“พอแล้ว!!”
“ผู้ใด้ารู้ประวัติของครอบครัวพวกเ้ากันหาาาาา?!!~~~”
“ตอบคำถามข้ามาซะ ว่าพวกเ้าใช่หรือไม่ที่ฝังศพทหารเหล่านี้”
คำพูดของขุนพลแสดงถึงความไม่พอใจเล็กน้อย หยุดเฉินอ่าวซึ่งกำลังเล่าวีรกรรมของพ่อด้วยเสียงดุดัน แต่แววตาของเขากลับปราศจากความมุ่งร้าย ดวงตาของเฉินอ่าวเหลือบมองก็รู้ในทันทีว่าคำโอ้อวดของตนค่อนข้างได้ผล
พวกทหารมีนิสัยตรงๆ เถื่อนๆ พวกเขาไม่เข้าใจอะไรที่ซับซ้อนหรือมีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนพวกขุนนางฝ่ายพลเรือน แค่เปรยว่ามีสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายทหารมาก่อน ความอคติตอนเจอหน้าจึงใจอ่อนลดลงไปมากถึงหนึ่งในสองส่วน
เมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกายแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะเป็กองทัพประจำการสำคัญๆ ของหัวเมืองใหญ่ๆ ไม่เหมือนกับกองกำลังติดอาวุธที่ดูไม่เป็ระเบียบเ่าั้
ต้องขอบคุณที่ในหลายวันก่อน เฉินอ่าวไปคลุกตัวอยู่กับพวกพ่อค้า จึงรู้อะไรอย่างๆ เกี่ยวกับเหลียงตงและแคว้นชวีเพิ่ม และจากที่ทัพม้านี้มีอยู่แค่ร้อยคน แถมขุนพลตรงหน้าเหมือนจะมีกลิ่นเหล้าแรงพึ่ง “กรึบ” สุรามา
เฉินอ่าวที่คิดแผนได้ก็พยักหน้าอย่างเขินอาย พูดออกด้วยรอยยิ้มบางๆว่า “ขอรับ เป็พวกเราที่ขุดหลุมฝัง ทำมาั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้”
ดวงตาภายใต้หมวกเหล็กของขุนพลขมวดจนชนชิดกัน “ทำไมต้องฝังศพ? พวกเ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่หรือเปล่า?”
คำถามนี้ ทำให้ทุกคนที่ถูกล้อมยืนนิ่ง ครอบครัวแซ่หยู่ที่เป็ชาวบ้านธรรมดาก็อดตัวสั่นไม่ได้ กังวลใจพลางยื่นมือไปกอดภรรยาและลูกๆ ไว้ในอ้อมแขน
จากท่าทาง ดวงตาของแม่ทัพก็มืดมนลง สายตาค่อยๆ เลื่อนไปที่ตะกร้าที่มีผ้าปกปิดและกล่องไม้บนหลังของเฉินอ่าว
ทันใดนั้นเขาก็โบกมือ เรียกทหารสองนายมา “ตรวจสอบสัมภาระ!”
ตรวจสอบ?
แย่แล้ว
หัวใจของหยู่เจ๋อและคนอื่นๆ เต้นแรง พวกเขาค้นตัวศพเพื่อเก็บของมีค่า ถ้าเื่นี้ถูกเปิดเผย หายนะที่ตามมาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
หยู่เจ๋อมองไปดูเฉินอ่าว และเห็นว่าครอบครัวแซ่เฉินก็ดูตื่นตระหนกมือกุมอาวุธแน่นเช่นกัน
เมื่อขุนพลเห็นท่าทางเช่นนี้ ใบหน้าที่เคยโล่งใจก็กลับมามืดมนอีกครั้ง ดวงตาที่ดุร้ายจ้องมองอย่างดุเดือด จนความรู้สึกกดดันนี้จะทำให้หยู่เจ๋อต้องก้มหน้าและหลับตา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเปิดกล่องไม้ พบว่ามีเพียงผ้าไหมม้วนหนึ่ง ถุงเงิน และสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเข็มและด้ายเท่านั้น ส่วนตะกร้าที่เคยเต็มไปด้วยมีดดาบและเครื่องประดับ ถูกแทนด้วยเสื้อขาดๆ ผ้านวมกับรองเท้าหนังงูแทน
