลางสายฟ้าเขม็ง เพราะเขาเลื่อนระดับก่อนหน้าคนรัก ถึงได้รู้ว่าสายฟ้าที่ผ่าลงบนร่างเ็ปปานใด ในยามนี้ เขาถึงเคร่งเครียดยิ่งกว่ายามตนเลื่อนระดับสู่ระดับดวงปราณเสียอีก เกิดกลัวว่าเทียนฉีจะเหมือนตนที่าเ็ไปทั่วร่าง
“เปรี้ยง เปรี้ยง...”
หลังหยุดพักอยู่ชั่วครู่ เสียงสายฟ้าก็ดังขึ้น นี่คือระลอกที่สาม เป็อสนีบาตภัยระลอกสุดท้าย ขอเพียงทนอสนีบาตภัยระลอกนี้ได้ก็นับว่าจบสิ้นอย่างแท้จริง
แม้เป็ระลอกสุดท้าย แต่เฉียวรุ่ยรู้ว่าพลังของอสนีบาตภัยระลอกนี้เป็สามเท่าของอสนีบาตภัยสองระลอกก่อนหน้า ถือเป็ละครฉากใหญ่ อสนีบาตภัยที่รับมือยากที่สุด
หลิ่วเทียนฉีเงยหน้ามองอสนีบาตภัยที่ร่วงลงมา ฉับพลันเขาหยุดป้องกัน ไม่ใช้ยันต์วิเศษหรืออุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เตรียมใช้ร่างกายของตนรับอสนีบาตภัยเหล่านี้โดยตรง
“อ๊ะ เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักนั่งนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้อสนีบาตผ่าตามใจก็ร้องอย่างใ
“ข้าไม่เป็ไร!” หลิ่วเทียนฉีมองไปทางเฉียวรุ่ยแล้วยกมุมปาก
แสงอสนีบาตสีม่วงหนาเท่าแขนเส้นแล้วเส้นเล่าไม่ไว้ไมตรี ตกต้องบนร่างหลิ่วเทียนฉี ทุกเส้นที่ร่วงลงมา สร้างรอยแผลสีเืเพิ่มขึ้นเส้นหนึ่ง ยิ่งร่วงลงมามากเท่าไร รอยแผลสีเืยิ่งมากเท่านั้น
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองเสื้อผ้าบนร่างเขาถูกเืย้อมจนสีแดงฉานก็ร้อนใจจนขอบตาแดง
“อย่าเข้ามา ข้าไม่เป็ไร!” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักมีท่าทีร้อนรนเป็กังวลแทนตนเอง ดูอยากวิ่งเข้ามาหลายครั้งก็รีบร้อนห้าม
“อืม!” เฉียวรุ่ยกัดฟัน วางเท้าที่ยกขึ้นลง เขารู้ อสนีบาตภัยเป็ของแต่ละคน ผู้อื่นไม่อาจช่วยเหลือหรือทำลายได้
หลิ่วเทียนฉีหลับตา เริ่มโคจรพลังทิพย์ในร่าง หล่อเลี้ยงดวงปราณที่กำลังผนึกรวมช้าๆ หมุนวนไม่หยุดลอยอยู่ตรงหน้าตนดวงนั้น
“เปรี้ยง เปรี้ยง....”
