ณ ป่าอันเงียบสงัด หลิวอี้และเฉียนตัวตัวยืนประจันหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
เฉียนตัวตัว สมดังชื่อของเขา (แปลว่าเงินเยอะน่ะ) เ้านี่อาศัยพร์ทางการค้าที่น่าตื่นตะลึงและบารมีของพี่ชายในสำนักฝ่ายใน ปล่อยกู้ [เศษหินิญญา] ให้แก่เหล่าศิษย์สายนอก จนกอบโกยกำไรเป็กอบเป็กำ
และในยามนี้ ดวงตาอันแหลมคมของเขากำลังแผ่ [กลิ่นอาย] กดดันของเ้าหนี้ออกมาอย่างไม่ปิดบัง เพราะเพื่อที่จะทะลวงด่าน [ขอบเขตกลั่นลมปราณ] หลิวอี้ได้กู้ยืมเศษหินิญญาจากเขาไปเต็มๆ ถึง 100 ก้อน!
“ท่านปู่! ท่านคือท่านปู่บังเกิดเกล้าของข้า!”
จู่ๆ เฉียนตัวตัวก็พุ่งเข้ามาสวมกอดต้นขาของหลิวอี้แน่น พร้อมกับะโเสียงหลง
“หนี้สินเศษหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนนั่น ถึงเวลาที่ท่านต้องคืนข้าเสียที!”
“หนี้ก้อนนี้ค้างคามาตั้งสามสิบปีแล้ว! ในที่สุดข้าก็บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้น [กลั่นลมปราณระดับเก้า] และกำลังจะทะลวงสู่ [ขอบเขตสร้างรากฐาน] ข้าจำเป็ต้องใช้หินิญญาจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อ [โอสถสร้างรากฐาน]!”
ร่างกายของหลิวอี้แข็งทื่อไปทันที เขารู้ดีว่าเฉียนตัวตัวนั้นเป็คนไม่ถือสาเื่หยุมหยิม แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไร้ยางอายถึงขั้นไร้ขอบเขตเช่นนี้
“หากเ้าจะเอาเศษหินิญญา ข้าไม่มีให้... แต่หากจะเอาชีวิต ข้ามีอยู่หนึ่งชีวิต”
เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากคืน เพียงแต่กระเป๋าข้ามันว่างเปล่าจริงๆ แม้แต่เศษหินิญญาสักก้อนก็ยังควักออกมาไม่ได้”
แทนที่จะปล่อยมือ เฉียนตัวตัวกลับกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เ้าเลิกทำงานล่วงเวลาหาเศษหินิญญาแล้วไม่ใช่หรือ? แสดงว่าต้องรวยแล้วสิ! รีบคืนเศษหินิญญาข้ามาเร็วเข้า”
“อีกอย่าง เ้าต้องเร่งมือหน่อยแล้วนะ ถ้าปีหน้าเ้ายังทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานไม่ได้ เ้าจะถูกขับออกจากสำนักเทียนฉี!”
“ทำงานล่วงเวลารึ? ชาตินี้ข้าไม่มีทางกลับไปทำเช่นนั้นอีกแล้ว” หลิวอี้ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“เมื่อสามวันก่อนตอนทำล่วงเวลา ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต่อให้หาเศษหินิญญาได้ จะมีประโยชน์อันใดถ้าไม่มีชีวิตอยู่ใช้มัน?”
“อีกอย่าง ลำพังแค่เศษหินิญญาจากการทำงานนอกเวลามันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ปีหนึ่งได้แค่ 12 ก้อน หวังจะทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน มันก็แค่ฝันกลางวัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉียนตัวตัวจึงยอมปล่อยมือ ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า แววตาฉายแววสงสัยใคร่รู้
"แล้วเ้าวางแผนจะทำอย่างไร? จะมานั่งงอมืองอเท้าอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ"
"เ้าอายุตั้ง 145 ปีแล้ว หากภายในหนึ่งปีนี้ยัง [สร้างรากฐาน] ไม่สำเร็จ เ้าจะถูกไล่ออก และถึงตอนนั้นข้าเกรงว่าเ้าคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี... เ้าคิดจะรอความตายอย่างสิ้นหวังจริงๆ หรือ?"