ดวงตาของหยู่เจ๋อเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ เขาเห็นชัดๆ ว่าครอบครัวแซ่เฉินโยนของมีค่าที่เก็บได้ใส่ตะกร้าและกล่อง แต่ของทั้งหมดหายไป แล้วถูกผ้าห่ม ข้าวสาร ไม่ก็ปลาแห้งมาทดแทน
“แฮะๆ เราเป็แค่ผู้ลี้ภัย หากท่านขุนพล้าเสบียงและผ้านวมแก้หนาว สามารถเอาไปใช้ได้เลยนะขอรับ”
อย่าว่าแต่หยู่เจ๋อและครอบครัวแซ่หยู่เลย แม้แต่เฉินอ่าวก็ยังประหลาดใจเช่นกัน ที่สิ่งของต่างๆที่พวกเขารวบรวมหายไปหมด เกือบจะเลือกสู้และฆ่าทหารพวกนี้เพื่อพาทุกคนหนีแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หัวเ้าเล่ห์ของเฉินอ่าว ก็ยกตะกร้าปลาแห้งชูให้ขุนพลผู้ซึ่งขี่ม้านั่งอยู่บนที่สูงทันที
เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ ขุนพลก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง ทุกอย่างมีแค่ขยะที่ไม่มีค่า แม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยสองคนที่มาคุ้ยหาของยังไม่อยากได้ นับประสาอะไรกับขุนพลเช่นเขาที่มีของที่ดีกว่านี้
อาจสนใจผ้าไหมและรองเท้าหนังงูอยู่บ้าง แต่เนื่องจากไม่ได้รับคำสั่งจากขุนพลว่าอนุญาต ทหารอย่างพวกเขาจึงไม่กล้าลงมือหยิบ
ลมพัดผ่านสนามรบพาเอากลิ่นคาวมาด้วย ทำให้บรรยากาศที่อึมครึมอยู่แล้วยิ่งน่าขนลุกและอึดอัดมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันโดยมีตะกร้าสานและปลาแห้งคั้นกลางอยู่นานครึ่งนาที ก่อนที่ขุนพลจะพูดขึ้นในที่สุดว่า
“ที่นี่ติดกับอาณาเขตของกองทัพต้านโหลว พวกมันฏต่อราชสำนักแล้ว จึงมาตั้งค่ายบนเทือกเขาตรงชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ ใช้โอกาสที่เหลียงตงลงใต้ปราบฏปล้นสะดมและก่อกวน สถานการณ์เช่นนี้พึ่งเคยมีผู้ลี้ภัยเช่นพวกเ้าที่กล้าเดินทางผ่าน!”
???
มีเครื่องหมายคำถามบนหน้าของเฉินอ่าว ก่อนที่ขุนพลจะกวักมือเรียกกระซิบไปที่นายกองคนหนึ่ง
“ตามข้ามา!” อีกฝ่ายรับฟังก็พยักหน้า ก้าวเท้ามาหาไม่พูดมากเอ่ยปากเรียกให้ทั้งสองครอบครัวเดินตาม
“จะไปที่ไหนรึ?” เฉินอ่าวถามอย่างระมัดระวัง
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าคนพวกนี้จะลากครอบครัวออกไปข้างนอกแล้วฆ่าทิ้งกลางป่าหรือเปล่า? และแน่นอนว่าเฉินอ่าวปรารถนาให้มันเป็อย่างนั้น
การถูกล้อมด้วยทหารมาหลายร้อยนาย ค่อนข้างสู้ยากหากต้องระวังเด็กๆ แต่การมีแค่ทหารไม่กี่นาย การฆ่าทิ้งอย่างเงียบๆ แล้วหลบหนีไม่ถือว่ายากสำหรับเขาเลย
ทำเอานายกองคนนั้นขนลุก “ซู่” ไปชั่วขณะ แต่เขาไม่ได้สงสัยกับความรู้สึกแปลกๆ คิดว่าเป็เพียงลมหนาวที่กำลังมาเยือน
เขาเหลือบมองเฉินอ่าวแล้วพูดว่า “อย่าคิดมาก ข้าไม่ได้้าจะทำสิ่งใด ท่านขุนพลให้ข้าพาพวกเ้าเดินทางไปที่นครเหลียงตงด้วยกัน ว่าแต่พวกเ้าขี่ม้าเป็หรือไม่?”