แสงอสนีบาตสีม่วงเส้นแล้วเส้นเล่าร่วงลงมาอีกครั้ง หลิ่วเทียนฉียังคงไม่ใช้วิธีการใดขัดขวาง ใช้เพียงร่างรับโดยตรง นี่เป็อสนีบาตภัยของการเลื่อนสู่ระดับดวงปราณ เมื่อผ่าลงบนร่างผู้ฝึกตน ไม่เพียงมีฤทธิ์ฝึกฝนร่างกาย ยังมีผลยอดเยี่ยมในการชำระเส้นปราณผลัดกระดูกอีกด้วย มีประโยชน์ในการชำระล้างแก่นกระดูกกับชีพจรทิพย์ของผู้ฝึกตนในระดับหนึ่ง ดังนั้น หาก้าให้อสนีบาตภัยมีฤทธิ์มาก ดีที่สุดคือไม่อาศัยวิธีการใดขัดขวาง ใช้ร่างกายของตนรองรับทั้งหมด
แน่นอน หากไม่ใช้วิธีการใดั้แ่ต้นจนจบ ถูกอสนีบาตฟาดตลอดกระบวนการเพื่อเลื่อนสู่ระดับดวงปราณ ผู้ฝึกตนที่มีคุณสมบัติร่างเช่นนี้ เกรงว่าในแสนคนคงมีสักสองสามคน แต่ได้ยินมาว่า ผู้ฝึกตนเผ่าอสูรค่อนข้างห้าวหาญ มีหลายตนต้านทานอสนีบาตภัยด้วยตนเองได้ น้อยนักที่จะใช้ลูกไม้เช่นนี้อย่างเผ่ามนุษย์ แต่ผลลัพธ์ของการฝืนต้าน ผู้ฝึกตนอสูรมากมายยังไม่ทันสำเร็จกลายเป็ระดับดวงปราณก็ถูกผ่ากลายเป็ขี้เถ้าไป
เพราะความพิเศษของภัยพิบัติอสนีบาตนี้ ฉะนั้น ก่อนหน้านี้ที่เฉียวรุ่ยเลื่อนระดับ จึงฝืนต้านอสนีบาตภัยระลอกแรกกับระลอกที่สองด้วยตนเอง มีเพียงอสนีบาตภัยระลอกสามที่ทนไม่ไหว ถึงใช้ยันต์วิเศษกับอุปกรณ์อาคมขวาง ตรงกันข้ามกับหลิ่วเทียนฉี อสนีบาตภัยสองระลอกแรกเขาหลบหลีก ระลอกสามที่รุนแรงและโหดร้ายที่สุดกลับเหลือไว้ให้ตนใช้ฝึกฝนร่างกายและชำระชีพจรทิพย์
“อึก...” หลิ่วเทียนฉีครางเสียงทุ้มทีหนึ่ง ก้มศีรษะเห็นาแสีเืเปิดยาวอย่างน้อยยี่สิบเิเจากหัวไหล่จรดหน้าอก อดกัดฟันไม่ได้
ชีวิตก่อนตอนเป็มือสังหาร การฝึกฝนอันโหดร้ายและคลุ้งคาวเืไม่ธรรมดาอยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่าชีวิตนี้ได้มาถึงแผ่นดินประหลาดแห่งนี้ อสนีบาตภัยนี่ เทียบกับการฝึกฝนในชีวิตก่อนมีแต่เหนือกว่า ไม่เทียบเท่าสักนิด!
แต่ไม่ว่าการฝึกฝนหรืออสนีบาตภัย ล้วนเป็สิ่งที่ดีต่อเขา ในฐานะบุรุษ หากไม่เคยอาบเืจะกลายเป็ผู้กล้าแกร่งได้อย่างไรเล่า?
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยมองคนรักนั่งอยู่กลางวังวนอสนีบาต ทั้งร่างมีาแชุ่มโชกไปด้วยเืแต่ยังนิ่งไม่ขยับอยู่ที่เดิม กำปั้นน้อยกำแน่น อยากเปลี่ยนตัวเข้าไปแทนนัก
“เปรี้ยง เปรี้ยง...”