"ข้ายังอยากบำเพ็ญเพียรและ [บรรลุเซียน]! ที่ไม่ทำงานล่วงเวลาก็เพราะกำลังหาทางอยู่นี่ไง!" หลิวอี้เบะปากตอบกลับอย่างฉุนเฉียว
เฉียนตัวตัวขมวดคิ้ว ลูบคางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "การจะทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน นอกจากการพึ่งพาหินิญญาและโอสถสร้างรากฐานจำนวนมหาศาลแล้ว มันไม่มีทางลัดอื่นที่จะทะลวงด่านได้เร็วหรอกนะ"
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง จ้องมองหลิวอี้ด้วยความตกตะลึง
"หรือว่า... เ้าไปจับ 'แม่บุญทุ่ม' ในสำนักเทียนฉีได้แล้ว?"
"ถึงข้าจะยอมรับว่าเ้าหล่อเหลา สง่างาม และมีบุคลิกเหนือสามัญสำนึก แต่ตอนนี้เ้าอายุ 145 ปีแล้วนะ"
"แม้ภายนอกจะดูหนุ่มแน่นด้วยผลของวิชาคงกระพันหน้าเด้ง แต่เนื้อแท้เ้ามันก็คือ 'เนื้อแก่เคี้ยวยาก' ร่างกายเ้าจะรับไหวหรือ?"
หลิวอี้มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสอดรู้สอดเห็นของเฉียนตัวตัว เส้นเืดำปูดโปนขึ้นเต็มหน้าผากทันที
"ใครเป็เนื้อแก่เคี้ยวยาก! คิดบ้าอะไรของเ้า! ข้าจะไปทำเื่พรรค์นั้นได้อย่างไร!"
แต่ในใจลึกๆ เขากลับอดคำนวณไม่ได้... 'นี่ก็นับเป็หนทางหนึ่งเหมือนกันแฮะ ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่หน้าตาไม่เลว การขายเรือนร่างก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้เสียทีเดียว'
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็รีบส่ายหน้าสลัดภาพฝันหวานทิ้งไป
'ช่างมันเถอะ! ช่างมันเถอะ! ร่างกายข้ารับไม่ไหวแน่ และถ้าในอนาคตข้าได้เป็เซียน เื่นี้คงกลายเป็ประวัติศาสตร์มืด น่าอับอายตายชักถ้าเื่แดงขึ้นมา!'
เฉียนตัวตัวเห็นท่าทางเที่ยงธรรมน่าเกรงขามของหลิวอี้ ความสงสัยในใจก็ค่อยๆ จางหายไป
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเศษหินิญญาออกมา 5 ก้อน แล้วยื่นส่งให้
"พี่อี้ เอาเศษหินิญญา 5 ก้อนนี้ไปใช้ก่อนเถอะ วันหน้าถ้าร่ำรวยแล้วค่อยเอามาคืนข้า"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลิวอี้ขณะยื่นมือไปรับเศษหินิญญา
"วางใจเถอะ วันใดที่ข้าร่ำรวย ข้าต้องคืนเ้าแน่นอน"
"ข้าจะจำคำนี้ไว้!" เฉียนตัวตัวโบกมือ หันหลังกลับและเดินจากไปอย่างองอาจ
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่ห่างออกไป ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นในใจของหลิวอี้
ด้วยความฉลาดเป็กรดของเฉียนตัวตัว มีหรือจะไม่รู้ว่าเศษหินิญญาพวกนี้ให้ยืมไปก็คงสูญเปล่า? มันไม่ใช่การให้กู้ยืม แต่เป็การยื่นมือเข้าช่วยเหลือในยามคับขันเสียมากกว่า
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวอี้ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าโชคชะตาของร่างเดิมก็นับว่าไม่เลวร้ายนัก สมัยที่เฉียนตัวตัวเพิ่งเข้าสำนักสายนอกใหม่ๆ ในฐานะศิษย์พี่ เขาเพียงแค่เคยช่วยเหลืออีกฝ่ายผ่านๆ ไปครั้งหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะแลกมาด้วยมิตรภาพเช่นนี้
