เคอโยวหรานขมวดคิ้วเอ่ย “หาเงินก็ต้องระวังสุขภาพด้วยเช่นกันเ้าค่ะ มิสู้ท่านผู้าุโกับท่านปู่ใหญ่ไปซื้อลาเตี้ยสักสองตัว หากปิดตาพวกมันเอาไว้แล้วให้ลากหินโม่จะช่วยทุ่นแรงได้ไม่น้อยนะเ้าคะ
รอจนกระทั่งข้ามีเวลาว่างจะคิดหาวิธีดีๆ ในการโม่น้ำเต้าหู้อีกสักสองสามวิธี ช่วยให้พวกท่านประหยัดเรี่ยวแรงอีกสักหน่อยเ้าค่ะ
ภายหน้าไม่แน่ว่าอาจมีใบสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มิสู้ให้คนสกุลเฉินมาช่วยกันทำเต้าหู้ ครองตลาดเต้าหู้ในตัวเมืองและโจวฝู่ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงเอาไว้ให้หมด เมื่อมีลู่ทาง ให้ทุกคนมาช่วยกันหาเงินจะไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ?”
ผู้ใหญ่บ้านเฉินเอ่ยด้วยความยินดี “แม่นางน้อย เ้าคิดเช่นนี้จริงหรือ? ตาเฒ่าต้องขอบคุณเ้าที่ยอมให้คนสกุลเฉินมาหาเงินด้วยกัน เ้าช่วยเหลือตาเฒ่าครั้งใหญ่แล้วจริงๆ”
ทว่าเฉินต้าจ้วงกลับมิได้มองโลกในแง่ดีเช่นนี้ เขาเอ่ยเตือนว่า “หากมีคนมากขึ้น วิธีทำเต้าหู้อาจถูกแพร่งพรายออกไปได้ง่าย ข้ากังวลว่าจะมีคนขายวิธีทำเต้าหู้เพื่อประโยชน์ส่วนตน”
เคอโยวหรานออกความเห็นว่า “หลังกลับจวนข้าจะวาดภาพโรงงานทำเต้าหู้ให้ท่านผู้าุโ แต่ละคนรับผิดชอบหน้าที่แค่ขั้นตอนเดียว ยามกรองเต้าฮวยกับอัดเต้าหู้ จะมีท่านปู่ใหญ่กับท่านปู่รองเป็คนรับผิดชอบเ้าค่ะ
คนงานจะต้องทำสัญญาก่อนเข้าโรงงาน หากผู้ใดแพร่งพรายเคล็ดลับการทำเต้าหู้ออกไป ผู้นั้นจะต้องจ่ายเงินชดเชยหนึ่งหมื่นตำลึง เมื่อมีบทลงโทษสถานหนัก ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าพูดมากเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว แม่นางน้อยพูดมีเหตุผล มิอาจมัวรอช้า พวกเราจะไปซื้อลาเสียก่อน ตอนส่งสินค้าในวันพรุ่งจำต้องมีรถลากสักคันจึงจะดี”
หลังกล่าวจบ ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันเดินไปทางตลาดปศุสัตว์อย่างมิอาจรีรอ
เคอโยวหรานเอ่ยกับต้วนเหลยถิงว่า “ซานหลาง ท่านเดินทางไปพร้อมท่านาุโเถิด จะได้ฉวยโอกาสทำโฉนดประทับตราที่จวนว่าการไปในคราเดียวเ้าค่ะ ส่วนข้าจะไปซื้อเสบียงอาหาร หลังจากนั้นมาพบกันที่ตรอกข้างร้านขายข้าวสารสกุลต่งนะเ้าคะ”
“มิได้” ต้วนเหลยถิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดโดยไม่แม้แต่จะคิด “เอาเงินให้ผู้ใหญ่บ้านเฉิน ขอให้พวกเขาช่วยซื้อสัตว์เลี้ยงใช้แรงงานให้พวกเรา ส่วนพวกเราสองคนไปทำโฉนดที่ดินแล้วค่อยซื้อข้าวปลาอาหาร หากเ้าไปคนเดียวจะไม่ปลอดภัย ข้าไม่มีทางปล่อยให้เ้าเดินทางตามลำพังเป็อันขาด”
ผู้ใหญ่เฉินเอ่ยเกลี้ยกล่อมเช่นกัน “ซานหลางพูดถูก เ้าไปไหนมาไหนตามลำพังไม่ปลอดภัย ซื้อสัตว์เลี้ยงตาเฒ่าทำได้ พวกข้าไปซื้อมาให้พวกเ้าเป็พอ”
ไม่เอาน่า เคอโยวหรานแทบเสียสติ หากต้วนเหลยถิงอยู่ข้างกาย แล้วนางจะใช้สูตรโกงได้อย่างไร?
