บทที่ 4: ความหวัง
เช้ามืดวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันเปลี่ยนเป็สีทอง หยาดพิรุณก็โปรยปรายลงมาเป็สายบางเบาพรมลงบนหลังคาหญ้าคา เป็สัญญาณของการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน
เพ่ยหลิง ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้ร่างกายจะยังดูซูบเซา แต่แววตาของเธอกลับวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งการต่อสู้และความหวัง เธอกับแม่ช่วยกันแบกตะกร้าที่บรรจุห่อผักกาดดองรสเลิศซึ่งวางเรียงอย่างสวยงามทะนุถนอม เพื่อออกมารอรถโดยสารที่ทางเข้าหมู่บ้านหลิวซาน
บรรยากาศสองข้างทางในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในสายตาของเพ่ยหลิง จากตึกระฟ้าที่เต็มไปด้วยรถราในโลกอนาคต แปรเปลี่ยนเป็ทุ่งนาสีเขียวขจีมองไปจนสุดลูกหูลูกตา ยอดข้าวที่เพิ่งแตกใบอ่อนชูชันล้อไปกับหยดน้ำค้าง กลิ่นไอดินชื้นแฉะที่ถูกฝนใหม่ปลุกฟื้นชีวิตขึ้นมา ผสมกับกลิ่นหอมสะอาดของพืชพรรณป่า เป็อากาศที่บริสุทธิ์จนคนจากโลกปี 2026 อย่างเธออยากจะสูดเข้าไปให้เต็มปอด
“นั่นรถมาพอดีเลยลูก... ระวังให้ดีนะ” หลี่เม่ยเอ่ยเตือนลูกสาว
“อ้าว นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็สะใภ้อู๋กับลูกสาวคนสวยของหมู่บ้านเรานี่เอง” เสียงแหลมปี๊ดของ ป้าหวัง ที่มายืนรอรถอยู่ก่อนแล้วดังขึ้นอย่างดูแคลน “ลุกขึ้นมาเดินได้แล้วหรือเพ่ยหลิง... ได้ยินมาว่าซูเฉินลูกชายของบ้านสกุลซูไปบอกเลิกเธอแล้วใช่ไหม... นี่ละน้าคนเรา ถ้ารู้สถานะตัวเองก็คงไม่เ็ปแบบนี้หรอก แกพยักหน้าว่าไหมตาฉี?”
ป้าหวัง แม่ค้าที่ใช้รถโดยสารไปขายของประจำในอำเภอหนิงเหอ พูดขึ้นพร้อมกับหาพวกเพื่อตอกย้ำความอับอายของบ้านอู๋
“นี่ป้าหวัง นั่นเป็เื่ของเขา แกจะไปยุ่งทำไม รีบ ๆ ขึ้นรถเร็วเข้าเดี๋ยวมันจะสาย” ตาฉีคนขับรถะโขัดขึ้น
ขณะที่หลี่เม่ยได้แต่ก้มหน้าเพราะทุกอย่างที่ป้าหวังพูดคือความจริงที่ใคร ๆ ก็รู้ ว่าลูกสาวนางคบหาอยู่กับลูกชายบ้านสกุลซู... แต่เพ่ยหลิงกลับไม่หลบสายตาที่เย้ยหยันนั่น จนป้าหวังเป็ฝ่ายรู้สึกร้อนวูบไปเอง
“ขึ้นรถเถอะลูก อย่าไปสนใจเลย” แม่กระตุกแขนลูกสาวเบา ๆ ก่อนที่เพ่ยหลิงจะยอมถอนสายตาและหันมาสนใจตัวเอง สองแม่ลูกช่วยกันยกตะกร้าที่บรรจุความหวังของครอบครัวขึ้นรถ ก่อนที่พาหนะจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป
พาหนะเพียงหนึ่งเดียวที่จะพาทุกคนเข้าสู่อำเภอหนิงเหอคือรถโดยสารประจำทางสีเขียวตุ่นคันเก่าสภาพคร่ำครึ ตัวรถสั่นะเืไปทั้งคันจนดูเหมือนจะหลุดออกเป็ชิ้น ๆ มันทำหน้าที่เป็ทั้งรถเมล์และรถขนส่งสินค้าประจำหมู่บ้านหลิวซาน ภายในอัดแน่นไปด้วยชาวบ้าน บนหลังคาเต็มไปด้วยตะกร้าเป็ดไก่ ผักสด และถุงกระสอบเผือกมันเพื่อนำไปขายที่ตัวอำเภอหนิงเหอ ในเขตมณฑลเฮยหลง
ถนนลูกรังที่เคยมีฝุ่นตลบ บัดนี้กลายเป็บ่อโคลนสีแดงเข้ม รถโดยสารโยกเยกไปมาตามร่องลึกของล้อรถ เพ่ยหลิงต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีประคองตะกร้าผักดองไว้บนตัก มือเล็ก ๆ ของเธอซีดขาวจากการออกแรงกด แต่น้ำหนักของมันกลับเป็น้ำหนักที่เธอเต็มใจแบกรับ เพราะนี่คือ ‘ทุน’ ของครอบครัวอู๋
สายตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่ไม่มีกระจก ลมฝนเย็นเฉียบปะทะใบหน้า ผ่านราวป่าที่เขียวชอุ่มและูเาสลับซับซ้อนที่ถูกคลุมด้วยม่านหมอกจาง ๆ ภาพความงดงามของชนบทปี 1980 ช่างขัดแย้งกับภาพความวุ่นวายและแห้งแล้งในความทรงจำของเธอเหลือเกิน
‘ถ้าโลกอนาคตมันโหดร้ายจนไม่มีที่ว่างให้คนธรรมดาอย่างฉัน... ฉันก็จะสร้างอาณาจักรของฉันขึ้นมาที่นี่ ท่ามกลางทุ่งนาและขุนเขาพวกนี้นี่แหละ’ เพ่ยหลิงหลับตาคิดและเพิ่มพลังบวกให้ตัวเอง
เมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่เขตอำเภอหนิงเหอ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนจากความเงียบสงบเป็ความจอแจ ตลาดเช้าของอำเภอตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ที่นี่คือจุดศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ เสียงะโเรียกลูกค้า เสียงกระดิ่งจักรยาน และเสียงหวูดรถไฟที่ดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้หัวใจของเพ่ยหลิงเต้นรัว ราวกับว่ามันเป็เสียงเริ่มต้นของชีวิตใหม่
เธอกับแม่ประคองตะกร้าแห่งความหวังลงจากรถ เดินตรงไปยังมุมหนึ่งของตลาดที่ยังพอมีที่ว่าง แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มทอแสงผ่านเมฆฝนสะท้อนลงบนผิวดิน
“เราจะเริ่มจากตรงนี้ค่ะแม่” เพ่ยหลิงเอ่ยพลางวางตะกร้าลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง “เราจะใช้รสชาติของผักกาดดองในตะกร้าใบนี้ เปลี่ยนโฉมหน้าชีวิตครอบครัวของพวกเราใหม่”
เธอมองไปรอบ ๆ ตลาด เห็นผู้คนเดินขวักไขว่ด้วยเสื้อผ้าสีทึบสไตล์ยุคเก่า เธอรู้ดีว่าในยุคที่ทุกอย่างยังเรียบง่าย ‘ความแปลกใหม่ที่อร่อยลิ้น’ จะกลายเป็อาวุธที่ทรงพลังที่สุด!
แดดสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบผิวดินที่ชื้นแฉะจนเกิดเป็ไอร้อนลอยขึ้นมาจาง ๆ ตลาดอำเภอหนิงเหอในยามนี้คึกคักไปด้วยผู้คน ทว่าความคึกคักนั้นกลับเหมือนกำแพงล่องหนที่กั้นขวางเพ่ยหลิงกับแม่เอาไว้
เพ่ยหลิงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเตี้ย เบื้องหน้าคือผ้าป่านสะอาดที่ปูไว้บนพื้นดินแดง มีห่อใบตองสีเขียวสดเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหอมเปรี้ยวหวานของผักกาดดองที่เธอภาคภูมิใจยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศ แต่น่าแปลกที่กลับไม่มีใครยอมหยุดฝีเท้าลงเพื่อดูมันเลยสักคน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป... สองชั่วโมงผ่านไป...
“ผักกาดดองรสเลิศค่ะ กรอบอร่อย สามรสไม่เหมือนใคร ลองชิมก่อนได้นะคะ” เพ่ยหลิงพยายามะโเรียกแขก แต่น้ำเสียงที่ยังแหบพร่าจากอาการป่วยทำให้เสียงของเธอถูกเสียงเจี๊ยวจ๊าวของตลาดกลืนหายไปจนสิ้น
หลี่เม่ยผู้เป็แม่เริ่มนั่งไม่ติดที่ มือที่แห้งกร้านบีบเข้าหากันจนแน่น ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นเริ่มมีเหงื่อไหลซึม เธอขยับตัวกระสับกระส่าย เหลือบมองห่อผักกาดดองแล้วหันมามองลูกสาวที่หน้าซีดเผือดเพราะยืนหยัดสู้แดดมานาน
“เพ่ยหลิง... หรือว่ามันจะแพงไปลูก?” หลี่เม่ยกระซิบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คนอื่นเขาขายผักกาดสดกิโลละไม่กี่เฟื้อง แต่เราขายผักดองห่อเล็ก ๆ นี่ตั้ง 5 เฟื้อง... แม่ว่า...”