หลิวอี้รวบรวมความคิด หันหลังเดินออกจากป่า มุ่งหน้าไปยัง [หอคัมภีร์] อย่างรวดเร็ว
เขา้าทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการอ่านตำราโบราณ พร้อมกับเสาะหา [เคล็ดวิชา] เพื่อวางรากฐานสำหรับการบัญญัติวิชาของตนเองในอนาคต
หอคัมภีร์ แห่งสำนักเทียนฉีนั้นโอ่อ่าตระการตา แบ่งออกเป็เก้าชั้น ชั้นแรกจัดแสดงเคล็ดวิชาสำหรับผู้ฝึกตนระดับ [ขั้นกลั่นลมปราณ] รวมถึงทฤษฎีพื้นฐานของ [ค่ายกล], [การปรุงยา], และ [การหลอมศาสตรา] ตลอดจนคัมภีร์วรยุทธ์จากโลกมนุษย์ คัมภีร์วรยุทธ์เหล่านี้ หากหลุดรอดออกไปสู่ยุทธภพ เพียงเล่มเดียวก็อาจก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมนองเืได้
ตามกฎของสำนัก หอคัมภีร์ชั้นแรกเปิดให้ศิษย์ทุกคนเข้าใช้ได้โดยไม่เสียค่าเข้า แต่ชั้นสองต้องจ่ายค่าธรรมเนียมวันละ 10 เศษหินิญญา ส่วนชั้นสามขึ้นไป ต้องใช้แต้มความดีความชอบของสำนักในการแลกสิทธิ์เข้าชม
หลิวอี้ก้าวเข้าไปในหอคัมภีร์ ชั้นแรกอันกว้างขวางดูว่างเปล่าเป็พิเศษ ตำรากว่าแสนเล่มถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบอยู่บนชั้นวาง แต่กลับมีผู้นั่งอ่านขะมักเขม้นอยู่เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาตรงดิ่งไปยังโซนเคล็ดวิชาขั้นกลั่นลมปราณ และค้นหาชั้นวางที่เก็บรวบรวมเคล็ดวิชาสำหรับ [รากปราณห้าธาตุ]
เขาเห็นว่ามีคัมภีร์ลับอยู่เพียงสามสิบกว่าเล่มบนชั้นนั้น เขาหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างส่งเดช แล้วเริ่มอ่านผ่านตาอย่างรวดเร็ว
ด้วยความสามารถในการจดจำดั่งภาพถ่าย เพียงชั่วพริบตา เขาก็บันทึกเนื้อหาทั้งหมดในเล่มลงสู่สมองได้แม่นยำ
จากนั้น เขาก็เริ่มอ่านคัมภีร์ลับเล่มอื่นๆ ต่อไป ดูดซับความรู้อย่างตะกละตะกลามราวกับคนกระหายน้ำที่ได้พบโอเอซิส
สิบวันต่อมา...
หลิวอี้อ่านคัมภีร์ลับขั้นกลั่นลมปราณของทุกธาตุในหอคัมภีร์จนหมดสิ้น หลังจากการอ่านอย่างกว้างขวาง เขาก็เกิดแิใหม่ในการสร้างวิชาของตนเอง เขาไม่ได้คิดจะสร้างใหม่จากศูนย์ แต่จะปรับปรุงจาก [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ] ที่เขาฝึกฝนอยู่ โดยผสานแก่นแท้ของคัมภีร์ลับหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน
เป้าหมายคือการเร่งความเร็วในการดูดซับและกลั่น [ปราณิญญา] ให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อสะสมพลังปราณให้เพียงพอต่อการทะลวงด่าน
อย่างไรก็ตาม เขานึกขึ้นได้จากนิยายที่เคยอ่านในชาติที่แล้วว่า หากสามารถเปิด [จุดชีพจร] ทั้งหมดในร่างกายและใช้งานมันได้ ความเร็วและศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
และช่างบังเอิญเหลือเกิน เขาค้นพบว่าจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดในร่างกายของเขาล้วนเปิดโล่งอยู่แล้ว! ไม่รู้ว่าเป็ผลพลอยได้จากการ [ข้ามมิติ] หรือไม่
โอกาสทองเช่นนี้ จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด! หากพลาดไป คงสมควรโดนฟ้าผ่าตาย!
