รุ่งอรุณ ทางฝั่งตะวันออกปรากฏแสงอาทิตย์อันอบอุ่นสีม่วงอ่อนสลับกับสีขาว ความน่าสะพรึงกลัวของสุสานมรณะค่อยๆ หวนกลับคืนสู่ความเงียบสงบ ภูตผีจำนวนมากเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ในที่สุดก็สว่างสักที”
หลังจากเข่นฆ่าสังหารมาทั้งคืน พวกเยี่ยเฉินเฟิงที่สูญเสียพลังิญญาไปมหาศาลก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เสาะหาท่อนไม้เก่าแก่ที่ยืนต้นตายอยู่นานแล้วและกระโจนขึ้นไป้าเพื่อปรับลมหายใจฟื้นฟูพลังิญญา
ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป เยี่ยเฉินเฟิงกับหลินเข่อจู๋ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูพลังิญญาและพลังกายที่สูญเสียไปกลับมาตามลำดับ และตื่นขึ้นมาจากการปรับลมหายใจ
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าไม่ได้รับผลกระทบจากพลังหยินในสุสานมรณะเลยหรือ?”
เมื่อนึกถึงเื่เมื่อคืนที่เยี่ยเฉินเฟิงยิ่งสู้รบยิ่งทรงพลังองอาจ ไม่เหมือนคนที่ถูกกดทับพลังิญญาเอาไว้เลยสักนิด หลินเข่อจู๋จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พลังิญญาของข้าก็ถูกพลังหยินในสุสานมรณะกดทับเอาไว้เช่นกัน ทว่าพลังกายซึ่งเป็พร์ั้แ่กำเนิดของข้าสามารถทดแทนช่องโหว่นั้นได้ ดังนั้นตอนอยู่ในสุสานมรณะพลังหยินจึงไม่มีผลกระทบกับข้ามากนัก” เยี่ยเฉินเฟิงโมเมขึ้นมา ไม่ยอมบอกความลับเื่การหลอมกายโดยง่าย
“อย่าบอกนะว่าเ้ามีเส้นลมปราณสัตว์เทพน่ะ”
หลินเข่อจู๋ขมวดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสดงสีหน้าประหลาดใจและเอ่ยถามอย่างงุนงง
บนทวีปโต้วหุนจะมีคนจำนวนหนึ่งที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดพร้อมพร์อันน่าตื่นตะลึง พวกเขาเ่าั้มีเส้นลมปราณสัตว์เทพแผงอยู่ภายในร่างกาย เมื่อใดก็ตามที่เส้นลมปราณสัตว์เทพเ่าั้ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น พร์และพลังของคนเ่าั้ก็จะเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างไม่น่าเชื่อ และคนเ่าั้จะถูกคนในทวีปโต้วหุนเรียกขานไปในทางเดียวกันว่า บุตรอันเป็ที่รักของ์
“ไม่มีนะ ถ้าหากข้ามีเส้นลมปราณสัตว์เทพจริงๆ ก็ดีน่ะสิ” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ เอ่ยตอบอย่างขมขื่น
“ช่างเถอะ ข้าไม่ถามเ้าละ”
เมื่อนึกถึงว่าทุกคนต่างก็มีความลับเป็ของตัวเอง หลินเข่อจู๋ก็ไม่ซักไซ้ไล่เรียงอะไรเขาอีก นางลุกขึ้นยืนบนขอนไม้ สายตามองไกลออกไปทางสุสานมรณะที่เต็มไปด้วยซากศพและกองกระดูก พลางเอ่ยปากถาม “เอาล่ะ ฟ้าสางแล้ว พวกเรารีบไปตามหาหลินจือดำแล้วออกไปจากสถานที่บ้าๆ แห่งนี้โดยเร็วเถอะ”
“ได้สิ”
เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำ กระโจนตามหลินเข่อจู๋ลงมาจากขอนไม้ แล้วเคลื่อนตัวไปทางส่วนลึกของสุสานมรณะอย่างรวดเร็ว
หลินจือดำเป็ของวิเศษที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของพลังหยินแห่งความตาย โดยทั่วไปแล้วจะปรากฏอยู่ในสถานที่ที่พลังหยินรวมตัวอยู่เข้มข้น เยี่ยเฉินเฟิงเสาะหาร่องรอยของหลินจือดำจากพลังหยินที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งสองคนตามหาอยู่เกือบสองชั่วโมงกว่า จนในที่สุดก็พบกับกลุ่มหลุมฝังศพที่มีพลังหยินก่อตัวแ่าตั้งอยู่ในส่วนลึกของสุสาน ตรงกลางหลุมศพเ่าั้มีโลงศพหินขนาดใหญ่สูงสามเมตรกว่า พื้นผิวด้านนอกสลักลวดลายนูนจนทั่วพื้นผิว
ข้างโลงศพหินดังกล่าว ปรากฏต้นหลินจือดำที่มีลักษณะคล้ายเห็ดสีขาวคล้ายสีกระดูกทั้งสองต้นงอกงามอยู่
หลังจากพบหลินจือดำทั้งสองต้นแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ไม่ได้รีบร้อนเข้าไปเก็บมาในทันที เพราะว่าพวกเขาััได้ถึงกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวที่ออกมาจากโลงศพหินตรงนั้น
“เป็กลิ่นอายที่น่ากลัวชะมัด ภายในโรงศพนั่นจะต้องมีร่างของจอมพลอสูรโลการะดับสามขึ้นไปนอนอยู่อย่างแน่นอน” หลินเข่อจู๋เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านรอข้าตรงนี้นะ ข้าจะเข้าไปเก็บหลินจือดำสองต้นนั้นมา” เยี่ยเฉินเฟิงครุ่นคิดสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้ มันอันตรายมากเกินไป ให้ข้าไปเองดีกว่า” หลินเข่อจู๋ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างทันควัน
“เชื่อข้าเถอะน่า ข้าไม่เอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่นหรอก ถ้าหากมันมีอันตรายจริงท่านก็เข้ามาช่วยข้าด้วยละกัน” เยี่ยเฉินเฟิงระบายรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจแล้วกล่าวขึ้น
“เอางั้นก็ได้ ระวังตัวด้วยล่ะ” หลินเข่อจู๋กระชับดาบผลึกเพลิงอาวุธิญญาระดับหลิงขั้นกลางแน่น เอ่ยกำชับเสียงแ่เบา
เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในมือถือกระบี่เมฆาสีชาดแล้วค่อยๆ เข้าใกล้โลงศพหินอันน่าสะพรึงกลัวอย่างระมัดระวัง ในตอนที่เขาอยู่ใกล้กับโลงศพประมาณสามเมตรเห็นจะได้ เขาก็ััได้อย่างชัดเจนว่าภายในโลงศพมีพลังแห่งการปลุกตื่นที่น่าสะพรึงกลัวไหลทะลักออกมา
ร่างไร้ิญญาที่นอนหลับใหลอยู่ภายในโลงถูกพลังเืลมในร่างของเยี่ยเฉินเฟิงปลุกให้ตื่นขึ้น
“แย่แล้ว ศพกำลังตื่นขึ้นมา”
เยี่ยเฉินเฟิงหน้าเปลี่ยนสี เขาใช้เคลื่อนย้ายเงาพรายเพิ่มความเร็วให้ตนเอง พลิ้วกายไปคว้าหลินจือดำทั้งสองต้นออกมาก่อนที่ศพจะทำการโจมตี
“ตูม!”