“ฮ่า ๆ ๆ! ดูนั่นสิพวกเรา!”
เสียงหัวเราะแหลมสูงดังแทรกขึ้นจากแผงขายผักสดฝั่งตรงข้าม ป้าหวังนั่นเอง หลังจากก้มหน้าก้มตาขายผักของตนมานานจนไม่ได้สนใจใคร พอเงยหน้าขึ้นก็เพิ่งเห็นว่าสองแม่ลูกสกุลอู๋มาตั้งแผงอยู่ตรงหน้าเธอนี่เอง ร่างท้วมใหญ่ของป้าหวังยืนเท้าสะเอว มองมาที่สองแม่ลูกด้วยสายตาเหยียดหยามพลางปัดแมลงวันที่ตอมกองผักของตน
“พวกแกนี่ก็ช่างกล้านะสะใภ้อู๋ เอาผักกาดเหี่ยว ๆ มาดองแล้วขายห่อละตั้ง 5 เฟื้อง แล้วคนโง่ที่ไหนมันจะมาซื้อวะ!”
“นั่นสิ” แม่ค้าแผงข้าง ๆ เสริมพลางปรายหางตามอง “ผักกาดดองใคร ๆ เขาก็ทำกินเองที่บ้านทั้งนั้น ใครจะโง่เอาเงินตั้ง 5 เฟื้องมาซื้อห่อจึ๋งเดียวของพวกแก วันนี้เตรียมขนกลับไปเททิ้งให้หมูกินที่บ้านได้เลย ฮะฮะฮะ!”
คำพูดสบประมาทนั้นเหมือนแส้ที่ฟาดซ้ำลงบนกลางใจ หลี่เม่ยก้มหน้าลงจนคางชิดอก น้ำตาแห่งความอับอายเริ่มคลอเบ้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองพาลูกสาวมาประจานให้อับอายท่ามกลางสายตาคนทั้งอำเภอ
เพ่ยหลิงรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นช้าลงด้วยความหน่วงหนัก มือของเธอที่กำชายเสื้อไว้เริ่มสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือคำพูดดูถูก แต่เพราะความล้มเหลวที่กำลังถาโถมเข้าใส่ เงินลงทุน 5 หยวนที่มาจากหยาดเหงื่อของแม่ และเวลาหลายวันที่เธอทุ่มเทลงไป กำลังจะกลายเป็ศูนย์ในพริบตา
ผู้คนเดินผ่านไปคนแล้วคนเล่า บางคนหยุดดูด้วยความสงสัยในห่อใบตองที่ดูสวยงาม แต่พอได้ยินราคา ‘5 เฟื้อง’ ทุกคนต่างก็ส่ายหน้าแล้วเดินจากไปพร้อมเสียงบ่นพึมพำว่า ‘แพงเกินไป’ ‘บ้าไปแล้ว’
แสงแดดเริ่มแผดเผาจนิัแสบร้อน ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นไข้ดีของเพ่ยหลิงเริ่มประท้วงด้วยความมึนงง โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนเคว้ง รอยยิ้มเยาะเย้ยของป้าหวังและแม่ค้าคนอื่น ๆ ขยายใหญ่ขึ้นในมโนภาพ
‘หรือว่าฉันจะประเมินโลกยุคนี้ผิดไป? หรือว่าสมองนักบัญชีจากอนาคตอย่างฉันจะใช้ไม่ได้ผลกับความหิวโหยและความยากแค้นของปี 1980?’
“เพ่ยหลิง... กลับกันเถอะลูก แม่ไม่อยากให้ใครมาว่าลูกไปมากกว่านี้แล้ว” หลี่เม่ยสะอื้นเบา ๆ พลางเอื้อมมือจะเก็บของ
เพ่ยหลิงมองดูห่อใบตองเ่าั้ด้วยสายตาที่เ็ปลึกซึ้ง ความล้มเหลวครั้งแรกนี้ช่างขมขื่นกว่าที่เธอจินตนาการไว้นับหมื่นเท่า...
