ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
เจี่ยต้าหลงสีหน้าเคร่งเครียด “พวกเขาสองพี่น้องขึ้นเขามา ข้าก็เห็นแล้วว่ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง เพียงแต่ตอนนี้จางหงอี้ยังจับตาดูค่ายโจรของเรา เรายังต้องใช้ประโยชน์จากสองพี่น้อง ระยะนี้ยังแตะต้องพวกมันไม่ได้”
“พี่ใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง”
หลิวเฮยชีถามต่อ “แล้วหลินผิ่นหรู…”
เมื่อเอ่ยถึงนาง เจี่ยต้าหลงหรี่ตาลง สายตาแฝงไปด้วยตัณหา “วันรุ่งขึ้นส่งมาขึ้นเตียงข้า”
หลิวเฮยชีอยากพูดแต่ก็หยุด เจี่ยต้าหลงชำเลืองมองเขา “ข้ารู้ว่าเ้าอยากพูดอะไร แค่ผู้หญิงคนเดียว ยังคิดจะยกนางให้อยู่เหนือค่ายโจรของเราหรือ?”
เทพเซียนอะไร เทพธิดาอะไร? ไม่ว่าอย่างไรก็เป็เพียงสาวงาม
หลิวเฮยชีกล่าวลา แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกเรียกไว้
“ไปที่คุกและหาสาวงามส่งมาให้ข้าสักสองคน”
ในบรรดาผู้หญิงชุดนี้ มีหลายคนที่รูปร่างหน้าตาใช้ได้ แต่เมื่อเทียบกับหลินผิ่นหรูแล้วต่างชั้นกันมากนัก ทว่าก่อนกินมื้อใหญ่ ก็สมควรมีอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนไม่ใช่หรือ?
หลิวเฮยชีตอบรับและจากไป
เจี่ยต้าหลงหรี่ตาลง ในสมองมีเพียงภาพเรือนร่างของหลินผิ่นหรู เขาลูบคาง ราวกับกำลังมองเห็นภาพร่างอรชรเปลือยเปล่าของนางที่กำลังหายใจหอบอยู่ด้านล่างตัวเขา…
เมื่อกลับถึงห้อง เสิ่นม่านจามไปหนึ่งที นางเองก็คาดไม่ถึงว่าตนจะมีคนคะนึงหา
นางนอนลงบนเตียง สายตาจ้องมองมุ้ง ทั้งที่ง่วงมากแล้ว แต่สมองกลับยังคิดถึงภาพที่หนิงโม่อุ้มนางอยู่บนหลังคาและเหาะเหินอย่างอิสระ
เอ่อ จะว่าไปแล้ว สถานการณ์เช่นนั้นช่างโรแมนติกเหลือเกิน
ในนิยายจอมยุทธ์ก็มักจะกล่าวถึงพระเอกพานางเอกเหาะเหินไปด้วยกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ? ทำให้หัวใจของสาวน้อยอย่างนางเต้นรัวไม่เป็จังหวะ
แต่พอนึกได้ว่าั้แ่ตนสวยขึ้น เขาถึงยอมเข้าใกล้ก่อนเช่นนี้ นางก็รู้สึกหมั่นไส้
สมัยก่อนนางเป็สาวเ้าเนื้อขี้เหร่ เ้าหมอนั่นไม่ให้จับมือด้วยซ้ำ พอตอนนี้สวยขึ้น เขาทั้งโอบทั้งกอดและพาเหาะเหิน ความแตกต่างในการปฏิบัติชัดเจนยิ่งนัก
ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็เช่นนั้นจริง เสิ่นม่านอดไม่ได้ที่จะบ่นเสียงต่ำ “เชอะ หนิงโม่ เดิมทีคิดว่าเ้าต่างจากชายอื่น ที่แท้เ้าก็พวกมองคนที่เปลือกนอก!”
“เ้าเรียกข้าหรือ?”
ภายในห้องอันมืดสลัว มีเสียงใสกังวานของชายหนุ่มดังขึ้น
สะดุ้ง!