อสนีบาตภัยเส้นแล้วเส้นเล่าผ่าลงมาอย่างไร้ไมตรี ทุกครั้งที่ผ่าลงมา หัวใจเฉียวรุ่ยบีบรัดทีหนึ่ง ริมฝีปากถูกกัดจนแตกโดยไม่รู้ตัว เล็บกรีดกลางฝ่ามือจนฉีก เืชุ่มไปหมดโดยไม่รู้สึกเจ็บสักนิด นาทีนี้ ดวงตาของเขามีเพียงคนรัก มีเพียงเทียนฉีของเขาเท่านั้น
ในที่สุด ่เวลาที่เฉียวรุ่ยรอคอยก็มาถึง สายฟ้าหยุดลง เมฆดำกลางท้องฟ้าสลายไปอย่างรวดเร็ว
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นอสนีบาตภัยสิ้นสุด รีบวิ่งเข้ามาดูคนรักเป็อย่างแรก
“ข้าไม่เป็ไร” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะเล็กน้อย เก็บดวงปราณที่ผนึกแข็งแกร่งเข้าไป
“มา กินโอสถ รีบกินโอสถเถอะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาโอสถมาป้อนให้อย่างร้อนใจ
หลิ่วเทียนฉีกลืนโอสถลงไปก่อนพรูลมหายใจเบาๆ
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องกังวล!” หลิ่วเทียนฉีจับมือคนรัก ปลอบอีกฝ่ายกลับ
“ข้า ข้าจะประคองเ้าไปทายานะ?” เฉียวรุ่ยมองาแนบนร่างเขา ยื่นมือสองข้างออกมาแต่ไม่กล้าแตะต้อง เขากลัวแตะโดนาแของคนรักแล้วทำให้อีกฝ่ายยิ่งเจ็บขึ้นอีก
หลิ่วเทียนฉีโอบเอวเฉียวรุ่ยไว้ พิงร่างครึ่งท่อนไว้ในอ้อมแขนน้อย หยัดร่างยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า เดินไปพร้อมกัน
เฉียวรุ่ยเข้ามาในกระโจม พยุงหลิ่วเทียนฉีมถึงเตียงอย่างระมัดระวัง ค่อยขยับมือถอดเสื้อผ้าบนร่างเขา
เห็นาแน่าสยอง กลิ่นคลุ้งคาวเื หนังเนื้อเปิดออกมาอยู่หลายแผลบนผิวสีแดงก่ำของคนรัก ปลายนิ้วที่ทายาอยู่อดสั่นระริกไม่ได้
“ไม่เป็ไรหรอก ผ่านไปไม่กี่วันก็หายแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีเห็นสภาพปวดใจนั่นก็รีบร้อนปลอบประโลม
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย ตั้งใจทายาให้ต่อ
“มือเป็อะไร?” หลิ่วเทียนฉีจับมือคนรักขึ้นมา มองาแเล็กๆ กลางฝ่ามือ ก่อนหน้านี้ที่เขาเผชิญหน้ากับอสนีบาตภัยหน้าไม่เคยเปลี่ยนสี บัดนี้กลับบึ้งตึงสุด
เฉียวรุ่ยมองสีหน้าถมึงทึงของคนรัก ในใจอบอุ่น เขารู้ว่าบุรุษตัดใจให้เขาได้รับความเ็ปสักนิดไม่ลง าแเพียงเล็กน้อย ในสายตาเขากลับเป็เื่ใหญ่นัก
“ข้า ข้าไม่ระวัง จิกจนเป็แผลเข้าน่ะ!” เฉียวรุ่ยหลุบตาลง รีบอธิบาย
“เ้านี่นะ ไม่รู้จักดูแลตัวเอง ข้าไม่ดูเ้าแค่เค่อเดียว เ้าก็ไม่ไหวเสียแล้ว” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางหยิบยาทาแผลในมือคนรักมา ทายาาแบนฝ่ามือน้อยอย่างใส่ใจ
“บนร่างเ้ายังมีแผลอีกนะ? แผลพวกนี้ อีกเดี๋ยวข้าจัดการให้ อย่างไรข้าขอทายาให้เ้าก่อนเถอะ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางจะยื้อให้หลุด แต่หลิ่วเทียนฉีกลับไม่ปล่อย
“ไม่ได้ จัดการแผลของเ้าให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยเห็นเขาไม่ยอมปล่อยมือก็ได้แต่ช่างมัน
ปล่อยให้คนรักทายาพันแผลให้ตนเอง เมื่อจัดการแผลเรียบร้อย เขาถึงมีโอกาสเอาขวดยากลับมาทาให้คนรัก
.........