คำตอบนี้ทำให้เฉินอ่าวผิดหวัง และรู้สึกว่า่นี้เหมือนจะติดนิสัยอยากฆ่าคนถี่มากเกินไปหน่อย ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับผู้ฝึกปราณเลย เพราะยิ่งฆ่าและมีจิตมุ่งร้าย การฝึกและทะลวงด่านในอนาคตจะยิ่งมีอุปสรรค เพราะต้องฝ่าด่านจิตใจต่อสู้กับจิตมาร จนกว่าจะแข็งแกร่งจริงๆ ไม่มีผู้บ่มเพาะคนไหนที่อยากจะสังหารคนทิ้งหากไม่มีความจำเป็
เฉินอ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าชาวนาผู้ซื่อสัตย์อย่างเขาไม่น่าจะขี่ม้าเป็
“เคยขี่แค่วัวขอรับ น่าจะไม่ยากคล้ายๆกัน”
“นี่”
“…”
นายกองทหารคนนั้นถึงกับผงะ บ่นกับตัวเองอย่างหัวเสียกับภารกิจที่ขุนพลส่งมาให้ ขยิบตาให้พลทหารนำม้าที่ไม่มีเ้าของให้ลองขี่ดู
ส่วนครอบครัวแซ่หยู่ที่ขี่ม้าไม่เป็ จึงได้นั่งซ้อนท้ายพวกทหาร ขณะที่เฉินอ่าวและเฉินถั่วถง ที่เคยอ้างใช้ตัวตนว่าเป็ตระกูลทหารเก่า พวกเขาฝึกขี่ม้าได้ไม่ยาก เฉินอวี๋นั่งกับพ่อ ส่วนแม่พาน้องคนเล็กและพี่สาวคนรอง
ส่วนที่น่าทึ่งคือเฉินต้า เขาไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่ม้าที่เขาปืนขึ้นนั่งเชื่อฟังมาก จนแม้แต่ทหารที่เป็เ้าของยังประหลาดใจ และในบรรดาทั้งหมด มีเพียงแค่ท่านตาเท่านั้นที่น่าจะมีปัญหาที่สุดในกลุ่ม
ไม่ใช่ว่าท่านตาไม่ยอมขี่ม้า ไม่ใช่ว่าเขาะโโวยวายหรือ้าวิ่งด้วยเท้าเปล่า แต่ที่ทำให้ทหารทุกคนต้องหันไปมองเป็จุดเดียว เพราะท่านตาแกเล่นใหญ่มาก ยืนสองเท้าบนอานในขณะที่ตัวม้าวิ่งไปข้างหน้าได้ กางเขนโต้ลมร้อง “ก้ากๆ” ราวกับว่ากำลังเล่นเซิฟบอร์ด
ทำเอาขุนพลที่เห็นฉากนี้นั่งนิ่งกะพริบตา มองด้วยความประหลาดใจอยู่นาน
สีหน้าบ่งบอกสงสัยว่าชายชราสติไม่ดีคนนี้ทำเช่นนั้นได้ยังไง?
เฉินอ่าวที่ถูกขุนพลหันมามอง เขาก็หันหน้าหนีปากเป่าลมทำเป็ไม่รู้เื่ อุตส่าห์พยายามรักษาโปรไฟล์ให้ต่ำ ดีใจทำท่าทีว่าขี่ม้าเป็ครั้งแรก ไม่้าให้ครอบครัวเป็ที่สังเกตของผู้คนหมู่มาก แต่เหมือนสมาชิกในบ้านแต่ละคนจะไม่ให้ความร่วมมือกับเฉินอ่าวเลย
ตั้งใจที่จะเดินทางให้ถึงเหลียงตงอย่างสบายใจ
แต่ทุกคนทำตัวโดดเด่นเกินมนุษย์
เฉินต้านั่งขัดสมาสมือกอดอกบนอานโดยไม่หล่น ปล่อยให้ม้าวิ่งไปข้างหน้าเองพอว่า
เฉินถั่วถงขอดูธนูเขาสัตว์ของทหาร โชว์การยิงที่แม่นยำสองสามครั้งคือสิ่งที่ไม่ควรทำ
สุดท้ายและท้ายสุด
ชายชราที่ยืนแก้ผ้าบนหลังม้าเหมือนกระดานโต้คลื่นนั้นคืออะไร?
หรือสิ่งนี้จะเป็เื่ปกติ
ที่ครอบครัวธรรมดาเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งสมควรทำแล้วจริงๆ?
“...”
“...”