เสี้ยวพริบตาที่หลินจือดำถูกขโมยไป พลังหยินที่ทำให้เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกหายใจไม่ออกก็ะเิออกมาจากภายในโลงศพหิน ผลักดันฝาโลงอันหนักอึ้งออกแล้วซัดโจมตีใส่ร่างของเยี่ยเฉินเฟิงอย่างรุนแรง จนเขาปลิวกระเด็นออกไป กระอักเืกระจายเต็มพื้น
หากไม่ใช่เพราะเขาฝึกฝนร่างกายจนถึงขั้นหลอมอวัยวะได้และมีพลังป้องกันทางกายที่สูงขึ้น พลังหยินที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นพวกนั้นคงทำให้เขาาเ็สาหัสและสูญเสียพลังในการรบไปได้เลย
“เพวกมนุษย์น่ารังเกียจ เอาหลินจือดำของข้าคืนมา”
ร่างศพที่ดวงตาว่างเปล่าส่องประกายมืดสลัว สวมใส่ชุดเกราะนักรบสัมฤทธิ์ สูงประมาณสามเมตรก็ลอยทะยานออกมาจากโลงศพหิน ปลดปล่อยเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนสยดสยอง ะโด่าทอดังลั่น
“คีรีดาบเงาเพลิง”
ในขณะที่ร่างศพกำลังไล่ล่าเยี่ยเฉินเฟิงด้วยความโกรธแค้นอยู่นั้น หลินเข่อจู๋ที่เตรียมตัวรออยู่ก็กระโจนออกมาจากความว่างเปล่า เงาร่างของจิตอสูรงูเหลือมเพลิงปรากฏออกมา ดาบผลึกเพลิงในมือของนางก็ทอประกายแสงเพลิงโชติ่ ูเาดาบที่เพลิงลุกโชติ่ก็หล่นลงมาจากฟ้า ฟันลงบนร่างของศพเดินได้ตนนั้น
“ฉึก!”
เกราะสัมฤทธิ์บนร่างศพปรากฏรอยดาบขึ้นหนึ่งรอย ลำแสงดาบอันทรงพลังสั่นะเืร่างของมันจนไร้การควบคุม ร่นถอยหลังไปราวๆ สามก้าว
“หนี!”
เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ระงับอาการเืลมปั่นป่วนภายในร่างกาย พุ่งทะยานหลบหนีออกไปจากกลุ่มหลุมศพ
“เ้าพวกมนุษย์น่ารังเกียจ ข้าจะต้องกินพวกเ้าซะ”
พลังหยินเข้มข้นที่ะเิออกมาจากร่างศพที่กำลังโกรธจัด ไล่ล่าติดตามพวกเยี่ยเฉินเฟิงด้วยความเร็วสูงราวกับพายุ
“ครึ่งก้าวอำนาจกระบี่!”
ในตอนที่ร่างศพใช้พลังที่ตนเองมีไล่ติดตามลดระยะทางระหว่างตนกับพวกเยี่ยเฉินเฟิง กระบี่เมฆาสีชาดในมือของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏอำนาจกระบี่คมกริบออกมา รวมตัวกันจนกลายเป็ลำแสงกระบี่อันน่าตื่นใ ฟาดฟันใส่ร่างศพที่ไล่ล่ามาอย่างไม่ลดละ เพื่อบังคับให้อีกฝ่ายต้องพลิ้วกายหลบหนี ความเร็วในการไล่ล่าจะได้ลดลง
“เสียงอะไรน่ะ...”