หนึ่งเดือนให้หลัง
หลังจากหลิ่วเทียนฉีพักรักษาตัวหนึ่งเดือน าแบนร่างก็หายดี เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา ััถึงพลังทิพย์อันแข็งแกร่งที่เปี่ยมล้นภายในร่าง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ระดับดวงปราณกับระดับสร้างรากฐานนี่ไม่เหมือนกันจริงหนอ!
หลิ่วเทียนฉีนั่งสมาธิอยู่หนึ่งชั่วยามถึงลืมตาทั้งสองข้างขึ้นช้าๆ กลับมาในกระโจมของตน
เขาเดินเข้ามาในกระโจม เห็นเฉียวรุ่ยนั่งอยู่บนเตียง คิ้วน้อยขมวด กำลังนับสมบัติอยู่ก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนนั่งลงข้างกายคนรัก!
“เป็อะไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีโอบเอวน้อย พาเข้ามาในอ้อมแขน
“หลังข้าเลื่อนระดับเป็ระดับดวงปราณ ศิลาทิพย์กับยันต์วิเศษถูกใช้จนเกลี้ยง โอสถก็ไม่มี อุปกรณ์อาคมตอนนี้เหลือเพียงสามชิ้น ชิ้นหนึ่งคือร่มหมื่นตะวันที่มีรอยแผลอยู่เพียบ อีกชิ้นคือกระถางอัคคีม่วง และกริชแหลมคมอีกเล่มหนึ่ง” เฉียวรุ่ยพูดพลางถอนหายใจหลายหน
ก่อนหน้านี้ เพื่อล่อวานรปีกยาวเข้าไปในค่ายกลสังหาร เขาใช้ยันต์วิเศษกับอุปกรณ์อาคมไปไม่น้อย หลังจากนั้น เพื่อเลื่อนระดับสู่ระดับดวงปราณ เฉียวรุ่ยผลาญสมบัติวิเศษกับศิลาทิพย์ทั้งหมดที่ตัวไปจนเกลี้ยง ตอนนี้จึงเหลือสมบัติเพียงสามชิ้นอย่างน่าสงสาร
“อย่ากังวลไปเลย ยันต์วิเศษไม่มีก็วาดใหม่ หากโอสถไม่มี พวกเราก็ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรทิพย์จำนวนหนึ่งมาแทนได้ ส่วนอุปกรณ์อาคม หลังออกจากแดนลับค่อยหาก็ยังไม่สาย!” อันที่จริง หลังจากเขาเลื่อนระดับ สมบัติก็หดหายอย่างยิ่งยวดเช่นเดียวกัน
ศิลาทิพย์หมด ยันต์วิเศษไม่มี อุปกรณ์อาคมเหลือเพียงสองชิ้น โอสถกับน้ำยาวิเศษรักษาอาการเหลือไม่เท่าไร แต่หลิ่วเทียนฉีคิดว่าเื่เหล่านี้ไม่เป็ปัญหามากนัก ขอเพียงมีพลัง อยากหาศิลาทิพย์ อุปกรณ์อาคมและโอสถจำนวนหนึ่ง ย่อมเป็เื่ง่ายดายยิ่ง
“ถ้าอย่างนั้น เ้าจะอยู่ที่นี่วาดยันต์หรือ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบ มองไปทางคนรัก
“ใช่แล้ว พวกเราเพิ่งเลื่อนระดับเป็ระดับดวงปราณ พลังยังไม่เสถียรดีนัก ข้าอยากวาดยันต์รวมปราณทิพย์ ยันต์บำรุงปราณทิพย์แล้วก็ยันต์ขุดลอกที่ใช้จัดระเบียบปราณทิพย์กับชีพจรทิพย์จำนวนหนึ่งสักหน่อย หากพวกเราใช้ยันต์เหล่านี้ทุกวันย่อมเป็ประโยชน์กับการฝึกฝน นอกจากนี้ แม้ที่เขาแสงทองไม่มีแสงรัศมีสีทอง น้ำพุแสงทองและอุกกาบาตทองแล้ว แต่ยังมีสมุนไพรทิพย์ให้พวกเราเก็บ มีสัตว์อสูรให้พวกเราฝึกฝีมือก็นับว่าเป็เขาสมบัติแห่งหนึ่งเชียวนะ!”
