“พี่เหวินไฉ เหตุใดท่านถึงเป็เช่นนี้ไปได้” รอจนชาวบ้านทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว เ้าใหญ่ถึงค่อยมาที่บ้านสกุลหลิ่ว ทันทีที่เข้าไปในบ้านและเห็นสภาพอันน่าอนาถของหลิ่วเหวินไฉ เ้าใหญ่ก็ถึงกับยกมือปิดปากพลางก้าวถอยหลังด้วยความใ
แม้ว่าหลิ่วเหวินไฉจะพักฟื้นอยู่ที่อำเภอสามสี่วันแล้วถึงค่อยกลับมา ใบหน้าซึ่งเคยบวมปูดนับว่าหายไปไม่น้อยแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือรอยช้ำสีม่วงคล้ำให้เห็นอยู่บ้าง ที่ขาของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผล ยามนี้บุรุษหนุ่มนั่งอยู่บนเตียงนิ่งไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายได้ ยามที่เห็นเ้าใหญ่ถอยหลังด้วยความตกตะลึง ในแววตาพลันสาดประกายแค้นใจขึ้นมา
หญิงแพศยา!
เป็เพราะอีกฝ่าย เขาถึงได้มีสภาพเช่นนี้ แล้วยังกล้ารังเกียจเขาอีกหรือ!
“เ้าฝันอีกแล้วใช่หรือไม่ ฝันว่าข้าไม่อาจเป็ราชเลขาธิการได้ใช่หรือไม่” น้ำเสียงที่หลิ่วเหวินไฉเอ่ยถามออกมาเต็มไปด้วยความเ็า
เ้าใหญ่ถึงค่อยรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ตนได้แสดงท่าทางไม่สมควรออกไป จึงรีบส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปหาหลิ่วเหวินไฉที่นั่งอยู่บนเตียง ส่งสายตามองเขาอย่างเป็ห่วงเป็ใยพลางมีหยดน้ำตาไหลรินออกมา “พี่เหวินไฉ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านถึงอยู่ในสภาพนี้ แล้วท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง ขาของท่านสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่”
แววตาของหลิ่วเหวินไฉฉายแววอันตราย ประหนึ่งหมาป่าที่เตรียมจะตะครุบเหยื่อ เขาโยนหนังสือเล่มหนึ่งออกไป
‘ตำนานเก้า์!’
“พี่เหวินไฉ หนังสือของท่านขายดีจนต้องคัดลอกใหม่เลยหรือ” เ้าใหญ่มองหน้าปกหนังสือที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต กระดาษที่ใช้ก็ดูคุณภาพดีกว่าฉบับที่คัดลอกในครั้งแรก
“เ้าลองเปิดดู” หลิ่วเหวินไฉเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เ้าใหญ่สีหน้างุนงง พลางเปิดหนังสือออกดูตามคำของเหลิ่วเหวินไฉ ทันใดนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
“เ้าบอกว่าอีกสองปีหนังสือเล่มนี้ถึงค่อยวางขายไม่ใช่หรือ” หลิ่วเหวินไฉถาม
เ้าใหญ่ตื่นใ “เหตุใดถึงเป็เช่นนี้ไปได้ เป็ไปได้อย่างไร ทั้งที่อีกสองปีถึงจะวางขายแท้ๆ ข้าจำได้”
หลิ่วเหวินไฉหรี่ตาลงอย่างจับผิด “เ้าจำได้? เ้าไม่ได้ฝันเห็นหรือ”
เ้าใหญ่ตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก นางเกือบจะหลุดปากออกไปเสียแล้ว ต้องบอกว่าจำได้เพราะเคยฝันเห็น แต่จะบอกว่าจำได้เพราะกลับชาติมาเกิดใหม่นั้นไม่ได้ หาไม่แล้วทุกคนคงคิดว่าเป็นางปีศาจ หรือไม่ก็อาจถูกสาดน้ำมนต์ใส่เพราะเข้าใจว่านางถูกผีเข้าเป็แน่ เื่เช่นนี้ตามหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลมีให้เห็นเยอะแยะ เ้าใหญ่คิดด้วยในใจรู้สึกหวาดหวั่น
“เพราะข้าฝันเห็นเองก็เลยจำทุกสิ่งทุกอย่างในฝันได้ชัดเจน” นางรีบพูดแก้ออกไป