หลิวอี้ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเริ่มเดินเครื่องความสามารถในการอนุมานขั้นสูง และเริ่มทำการคำนวณในสมองอย่างบ้าคลั่ง
ในชั่วพริบตา เคล็ดวิชาจำนวนมหาศาลไหลเวียนผ่านเข้ามาในความคิด เขาคัดกรองเอาแต่แก่นแท้และทิ้งกากเดน ค่อยๆ หลอมรวมพวกมันเข้ากับวิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ
อีกสิบวันผ่านไป...
หลิวอี้ลืมตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าขึ้นมาช้าๆ เคล็ดวิชาใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
แต่เขาก็พบว่าความสามารถในการอนุมานของเขายังมีข้อจำกัดอยู่มาก พลังในการประมวลผลยังไม่เพียงพอ แม้ความสามารถในการอนุมานปัจจุบันจะค่อนข้างสูง แต่ก็ยังยากที่จะตอบสนองความ้าในการสร้างวิชาภายในระยะเวลาอันสั้น
ตลอดสิบวันนี้ เขาต้องทำงานตามหน้าที่ไปด้วยและอนุมานวิชาไปด้วย จนเกือบตายคาหน้าที่เพราะทำงานหนักเกินไปอีกครั้ง การอนุมานด้วยความเข้มข้นสูงนั้นอันตรายเกินไป มันแทบจะทำให้หัวเขาะเิเป็ควัน หากสามารถเพิ่มพลังการประมวลผลของการอนุมานได้คงจะดีไม่น้อย
ในตอนนี้ เขาคิดออกเพียงสองวิธีที่จะเพิ่มพลังการประมวลผล วิธีแรกคือเสริมแกร่งให้ [จิติญญา] หรือไม่ก็หลอมสร้าง [สมองกลช่วยคำนวณ] ขึ้นมา เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในชาติที่แล้ว เพื่อช่วยเพิ่มพลังประมวลผล
แต่เขาไม่มีหนทางในการเสริมแกร่งจิติญญา ส่วนเื่การสร้างสมองกล เขาก็ไม่มีความรู้เื่ [การหลอมศาสตรา] เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นความคิดเหล่านี้จึงต้องพับเก็บไว้ก่อน
หลิวอี้พิจารณา [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 2.0] ที่ตนเองบัญญัติขึ้น ด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจ
วิชาใหม่นี้ทรงพลังเหนือจินตนาการอย่างแน่นอน แต่อันตรายที่ซ่อนอยู่ก็น่าขนลุกไม่แพ้กัน เพราะมันคือ [เคล็ดวิชาจิต] ใหม่เอี่ยมที่เกิดจากการอนุมานล้วนๆ ไม่เคยมีผู้ใดฝึกฝนมาก่อน ความผิดพลาดเพียงน้อยนิดอาจแลกมาด้วยชีวิต
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่แน่นอน หลังจากการเงียบงันเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็กัดฟันตัดสินใจที่จะฝึกมัน
ฝึกอาจจะไม่ตาย แต่ถ้าไม่ฝึกตายแน่นอน มันก็แค่ความแตกต่างระหว่างตายช้าหรือตายเร็วเท่านั้น
ไม่ว่าทางไหนก็คือตาย สู้เอาชีวิตเป็เดิมพันดูสักตั้งจะดีกว่า
โลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้มันบ้าคลั่งและวิปริตมากพออยู่แล้ว หากอยากมีชีวิตรอด เขาต้องบ้าและวิปริตยิ่งกว่าพวกมัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวอี้นั่งขัดสมาธิ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหลับตาลงและเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาใหม่อย่างระมัดระวัง...