เฉินต้าจ้วงเอ่ยวาจาโน้มน้าวอีกคน “โยวหราน เ้าลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แล้วหรือ? หากมิใช่ว่ามีซานหลางอยู่ด้วย เช่นนั้นสถานการณ์คงกลับกลายเป็อีกแบบแน่นอน ควรให้ซานหลางไปกับเ้าด้วยจึงจะเป็การดี”
เอาเถิด สามต่อหนึ่ง พวกท่านชนะแล้ว เคอโยวหรานทำได้เพียงเอาเงินห้าสิบตำลึงให้ผู้ใหญ่บ้านเฉินอย่างจนปัญญา
ประการแรก ผู้ใหญ่บ้านเฉินคุ้นเคยกับจวนว่าการ จึงช่วยลงทะเบียนทะเบียนสมรสและเปลี่ยนชื่อโฉนดพร้อมประทับตราให้พวกนาง ประการที่สอง ขอให้เขาช่วยซื้อล่อหรือวัวให้สกุลต้วน
หลังคนไม่กี่คนหารือกันเสร็จสิ้น ผู้ใหญ่บ้านเฉินที่จัดการธุระเรียบร้อยแล้วก็ขอตัวกลับหมู่บ้านไปก่อน ทางด้านต้วนเหลยถิงตามเคอโยวหรานไปซื้อเสบียงอาหาร จากนั้นค่อยกลับไปพร้อมกับขบวนส่งเสบียง
แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนเหลยถิงไม่เข้าใจก็คือ ภรรยาของเขามิได้ไปร้านขายข้าวสาร กลับเลี้ยวเข้าไปในร้านขายของเบ็ดเตล็ดเพื่อซื้อกระสอบป่านหลายร้อยใบ นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ต่อให้ต้องซื้อถั่วเหลืองให้ผู้ใหญ่บ้านเฉิน แต่ในร้านขายข้าวสารก็มีกระสอบป่านเตรียมเอาไว้ ไม่จำเป็ต้องใช้กระสอบป่านมากมายถึงเพียงนี้
กระทั่งมาถึงตรอกร้านขายข้าวสาร เคอโยวหรานที่มิได้จะซื้อข้าวสารก็เดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเปลี่ยวไร้ผู้คนสัญจร ทั้งยังมองสำรวจซ้ายขวาอยู่นาน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้คนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เคอโยวหรานใคร่ครวญแล้ว ต้วนเหลยถิงเป็ผู้ที่ใกล้ชิดกับนางมากที่สุด ไม่ช้าก็เร็วความลับของตนย่อมต้องถูกบุรุษผู้นี้พบเข้า
ในเมื่อไม่อาจปิดบัง เช่นนั้นมิสู้บอกเขาออกไปตรงๆ เสียดีกว่า แต่ดูเหมือนว่าต้วนเหลยถิงจะเข้าใจบางสิ่งผิดไปเสียแล้ว
แม่นางน้อยพาเขามายังตรอกไร้ผู้คนด้วยเหตุใด? หรือว่าใจตรงกันกับเขา คิดอยากทำเื่เช่นนั้น?