“พี่เหวินไฉ หรือว่าที่ท่านมีสภาพเช่นนี้เพราะว่าหนังสือเล่มนี้...” ครั้นคิดถึงตรงนี้นางมีสีหน้าใขึ้นอีกครั้ง หมายความว่านางเป็คนทำร้ายพี่เหวินไฉหรือ เพราะหากนางไม่เสนอความคิดให้อีกฝ่ายเขียนนิยาย เขาก็จะเอาแต่ท่องหนังสือเหมือนดังที่เคยเป็มา ไม่ต้องถูกคนทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้
“ใช่ เถ้าแก่ร้านหนังสือฉีซั่นไม่เพียงพาคนมาซ้อมข้า ยังยึดเอาเงินข้าไปทั้งหมดอีกด้วย ซ้ำยังบอกให้ชดใช้ค่าเสียหายให้เขาอีก”
“ต้องชดใช้เท่าไรหรือ” เ้าใหญ่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
หลิ่วเหวินไฉมองเ้าใหญ่ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม “หนึ่งพันตำลึง!” แท้จริงแล้วเขาต้องชดใช้แค่ห้าร้อยตำลึงเท่านั้น แต่ที่บอกออกไปเช่นนั้น เพราะจะเก็บเงินอีกครึ่งหนึ่งเอาไว้เอง
“เหตุใดพวกเขาถึงไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า” เ้าใหญ่อุทานอย่างตกตะลึงกับจำนวนเงินที่ได้ยิน
หลิ่วเหวินไฉหลุบตาลง เอ่ยว่า “พวกเรายกเลิกการหมั้นหมายกันเถิด เงินจำนวนมากหมายถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่อาจหามาชดเชยแก่พวกเขาได้ และไม่อยากให้เ้าต้องมาเดือดร้อนไปด้วย ความฝันล้วนเป็เื่หลอกลวง ยามนี้อย่าว่าแต่ตำแหน่งราชเลขาธิการเลย แม้แต่ตำแหน่งของข้าก็ไม่แน่ว่าจะรักษาเอาไว้ได้ หากหาเงินค่าชดเชยไปคืนเถ้าแก่ร้านหนังสือฉีซั่นไม่ได้ เขาคงคิดหาวิธีให้ข้าถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเป็แน่ ยามนี้ข้าเป็เพียงบัณฑิตธรรมดา ไร้คนหนุนหลัง คงไม่มีอะไรไปสู้กับพวกเขาได้”
“พี่เหวินไฉ ท่านอย่าได้พูดเช่นนี้ ตอนเป็ข้าเป็คนของท่าน ตอนตายก็จะเป็ผีของท่าน ขอเวลาสักหน่อย ข้าจะคิดวิธีหาเงินจำนวนนี้มาให้ได้”
ไม่ได้ นางต้องคิดหาวิธี นางจะยอมแพ้ไม่ได้ ชาติที่แล้วหลิ่วเหวินไฉได้เป็ราชเลขาธิการ ชาตินี้เขาก็ต้องได้เป็เช่นกัน
“เสวี่ยหรู...ข้ามีดีอะไรที่ทำให้เ้าถึงกับยอมทำเช่นนี้” หลิ่วเหวินไฉยื่นมือไปกุมมือเ้าใหญ่ ใบหน้าและแววตาฉายความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
เ้าใหญ่เดินออกจากบ้านสกุลหลิ่วด้วยสีหน้าหนักใจโดยมีหญิงม่ายหลิ่วเดินออกมาส่ง ยามนี้หญิงม่ายหลิ่วร้องห่มร้องไห้บอกว่า หลิ่วเหวินไฉบอกให้นางไปขอถอนหมั้นเ้าใหญ่ที่สกุลหยวน เพราะไม่อยากทำให้หญิงสาวต้องเสียเวลา เมื่อบุตรชายของนางเป็เช่นนี้คงไม่อาจให้ชีวิตที่ดีแก่เ้าใหญ่ได้
เ้าใหญ่ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากตนเองจากไปแล้ว หญิงม่ายหลิ่วก็เก็บท่าทางร้องห่มร้องไห้กลับลงไป แล้วถ่มถุยน้ำลายพร้อมกับด่าทอด้วยใบหน้าอาฆาตแค้นไล่หลัง “นางสุนัขจิ้งจอก เป็เพราะเ้าแท้ๆ บุตรชายของข้าเลยต้องมีสภาพเช่นนี้!” จากนั้นหันหลังเดินเข้าบ้านไปหาบุตรชาย ขณะที่ปากยังคงด่าทอเ้าใหญ่ไม่หยุด
หลิ่วเหวินไฉเห็นเช่นนี้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ พร้อมทั้งกล่าวเตือน “ท่านแม่ วันนี้ไม่เหมือนวันก่อนแล้ว หากข้าได้ดิบได้ดี ย่อมไม่มีทางแต่งกับหญิงจากหมู่บ้านเล็กๆ เป็ภรรยาแน่ แต่ในเมื่อข้ามีสภาพเช่นนี้ก็คงต้องพึ่งพานางไปก่อน”
หญิงม่ายหลิ่วกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ข้ารู้แล้ว ตอนเดินออกไปส่งก็ไม่ได้พูดด่านางสักประโยค แต่ยามนี้มีแค่พวกเราสองแม่ลูก ดังนั้นข้าขอก่นด่าเพื่อระบายโทสะสักหน่อยเถิด หาไม่แล้วภายในใจคงจะอึดอัดมาก บุตรชายคนดีของข้ากลับต้องถูกทำร้ายจนกลายเป็เช่นนี้ ข้า ข้า…”