ในขณะเดียวกัน เหยียนอวี่และซงฉีที่เข้ามาตามหาหลินจือดำในส่วนลึกของสุสานก็พลันได้ยินเสียงคำรามของร่างศพขึ้น จึงเดินตามไปทางต้นเสียงอย่างสนอกสนใจ
“ที่แท้ก็เป็พวกเขานี่เอง”
ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ไกลออกไปเห็นว่าคนที่ร่างศพกำลังไล่ล่าสังหารก็คือเยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ ภายในแววตาก็ฉายแววโเี้ออกมาทันที
“ดูเหมือนพวกเขาจะเก็บหลินจือดำมาได้แล้ว”
เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ที่มี พวกเขาก็เก็บซ่อนกลิ่นอายและแอบติดตามไปเงียบๆ
ประมาณสองชั่วโมงผ่านไป หลังจากเยี่ยเฉินเฟิงและหลินเข่อจู๋ใช้งานทุกกระบวนท่าที่มีและเผาผลาญพลังิญญาไปเป็จำนวนมาก ในที่สุดก็สามารถสลัดการไล่ฆ่าของร่างศพได้และฝ่าทะลวงออกมาอยู่รอบนอกของสุสานมรณะ
“ฟู่ๆ ในที่สุดก็ปลอดภัยสักที” หลินเข่อจู๋ที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักพูดขึ้นอย่างอกสั่นขวัญแขวน “เ้าศพนั่นน่ากลัวชะมัดเลย พลังของเขาน่าจะสูงกว่าจอมพลอสูรโลการะดับสี่ด้วยซ้ำ”
“ระวัง มีคนกำลังเข้ามาใกล้”
ในตอนที่พวกเขากำลังปรับลมหายใจเพื่อฟื้นฟูพลังิญญาอยู่นั้น ประสาทััอันเฉียบคมของเยี่ยเฉินเฟิงก็ััได้ถึงกลิ่นอายเลือนรางของคนสองคนขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว จึงเอ่ยเตือนขึ้นมาทันที
“เป็พวกเขา!”
เมื่อเห็นเหยียนอวี่และซงฉีที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ สีหน้าของหลินเข่อจู๋ก็เคร่งเครียดอย่างมาก
นางไม่คิดเลยว่าตัวเองจะซวยได้ถึงเพียงนี้ ทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสลัดการไล่ล่าของร่างศพมาอย่างยากลำบาก แล้วยังต้องมาเจอกับพวกเหยียนอวี่และซงฉีที่อันตรายมากกว่าซ้ำไปอีก
ด้วยสภาพร่างกายของนางในยามนี้ ไม่มีทางต่อกรกับพวกเขาสองคนไหวแน่ ในใจจึงเกิดความหวั่นวิตกขึ้น
“หลินเข่อจู๋ พบกันอีกแล้วนะ ดูเหมือนพวกเราจะมีวาสนาต่อกันนะว่าไหม” เหยียนอวี่พบว่าใบหน้าของหลินเข่อจู๋ออกจะซีดเซียวอยู่เล็กน้อย จึงได้เผยรอยยิ้มเ็าขึ้นบนใบหน้า แล้วกล่าวขึ้นอย่างประสงค์ร้าย
“เหยียนอวี่ พวกเ้าคิดจะทำอะไร?” หลินเข่อจู๋แสร้งเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทางสงบนิ่งมั่นคง
“เ้าคิดว่าข้าอยากจะทำอะไรล่ะ?” เหยียนอวี่ใช้สายตาร้อนแรงมองดูรูปร่างที่เย้ายวนของหลินเข่อจู๋ พลางกล่าวอย่างชั่วร้าย
“หลินเข่อจู๋ วันนั้นเ้าทำให้ข้าต้องอับอายขายขี้หน้า ตอนนี้ได้เวลาชดใช้คืนแล้ว”
“ส่วนแกไอ้เด็กเวร ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานอย่างสาสม ให้เ้าค่อยๆ ตายลงอย่างช้าๆ และเ็ปรวดรวดร้าว” เหยียนอวี่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแดงสด เอ่ยขึ้นอย่างโเี้
“เกรงว่าพวกเ้าจะไม่มีปัญญาทำเช่นนั้นหรอก”
เยี่ยเฉินเฟิงโยนเม็ดยาฟื้นิญญาเม็ดสุดท้ายที่มีเข้าปากไป ก่อนจะะเิพลังกายอันแข็งแกร่งออกมา
ครู่ต่อมา จิตสังหารของเยี่ยเฉินเฟิงก็ลุกโชน