เสิ่นม่านเปิดมุ้งที่เตียงออก หน้าโต๊ะมีร่างที่คุ้นเคยกำลังนั่งอยู่
นางโดดผลุงขึ้นจากเตียง วิ่งเท้าเปล่ามาข้างโต๊ะและจ้องหนิงโม่ราวกับเห็นผี “เ้าเข้ามาที่ห้องข้าได้อย่างไร?”
หนิงโม่ยกชาขึ้นดื่มเงียบๆ “ทั่วทั้งค่ายโจรนี้ มีเพียงห้องของเ้าที่ปลอดภัยที่สุด”
“ดังนั้น คืนนี้เ้าจะนอนกับข้าหรือ?” เสิ่นม่านลูบคางและเริ่มไตร่ตรองอย่างจริงจัง “แต่ข้ามีแค่เตียงเดียว หากเ้าไม่ถือละก็…”
“ข้าถือ”
คนบางคนอดไม่ได้ที่จะแจกมะเหงกให้นางหนึ่งที
“เ้าใจง่ายเมื่ออยู่ต่อหน้าชายอื่นเช่นนี้หรือ? แล้วยังจะนอนเตียงเดียวกับผู้ชาย เป็สาวเป็แส้ รู้จักยางอายบ้างหรือไม่?”
เสิ่นม่านกุมศีรษะที่ถูกเขกจนเจ็บ นางนวดและพูดไม่ออก
“เมื่อก่อนก็ไม่มีใครนอนเตียงเดียวกับข้าไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง ตอนนี้ยังไม่เข้าฤดูใบไม้ผลิ หิมะข้างนอกยังไม่ละลาย หากเ้าไม่นอนเตียงจะไม่สบายเอาได้”
นางพูดมีเหตุผล แต่คนบางคนกลับไม่คิดเช่นนี้
เขาส่งเสียงฮึ่มอย่างเ็า “เ้ายิ่งพูดเช่นนี้ยิ่งทำให้ข้านึกถึงสมัยก่อนที่เ้าชอบล่วงเกินข้าอยู่บ่อยครั้ง เสิ่นม่านเหนียง อย่าคิดว่าเ้าสวยขึ้นแล้วจะเอาเปรียบข้าได้ตามใจชอบ!”
เสิ่นม่าน “…”
หากจะพูดถึงความหลงตนเอง คงไม่มีใครเกินเ้าหมอนี่ หลงตนเองจนฟังคำพูดหวังดีไม่รู้เื่
นั่นคือการเอาเปรียบเขาหรือ? ก็แค่เป็ห่วงคนบ้านเดียวกันเท่านั้นแหละ! นางยักไหล่และเริ่มแสดงความสามารถของสาวปากร้าย
“เอาเปรียบผายลมน่ะสิ! เ้าหนาวตายไปเถิด!”
เสิ่นม่านด่าเสร็จก็กลับขึ้นเตียง นางพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ
ภายในห้องมีผู้ชายอยู่ด้วยทั้งคน นางนอนไม่หลับจริงๆ นางเปิดมุ้งออกอีกครั้ง และเห็นชายหนุ่มยันหน้าผาก น่าจะกำลังงีบอยู่
เสิ่นม่านตบที่ว่างบนหมอนอีกด้านและลั่นวาจาสาบานอย่างน่าเชื่อถือ
“เ้ามานอนฝั่งนี้ ข้าจะวางจอกน้ำตรงกลางเตียง คืนนี้รับรองว่าจะไม่แตะต้องเ้า ใครทำจอกน้ำคว่ำ คนนั้นคือสัตว์! ยิ่งกว่าหมูและสุนัข!”
หนิงโม่ “…”
เหตุใดรู้สึกคำพูดนี้เหมือนออกมาจากปากคุณชายเสเพลที่ชอบเล่นสนุกอย่างไรอย่างนั้น?
เขาหลับตาแน่นและกัดฟันกรอด “หุบปาก ขืนยังไม่นอนฟ้าจะสว่างแล้ว!”