“เอาละท่านแม่ พวกเราต้องผ่านเื่นี้ไปได้แน่นอน แต่ตอนนี้ข้าหิวแล้ว ท่านรีบไปทำอาหารเถอะ แล้วตอนออกไปอย่าลืมปิดประตูให้ข้าด้วย”
หลังจากไล่มารดาออกจากห้องไปได้ หลิ่วเหวินไฉเอนตัวเอาหลังพิงหัวเตียงแล้วหลับตาลง ความจริงไม่ใช่ว่าเขาไม่มีวิธี เพียงแค่อยากบีบบังคับเ้าใหญ่เท่านั้น หากอีกฝ่ายสามารถแก้ปัญหาเื่นี้ได้ แล้วเหตุใดต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนที่เคยติดหนี้น้ำใจเขาด้วยเล่า ก็น่าจะรู้ว่าเื่หนี้น้ำใจพวกนี้หากชดใช้คืนหมดแล้วก็จะถือว่าหมดกัน
ครั้นเ้าใหญ่กลับไปถึงบ้านเดิมสกุลหยวน พบว่าบรรยากาศภายในบ้านไม่ค่อยดีนัก หวางซื่อโวยวายอยากจะขอถอนหมั้นกับสกุลหลิ่ว หยวนเหล่าต้ากับภรรยาก็อยากจะขอถอนหมั้นกับสกุลหลิ่วเช่นกัน เมื่อได้ยินเช่นนี้เ้าใหญ่จึงรีบเข้าไปปลอบพวกผู้ใหญ่ “ก่อนหน้านี้ตอนกู้อวี้ขาพิการ ข้าสลับการแต่งงานให้เจินเจินแต่งไปแทน ยามนี้หลิ่วเหวินไฉขาพิการ แล้วข้ายังมาถอนหมั้นอีก ชื่อเสียงของข้าคงไม่มีเหลือ ต่อไปหากคิดจะแต่งงานกับสกุลดีๆ ก็คงจะเป็ไปไม่ได้”
“แต่เ้าจะแต่งกับคนพิการได้อย่างไร คนพิการจะมีอนาคตอันใดได้ ต่อไปภายภาคหน้าเ้าจะได้เป็ถึงฮูหยินขุนนางเชียวนะ!” เจียงซื่อเอ่ยอย่างร้อนใจ
เ้าใหญ่พูดเตือนมารดาอย่างอดทน “ท่านแม่ ขนาดกู้อวี้ยังสามารถรักษาจนหายดีได้ แล้วเหตุใดพี่เหวินไฉถึงจะกลับมาเป็ปกติไม่ได้ ยามนั้นกู้อวี้ถึงขั้นนอนสลบไม่ได้สติ แต่นี่พี่เหวินไฉแค่ขาหักเท่านั้น ข้าเชื่อเหลือเกินว่าเขาต้องหายดีแน่นอน อีกทั้งยังเคยมีพระรูปหนึ่งทำนายดวงชะตาเอาไว้ว่าต่อไปภายหน้าเขาจะได้เป็ใหญ่เป็โต ทำให้ภรรยาและลูกหลานพลอยมีศักดิ์มีอำนาจและชีวิตที่ดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้นยามนี้ยิ่งทางนั้นมีชีวิตที่ลำบาก พวกเราก็ยิ่งต้องถือโอกาสทำดีกับพวกเขาให้มากๆ เพิ่มลายบุปผาบนผ้าไหมนั้นง่าย หากมอบถ่านตอนหิมะตกหนักนั้นยาก[1]
“หากยามนี้พวกเราให้ความช่วยเหลือไม่ทอดทิ้งพวกเขา พวกเขาก็ย่อมจะให้ความสำคัญแก่พวกเรา ต่อไปหากได้ดิบได้ดีก็จะฉุดให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่สุขสบายตามไปด้วย ถึงตอนนั้นค่อยให้ท่านอาสามกับท่านอาสี่ไปทำงานกับพี่เหวินไฉ ไม่ใช่มีคำกล่าวว่าขนาดคนเฝ้าประตูหน้าจวนอัครมหาเสนาบดียังมีตำแหน่งเป็ถึงขุนนางขั้นสามหรือ”
ประโยคนี้ของเ้าใหญ่กล่อมทุกคนในสกุลหยวนได้อยู่หมัด
กว่าจะพูดจนทุกคนคล้อยตาม เล่นเอาเ้าใหญ่เหนื่อยไม่ใช่น้อย เมื่อกลับเข้าห้องไปก็ล้มตัวนอนลงบนเตียงทันที หญิงสาวหลับตาคิดวิธีหาเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึง นางพยายามแค่นสมองคิด จะหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใดดี ใช่ เื่นั้นไง พอคิดได้แววตาก็เปล่งประกายทันใด
[1] เพิ่มลายบุปผาบนผ้าไหมนั้นง่าย หากมอบถ่านตอนหิมะตกหนักนั้นยาก เป็สำนวนหมายถึง ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นนั้นสามารถทำได้ง่าย แต่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ผู้อื่นในยามคับขันได้ทันท่วงทีนั้นสามารถทำได้ยาก