ก็ถูก นับั้แ่เข้ารับการฝึกฝนของผู้เฒ่าทั้งสอง แม่นางน้อยผู้นี้ก็มักนอนหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน หลังจากแนบชิดกันในวันนั้น พวกเขาทั้งสองก็ไม่มีเวลาว่างให้ชิดใกล้กันอีกเลย
ครั้นคิดเช่นนี้ แววตาของต้วนเหลยถิงพลันแปรเปลี่ยนเป็ร้อนรุ่ม เขาโยนกระสอบป่านลงบนพื้น ลมหายใจถี่กระชั้นขณะดึงผ้าปิดหน้าของเคอโยวหรานออกก่อนจะบดจูบหนักหน่วงลงไป
เคอโยวหรานไม่ทันตั้งตัวแม้แต่นิด ร่างกายถูกตรึงไว้กับกำแพงและกักขังไว้ในอ้อมแขนแกร่งของต้วนเหลยถิง
ปลายจมูกได้กลิ่นหอมของใบหญ้าจากบนกายบุรุษ ยิ่งสูดดมยิ่งหอมกรุ่น ครั้นเวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า เคอโยวหรานก็ถูกข้าศึกเข้ายึดครองเสียแล้ว เรียวแขนทั้งสองข้างโอบรอบลำคอของต้วนเหลยถิงเอาไว้โดยไม่รู้ตัว...
ผ่านไปเนิ่นนาน ต้วนเหลยถิงถึงยอมสิ้นจุมพิตในครั้งนี้ ชายหนุ่มก้มลงแตะหน้าผากลงบนหน้าผากของเคอโยวหราน เอ่ยพลางหอบหายใจว่า “จอมยั่วยวนตัวน้อย เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันก็อดกลั้นไม่ไหวเสียแล้วหรือ? ในตรอกเช่นนี้ไม่สะดวก ครั้นกลับถึงจวนตอนเย็น สามีจะปรนนิบัติเ้าเป็อย่างดี ดีหรือไม่?”
บนหัวของเคอโยวหรานถึงกับปรากฏเส้นสีดำสามขีด นาง้าหรือ? นางไป้าเมื่อใดกัน? เห็นอยู่ทนโท่ว่าต้วนเหลยถิงเป็คนจู่โจมอย่างกะทันหันเองมิใช่หรือ?
์ย่อมรู้ว่านางพาต้วนเหลยถิงเข้ามาในตรอกเล็กโดยมิได้คิดไปในทิศทางนั้นแม้แต่นิดกระมัง?
ผู้ใดจะไปนึกว่าขณะเคอโยวหรานกำลังงุนงง ความสามารถในการควบคุมตนเองที่ต้วนเหลยถิงภาคภูมิใจก็พังทลายลงเมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีผู้นี้เสียแล้ว เขาไม่หลงเหลือแรงต้านทานแม้แต่น้อย เริ่มกระทำการจู่โจมเป็ครั้งที่สอง...
หลังสิ้นสุดการจูบ ริมฝีปากของเคอโยวหรานทั้งบวมทั้งแดง สีแดงสดเป็ประกายยิ่งกว่าเดิม บนลำคอระหงและไหปลาร้าเต็มไปด้วยรอยด่างสีม่วงช้ำ
แม้จะสวมเสื้อผ้าครบถ้วน แต่กลับยับยู่ยี่ไปเสียหมด ผู้ที่ตาไม่บอดย่อมต้องรู้ว่าพวกเขาสองคนทำเื่ใดกันมา
กำปั้นเล็กของเคอโยวหรานทุบลงบนแผงอกของต้วนเหลยถิง เอ่ยด้วยความขัดเขินว่า “ท่านดูเื่ดีๆ ที่ท่านทำเถิด อีกประเดี๋ยวจะออกไปอย่างไร? ยังจะให้ข้ามีหน้าไปพบผู้คนอยู่หรือไม่เ้าคะ?”