ก็ได้
เสิ่นม่านเอนตัวลงนอน รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
“ทำคุณบูชาโทษ” พอได้บ่นก็หายโมโหไปบ้าง นางพลิกตัวอยู่อีกหลายครั้ง ในที่สุดก็ทนความง่วงไม่ไหวและผล็อยหลับไป
รุ่งเช้าถัดมา หลังจากเสิ่นม่านตื่นนอน ภายในห้องไร้ซึ่งเงาของหนิงโม่
ราวกับหายไปในอากาศ
เสิ่นม่านรู้ถึงความสามารถของหนิงโม่ดี จึงไม่ได้ใส่ใจมาก รอจนล้างหน้าล้างตาและกินอาหารเช้าเรียบร้อย นางก็ให้โจรไปนำกระดาษเหลืองมาหลายปึก อ้างว่าจะวาดยันต์
วาดยันต์เป็เพียงข้ออ้าง นางอยากรีบคัดลอกแผนที่จากในระบบมามอบให้หนิงโม่
ถึงเวลาใต้เท้าจางจะได้มีโอกาสปราบโจรเหล่านี้สูงขึ้น
เพียงแต่… ตอนที่วาดแผนที่ กลับมีเ้าลิ่วล้อสองคนยืนอยู่และจับจ้องนางอย่างไม่ละสายตา เสิ่นม่านทนไม่ได้กับการกระทำเช่นนี้ของพวกเขา อย่างน้อยนางก็เป็แขกคนสำคัญของค่ายโจร เหตุใดจึงทำราวกับติดคุกเช่นนี้
หรือกลัวว่านางจะเป็สายลับ?
เสิ่นม่านกลอกตา นางจับพู่กันวาดภาพไปเรื่อย แล้วก็ใช้นิ้วมือท่องบทสวดพึมพำหลายจบ จากนั้นนำยันต์ที่วาดเรียบร้อยมอบให้พวกเขา กล่าวอย่างขึงขังจริงจัง
“สี่ใบนี้คือยันต์กันภัย พวกเ้านำไปติดตรงประตูใหญ่ด้านหน้ากับด้านหลังค่าย จะดีกับพี่น้องเรา”
ลิ่วล้อสองคนรับยันต์เหลืองไปและมองดูตัวเลขอารบิกและภาษาอังกฤษที่ตวัดไปมา สุดท้ายก็เอ่ยถามสิ่งที่สงสัยในใจ
“คือว่า เทพธิดา ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นยันต์ของนักพรตในหมู่บ้าน มันไม่เหมือนเช่นนี้…”
ส่วนลิ่วล้ออีกคนก็พยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเขาวาดยันต์เหมือนจะต้องใช้ชาดสีแดง? แล้วก็… ยันต์ของพวกเขาดูเหมือนจะเหลี่ยม ดูยิ่งใหญ่กว่ามาก…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงก็ถูกเสิ่นม่านขัดจังหวะก่อน “เ้าหรือข้าคือเทพธิดา?”
ทั้งสองตะลึงและเอ่ยอ้ำอึ้ง “ท่านคือเทพธิดา”
“เช่นนั้นยันต์ของข้ายังต้องให้พวกเ้ามาสอนหรือ? ภูผามิขึ้นกับความสูง เพียงเซียนสถิตย่อมเลื่องชื่อ ธารามิขึ้นกับความลึก ัสถิตย่อมมีพลัง ยอดฝีมือที่แท้จริงย่อมไม่ถูกตีกรอบด้วยรูปแบบคร่ำครึเ่าั้ ข้าก็คือัตัวนั้น พวกเ้าเข้าใจหรือยัง?”
เสิ่นม่านหลอกลวงพวกเขาอย่างมั่นใจ
“เข้า… เข้าใจแล้ว”
“เข้าใจก็ดี” นางตบบ่าของทั้งสอง กล่าวคำพูดจริงใจแฝงด้วยความหมาย
“ไปเถิด ติดยันต์ให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับมารับยันต์ดอกท้อที่ข้าจะวาดให้ พวกเ้าจะได้มีเมียเป็สาวงามสักคน!”
เมื่อได้ยินว่าจะได้เมีย ทั้งสองจึงจากไปอย่างอารมณ์ดี
จากนั้นเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา [1] แผนที่ของเสิ่นม่านก็เสร็จเรียบร้อย
-----
เชิงอรรถ
[1] เวลาหนึ่งถ้วยชา หรือ ชั่วเวลาจิบน้ำชาหนึ่งถ้วย ประมาณ 15 นาที
