“ลูกบอลหนาม เขามีลูกบอลหนามได้อย่างไรกัน”
จีชิงเสวี่ยที่แอบอยู่ตรงมุมด้านข้างเห็นเยี่ยเฉินเฟิงปาบอลหนามโจมตีใส่โยวซานเสียน ดวงตาก็พลันเบิกกว้างในทันที ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัวสมอง
“เยี่ยเฉินเฟิงคงจะไม่ใช่ท่านหมอเฉินขึ้นมาจริงๆ หรอกนะ”
ความคิดที่น่าตื่นใอย่างมากปรากฏขึ้นมาในสมองของนางอย่างไร้ที่มาที่ไป ส่งผลให้หัวใจของนางสั่นสะท้านไปทั้งดวง สายตาจับจ้องไปทางเยี่ยเฉินเฟิงราวกับจะมองอีกฝ่ายให้ทะลุปรุโปร่ง
“เ้ากล้าทำข้ามีาแเรอะ ข้าจะป่นกระดูกของเ้าให้กลายเป็ผุยผงซะ”
โยวซานเสียนที่เข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งใช้มือข้างหนึ่งกุมส่วนท้องที่เืไหลไม่หยุดเอาไว้ และรับรู้ได้ถึงความเ็ปรวดร้าวปานจะขาดใจ เขาไม่อาจทำใจยอมรับความจริงเื่ที่ตนเองถูกเยี่ยเฉินเฟิงทำร้ายจนาเ็ได้เลย
“ผู้าุโหลิว ผู้าุโถาน ฝากพวกท่านดูแลจีชิงเสวี่ยด้วย”
เมื่อััได้ว่ากลิ่นอายพลังของโยวซานเสียนเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า เยี่ยเฉินเฟิงก็ตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยสักนิด ในใจจึงเกิดความคิดที่จะหลบหนีขึ้นมา จึงได้ส่งกระแสเสียงแยกไปทางผู้าุโหลิวและผู้าุโถาน ให้พวกเขาทั้งสองช่วยปกป้องจีชิงเสวี่ยแทนตนเอง ก่อนจะใช้เคลื่อนย้ายเงาพรายฝ่าวงล้อมหลบหนีออกไป
“เ้าคิดว่าจะหนีพ้นหรือ?”
โยวซานเสียนที่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงทำท่าจะหลบหนี ทวนเมฆาม่วงในมือก็พลันส่องประกายรัศมีทวนอันแหลมคมออกมา พุ่งฉีกกระชากอากาศจู่โจมใส่เยี่ยเฉินเฟิงเพื่อปิดโอกาสในการหลบหนีของอีกฝ่าย
“ฉึก!”
เยี่ยเฉินเฟิงที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงถูกรัศมีทวนสายหนึ่งแทงเข้าอย่างจัง ทว่าโยวซานเสียนกลับโกรธเกรี้ยวแทนที่จะยินดี เพราะรัศมีทวนของเขาแทงถูกร่างเงาลวงตาที่เยี่ยเฉินเฟิงสร้างขึ้นมา ไม่ได้แทงโดนร่างที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงใกล้จะหนีรอดออกไปได้ ทันใดนั้น ขุมพลังมหาศาลที่กดดันจนเขาหายใจได้ยากลำบากก็ทะลักล้นออกมา กดทับร่างกายของเขาเอาไว้อย่างหนักหน่วงจนสองขาจมลึกลงไปในชั้นดิน ไม่อาจขัดขืนขยับเยื้อนไปไหนได้อีก
“ซานเสียน นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเ้าถึงาเ็ได้ล่ะ”
ชายในชุดคลุมยาวสีแดงเพลิงเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าพร้อมกับกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านจากร่างกาย เขาเอ่ยถามขึ้นเสียงทุ้มต่ำ
เขาก็คือยอดฝีมือคนที่ปลดปล่อยพลังอำนาจอันแกร่งกล้ากดดันเยี่ยเฉินเฟิงไม่ให้เคลื่อนไหว