มือของต้วนเหลยถิงยังคงคืบคลานอยู่บนกายของเคอโยวหรานอย่างไม่อยู่สุข เขาหัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็ไร สามีจะช่วยจัดการให้เ้าเอง หลังจากสวมผ้าปิดหน้า รับรองว่าไม่มีผู้ใดดูออกอย่างแน่นอน”
เคอโยวหรานตีมือที่ไม่ยอมอยู่สุขของเขา แสร้งทำทีเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า “หากท่านช่วยจัดการให้ข้า เกรงว่าวันนี้ทั้งวันข้าก็อย่าได้คิดจะออกไปจากตรอกแห่งนี้เลยเ้าค่ะ ท่านหันหลังไป ข้าจะจัดการเอง หากให้ท่านดู อีกประเดี๋ยวก็คงไม่ยอมสงบเสงี่ยม ข้าจะไม่ถูกท่านกินจนเกลี้ยงอยู่ในตรอกแห่งนี้หรอกหรือเ้าคะ?”
เคอโยวหรานเอ่ยพลางผลักต้วนเหลยถิงให้หันหลังไป
ต้วนเหลยถิงนึกขบขันและหันหลังไปอย่างว่าง่าย โยวหรานพูดถูก หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าเขาอาจจัดการแม่นางน้อยในที่แห่งนี้เข้าจริงๆ
ผู้ใดใช้ให้ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางเย้ายวนใจ รสชาติล้ำเลิศเช่นนั้น ทำให้ผู้อื่นได้ลิ้มลองเพียงครั้งพลันตกหลุมรักจนมิอาจถอนตัว และสิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือ
ระยะหลังมานี้บนกายของนางมีกลิ่นหอมหวานจางๆ ช่างหอมรัญจวนใจเหลือเกิน หลังได้ดอมดมครั้งแรก ครั้นอยากจะสูดดมเป็ครั้งที่สอง กลิ่นหอมนั้นกลับคล้ายจะหลบซ่อน ยั่วยวนให้ผู้อื่นนึกอยากเสาะแสวงหามากกว่าเดิม
ทันใดนั้น ด้านหลังมีหนึ่งเสียง “แกร็ก” ดังขึ้น ต้วนเหลยถิงหันกลับมาทั้งรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับต้องเลือนหายไปในเสี้ยววินาที
กระสอบป่านบนพื้นยังคงอยู่ ผ้าปิดหน้าของโยวหรานหล่นอยู่บนพื้น ตะกร้าใส่ลูกหมาป่าวางอยู่ตรงหัวมุม ทว่าโยวหรานกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ตรงนี้คือทางตัน ทั้งสามทิศล้วนแต่เป็กำแพง ตนหันหลังไปเพียงชั่วไม่กี่อึดใจ ผู้ใดกันที่มีฝีมือถึงขั้นลักพาตัวคนไปต่อหน้าต้วนเหลยถิงผู้นี้ได้?
ไม่มีกลิ่นอายแปลกปลอม ทั้งสี่ทิศไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหว เส้นเืดำบนหน้าผากของต้วนเหลยถิงเต้นตุบ ต้องขบกัดปลายลิ้นอย่างแรงเพื่อพยายามบีบบังคับให้ตนใจเย็นลง
เขาสำรวจภายในตรอกเล็กอย่างละเอียดหนึ่งรอบ บนกำแพงไม่มีร่องรอยน่าสงสัย บนพื้นไม่มีรอยเท้าของคนแปลกหน้า
รอยเท้าของเคอโยวหรานหายไปตรงข้างกำแพงที่พวกเขาเพิ่งกอดจูบกัน ตำแหน่งนั้นมีรอยเท้าของเขากับโยวหรานแค่สองคน
แท้จริงแล้วคือผู้ใดกัน?
ทันใดนั้นเอง ภายในหัวของต้วนเหลยถิงพลันผุดภาพคนผู้หนึ่งซึ่งเลือนหายไปตรงหัวมุมเยื้องหน้าต่างชั้นสองของโรงสุราฟู่หยวน