“จริงด้วย! ข้าก็คิดไม่ถึง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ คิดว่าที่คนรักพูดมามีเหตุผล
“ดังนั้น ข้าคิดว่า พวกเราอยู่ที่เขาแสงทองแห่งนี้ชั่วคราวก่อนเถอะ! รอให้พลังเสถียรคงที่ค่อยจากไปดีกว่า!” หลิ่วเทียนฉีมองคนในอ้อมแขน หารือกับอีกฝ่ายเสียงเบา
“ดี ข้าฟังเ้า ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ต่อ!” เฉียวรุ่ยเก็บสมบัติของตน ตัดสินใจได้ในทันที
“ตอนนี้ข้าเป็ระดับดวงปราณแล้ว หากพวกเราหาสมุนไพรทิพย์สำหรับผสมหมึกยันต์ขั้นสี่ที่ข้า้าบนเขาแสงทองได้ ไม่แน่ ข้าอาจลองวาดยันต์วิเศษขั้นสี่ในก้อนหินดู” ก่อนหน้านี้ หลิ่วเทียนฉีเคยลอง เขาค้นพบอย่างน่าประหลาดว่าหลังเลื่อนเป็ระดับดวงปราณ เขามองเห็นยันต์วิเศษในก้อนหินสีขาวได้สามสิบแผ่น นอกจากยันต์วิเศษขั้นสามสิบแผ่น ยังมียันต์วิเศษขั้นสี่อีกยี่สิบแผ่นด้วย
“ยันต์วิเศษขั้นสี่หรือ? ดีจริงเชียว!” เฉียวรุ่ยได้ยินเื่นี้ ดวงตาพลันเป็ประกาย
ขั้นสี่เชียวนะ ถึงกับวาดยันต์วิเศษขั้นสี่ได้แล้วหรือ? เทียนฉีนี่ร้ายกาจเหลือเกิน!
“ฮ่าๆ อย่าเพิ่งดีใจเร็วปานนั้น ต้องหาสมุนไพรทิพย์พบก่อนถึงจะทำได้ สมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ไม่ใช่จะหาพบได้ง่ายนะ!” หากไม่มีหมึกยันต์ ไยจะพูดถึงยันต์วิเศษขั้นสี่ได้เล่า?
“บางที สถานที่อื่นอาจไม่มี แต่อย่างไร ที่นี่ต้องมีแน่ มีสัตว์อสูรขั้นสี่ก็ต้องมีสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่แน่นอน!” เฉียวรุ่ยเอ่ยอย่างมั่นใจ ก่อนหน้านี้สังหารวานรปีกยาว กระดูกสัตว์อสูรกับเืสัตว์อสูรขั้นสี่ก็มีแล้ว ตอนนี้ขาดเพียงสมุนไพรทิพย์เท่านั้น!
“หวังว่านะ!” หลิ่วเทียนฉีรู้ว่าเขาแสงทองเป็สถานที่ดีแห่งหนึ่ง ไม่แน่นะ บางทีอาจมีสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ที่เขา้าก็เป็ได้!