เื้ัของเขายังมีชายในชุดคลุมสีแดงสดติดตามมาอีกหกคน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะก้าวเดินเพียงเล็กน้อย ทว่าทุกครั้งที่สืบเท้าออกมากลับสามารถข้ามผ่านระยะทางได้ไกลหลายสิบเมตร ชัดเจนว่าพวกเขาสามารถใช้วิชาความรู้อันเลิศล้ำอย่างฝีเท้าย่นระยะได้
“ท่านอาจารย์ลุงิเต้า พวกท่านมาได้ทันเวลาพอดีเลย ไอ้เด็กเวรคนนี้มันกินดีหมีหัวใจเสือมา ไม่เพียงตั้งตนเป็ศัตรูกับข้าซ้ำยังกล้าทำร้ายข้าจนาเ็อีกด้วย” โยวซานเสียนที่เห็นบรรดายอดฝีมือจากนิกายอัคคี์ปรากฏกายออกมาเพราะเสียงอึกทึกครึกโครม ก็กล่าวฟ้องเสียงดังลั่นด้วยจิตใจยินดีปรีดา
“หือ เขาเป็คนทำร้ายเ้า?” โยวิเต้ามองเพียงปราดเดียวก็ระบุพลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงได้แล้ว สีหน้าจึงปรากฏความประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
แม้ว่าโยวซานเสียนจะไม่ใช่อัจฉริยะอันดับต้นๆ ของตำหนักหยิน หยางในนิกายอัคคี์ แต่หากเขาอยู่ในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์แล้ว ย่อมมีตัวตนเป็ยอดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะอย่างแน่นอน
แต่ในยามนี้ โยวซานเสียนกลับถูกปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกผู้หนึ่งทำให้าเ็ได้ เื่นี้จะไม่ให้เขาประหลาดใจได้อย่างไรล่ะ
“เมื่อครู่ข้าเผลอประมาทไปหน่อย จึงถูกเขาใช้อาวุธลับลอมโจมตีจนาเ็” โยวซานเสียนจ้องมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยแววตาเปี่ยมเพลิงโทสะ อยากที่จะสับอีกฝ่ายให้เป็หมื่นๆ ชิ้นเสียตรงนั้น เพื่อระบายความคับแค้นที่มีอยู่ในใจ
“เ้ามีนามว่าอะไร รู้หรือไม่ว่าพวกเราทั้งหมดมีฐานะเช่นไร” โยว ิเต้าเอ่ยสอบสวนด้วยน้ำเสียงเ็า
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินเขา แต่เขาบีบบังคับผู้อื่นมากเกินไป ทั้งยังรังแกข่มเหงสหายของข้า ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องออกหน้าประมือกับเขา” เยี่ยเฉินเฟิงฝืนทนต่อพลังอำนาจอันน่าหวาดกลัว อธิบายเื่ราวทั้งหมดออกมาอย่างรวบรัด
“คณะทูตทั้งเจ็ดท่าน พวกเราสามารถเป็พยานยืนยันให้ได้ สิ่งที่เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวออกมาเป็ความจริงทุกประการ ไม่ได้โกหกหลอกลวงพวกท่านแม้แต่น้อย” พวกผู้าุโหลิวลอบมองใบหน้าเ็าเคร่งขรึมของคนทั้งเจ็ด ก่อนจะข่มใจกล่าวยืนยันออกมา
“ฮึ การที่ข้าถูกใจนางได้ก็นับเป็วาสนาของนางแล้ว ทำไมล่ะ พวกเ้าทั้งสองคิดว่าข้าไม่คู่ควรกับนางงั้นหรือ?” โยวซานเสียนแค่นเสียงเ็า กล่าวขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวเพราะมีคนคอยหนุนหลัง
“เกิดเื่อะไรขึ้นกับทุกท่านอย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงโกรธเป็ฟืนเป็ไฟกันขนาดนี้ล่ะ?”
ในยามที่สถานการณ์กำลังบีบคั้นอย่างถึงที่สุด และเยี่ยเฉินเฟิงตกอยู่สถานะเป็รองอย่างแน่แท้นั้น น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนของใครบางคนก็ดังขึ้น กานเต้าไป๋ผู้มีท่าทางงามสง่าในชุดคลุมยาวสีเขียวอ่อนก็กลับมาถึงสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์พอดี
“หือ...” เมื่อเห็นกานเต้าไป๋ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน รูม่านตาของโยวซานเสียนก็หดแคบลงทันที พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ศิษย์ในสำนักของเ้าทำร้ายข้าโดยไร้เหตุผล เ้าว่าหนี้แค้นครั้งนี้ควรจะชำระอย่างไรดีล่ะ”
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าเป็คนทำร้ายคุณชายโยวจนาเ็หรือ?” กานเต้าไป๋เอ่ยถามอย่างเข้มงวด
“ข้าเป็คนทำเอง” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ายอมรับ กล่าวว่า “เขาคิดจะสังหารข้า ข้าย่อมไม่อยู่เฉยรอความตายอยู่แล้ว”
“ฮึ เยี่ยเฉินเฟิง เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน ต่อให้ข้าจะสังหารเ้าจริงแล้วมันเป็อย่างไร? เ้าคิดว่าจะมีใครหน้าไหนออกหน้าช่วยเ้าได้หรือ?” โยวซานเสียนพูดขึ้นอย่างอวดดี
“คุณชายโยว ข้าไม่ทราบว่าเยี่ยเฉินเฟิงไปล่วงเกินอันใดท่านไว้ ทว่าท่านสังหารเขาไม่ได้โดยเด็ดขาด” กานเต้าไป๋เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
“อะไรกันกานเต้าไป๋ เ้าก็เป็แค่เ้าสำนักฝึกยุทธ์กระจอกๆ คนหนึ่งเท่านั้น คิดจะต่อต้านข้าอย่างนั้นหรือ?” โยวซานเสียนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าดำทะมึน ไม่เห็นกานเต้าไป๋อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“มิกล้า เพียงแต่ข้อมูลเื่การพบเจอเซียนกุ่ยคร่า์ที่สุสานมรณะในคราวนี้ เป็ผลงานที่เยี่ยเฉินเฟิงเสี่ยงตายนำกลับมาแจ้งต่อพวกเรา และข้าก็ได้บอกเล่าความดีความชอบของเขาให้ท่านเ้านิกายฟังแล้ว หากเกิดเื่อะไรขึ้นกับเขาในยามนี้ เกรงว่าท่านเ้านิกายจะมีโทสะเอาได้ ดังนั้นขอให้คุณชายโยวลองพิจารณาดูดีๆ ด้วย” กานเต้าไป๋เอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“เ้า...”
โยวซานเสียนไม่เห็นกานเต้าไป๋อยู่ในสายตาได้ก็จริง แต่ไม่กล้ามองเมินท่านเ้านิกายอัคคี์อย่างแน่นอน หากทำให้ท่านเ้านิกายโกรธเคืองขึ้นมา เกรงว่าแม้แต่ท่านปู่ก็ยังคุ้มครองเขาไม่ได้
“เอาล่ะ เื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้มันจบลงแค่นี้ก็แล้วกัน ซานเสียน เ้าตามข้ากลับไปพักผ่อนเถอะ รอให้สืบหาเื่กุ่ยเซียนคร่า์เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน” โยวิเต้าเหลือบมองกานเต้าไป๋ด้วยสายตาล้ำลึกพลางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นในท้ายที่สุด
“ไอ้หนู ข้าจะปล่อยให้เ้าได้มีลมหายใจต่อไปอีกสักสองสามวัน หากพวกเราสืบค้นแล้วพบว่าเื่กุ่ยเซียนคร่า์ในสุสานมรณะเป็เื่ที่กุขึ้นมาล่ะก็ เ้าก็เตรียมล้างคอรอการชำระแค้นของพวกเราไว้ได้เลย” โยวซานเสียนจ้องเยี่ยเฉินเฟิงเขม็งราวกับเป็หมาป่าดุร้ายที่หิวกระหาย ส่งกระแสเสียงให้อีกฝ่ายด้วยจิตสังหารที่คุกรุ่น
กล่าวจบ โยวซานเสียนที่เพลิงโทสะลุกโชนทั่วร่างก็เดินติดตามพวกโยวิเต้ากลับออกไป
“เฉินเฟิง เ้าตามข้ามาทางนี้”
หลังจากพวกโยวซานเสียนจากไปแล้ว กานเต้าไป๋ก็เรียกตัวเยี่ยเฉินเฟิงให้ติดตามไปที่เรือนที่พักของตนเอง และทำการเรียกใช้ม่านอาคมป้องกัน
“เฉินเฟิง เ้าต้องทนรับความอยุติธรรมแล้ว” กานเต้าไป๋เอ่ยขึ้นพลางเหลือบมองเยี่ยเฉินเฟิงที่ใบหน้าซีดเซียวและาเ็บริเวณกระดูกซี่โครง
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวด้วยความซาบซึ้งจากใจจริง
เขารู้ดีว่าหากกานเต้าไป๋ไม่ปรากฏตัวขึ้นใน่เวลาคับขันและออกปากพูดช่วยตนเอง จุดจบของเขาในตอนนี้คงจะเละเทะไม่เหลือชิ้นดี หรือบางทีอาจต้องทิ้งชีวิตไปเลยก็เป็ได้
“เฮ้อ ข้าก็คงช่วยได้เท่านี้แหละ หวังว่าเ้าจะไม่โกรธเคืองกันนะ” กานเต้าไป๋ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวอย่างอับจนหนทาง “ถ้าหากพวกเขาไม่พบร่องรอยของกุ่ยเซียนคร่า์ที่สุสานมรณะขึ้นมา โยวซานเสียนอาจจะกลับมาชำระแค้นกับเ้าได้”
“ดังนั้นใน่ระยะเวลาดังกล่าวนี้ ข้าแนะนำให้เ้าออกไปฝึกวิชาที่โลกภายนอกก่อนจะดีที่สุด อย่าเพิ่งพักอาศัยอยู่ในสำนักเลย รอให้การทดสอบปลายปีของปีถัดไปวนกลับมาถึงเสียก่อน ถึงตอนนั้นหากเ้าได้รับสามอันดับแรกในการทดสอบรอบสุดท้ายของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ข้าก็จะอนุญาตให้เ้าได้เข้าไปในแดนลับศักดิ์สิทธิ์
“แดนลับศักดิ์สิทธิ์? ท่านเ้าสำนัก แดนลับศักดิ์สิทธิ์เป็สถานที่แบบใดกันหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แดนลับศักดิ์สิทธิ์คือซากปรักหักพังที่ทิ้งร่องรอยไว้แต่โบราณกาล จะมีการเปิดให้เข้าไปสำรวจทุกๆ สามปี ภายในสถานที่แห่งนั้นมีสมบัติตกทอดจากยุคโบราณกาลหลบซ่อนอยู่มากมาย อาทิ สมุนไพริญญา อาวุธิญญาระดับหลิง ระดับตี้และเคล็ดวิชาลับต่างๆ เป็ต้น”
“วิชาความรู้อันสูงส่งลึกล้ำที่สืบทอดกันภายในนิกายใหญ่ทั้งสามต่างก็ได้มาจากภายในแดนลับศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น เพียงแต่ในแดนลับศักดิ์สิทธิ์มีข่ายอาคมป้องกันที่แข็งแกร่งเป็อย่างมาก จึงมีเพียงศิษย์ระดับจอมพลอสูรโลกาขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเข้าไปด้านในได้ ประกอบกับภายในนั้นอันตรายชุกชุมเป็อย่างมาก แล้วยังต้องไปสู้รบแย่งชิงกับศิษย์ของอีกสองนิกายและสองสำนักใหญ่ที่เหลือด้วย ดังนั้นโอกาสที่จะได้ของล้ำค่ามาจึงมีอยู่ไม่มากนัก”
“ทว่าข้าเชื่อมั่นในความสามารถของเ้า ขอแค่เ้าหาของล้ำค่าจากแดนลับศักดิ์สิทธิ์พบแล้วมอบมันเป็บรรณการให้แก่นิกายอัคคี์ เ้าก็จะสามารถเข้าไปเป็หนึ่งในศิษย์ของนิกายอัคคี์ได้แล้ว จากนั้นเ้าก็เข้าร่วมตำหนักกระบี่ซะ เช่นนั้นโยวซานเสียนก็ไม่กล้าลงไม้ลงมืออะไรกับเ้าแล้วล่ะ” กานเต้าไป๋เอ่ยขึ้นอย่างผ่อนคลาย
“ขอบคุณท่านเ้าสำนักที่ช่วยข้าคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ ข้าตัดสินใจจะออกไปฝึกฝนวิชาที่โลกภายนอกซักระยะ เพียงแต่ใน่ที่ข้าออกไปฝึกวิชารบกวนท่านเ้าสำนักช่วยดูแลจีชิงเสวี่ยแทนข้าด้วย อย่าให้นางถูกใครทำร้ายเป็อันขาด” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยขอร้อง
“ไม่มีปัญหา ข้ามีอำนาจมากพอจะปกป้องจีชิงเสวี่ยได้อย่างแน่นอน อีกอย่างข้าก็เตรียมจะส่งนางไปฝึกฝนที่โลกภายนอกด้วยเช่นกัน” กานเต้าไป๋พยักหน้ารับคำพร้อมเอ่ยตอบ
“ขอบคุณท่านเ้าสำนัก คืนนี้ข้าจะแอบเดินทางออกจากสำนักเพื่อไปฝึกฝนที่โลกภายนอก”
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็หันหลังเดินจากไปอย่างสง่างามและเป็อิสระ
