เงียบ เงียบสงัดอย่างกับป่าช้า
เมื่อได้เห็นพลังหมัดอันน่าทึ่งของเยี่ยเฉินเฟิงกับตา ทุกคนที่อยู่ในสนามทดสอบต่างก็นิ่งอึ้งไป
แววตาของผู้คนที่เคยดูแคลนเหยียดหยามก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ประหลาดใจ ตกตะลึงและอึ้งไปในท้ายที่สุด
“เป็ไปไม่ได้ นี่มันไม่ใช่เื่จริง ทำไมเขาถึงมีพลังราวกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้ ไอ้หมอนั่นมันไม่ใช่คนหรืออย่างไร”
เมื่อได้เห็นหมัดอันทรงพลังของเยี่ยเฉินเฟิงกับตา เซินถูเหยี่ยก็ถึงกับหลั่งเหงื่อ รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เคยไปหาเื่สัตว์ประหลาดอย่างเยี่ยเฉินเฟิง
“ดี ทำได้ดีมากเยี่ยเฉินเฟิง เ้าแสดงออกได้ไม่เลวเลย”
เนื่องจากเยี่ยเฉินเฟิงหลอมรวมกับค่ายกลเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น ผู้าุโหลิวจึงไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับค่ายกล ยิ่งได้เห็นความสามารถอันน่าทึ่งของเขา ผู้าุโหลิวก็ยิ่งถูกใจในพร์ของอีกฝ่าย
‘เยี่ยเฉินเฟิง เ้าเป็คู่แข่งตัวฉกาจของข้าจริงเสียด้วย ทว่าเม็ดยา ชวีหลิงระดับเก้าต้องเป็ของข้าแต่เพียงผู้เดียว หากใครหน้าไหนคิดจะเอามือสกปรกมาแตะต้อง ข้าจะไม่ปล่อยเอาไว้แน่’
แววตาของซั่งกวนเผิงทอประกายดุร้าย เขาพึมพำกับตัวเองในใจ
การแสดงฝีมือของเขาเมื่อสักครู่นี้นับว่ายอดเยี่ยมมาก แต่เยี่ยเฉินเฟิงกลับแสดงออกได้ยอดเยี่ยมและน่าตื่นตะลึงกว่า โดดเด่นจนเกินหน้าเกินตาของเขาไป ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกคุมคาม
“คนต่อไป ถานหวา...”
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง การทดสอบใน่บ่ายก็สิ้นสุดลง
ในการทดสอบหุ่นเชิดด่านที่สอง ศิษย์จากทั้งหมดยี่สิบแปดคนมีผู้ผ่านการทดสอบได้เพียงสิบคนเท่านั้น อีกสิบแปดคนที่เหลือต้องถูกคัดออก ในบรรดาคนที่ถูกคัดออกไป จางเสียนและอีกหลายคนได้รับาเ็สาหัส ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานเป็เดือนๆ ถึงจะกลับสู่สภาพเดิมได้
“เอาล่ะ การทดสอบในวันนี้จบลงแล้ว การทดสอบด่านสุดท้ายจะเริ่มในวันพรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้า จำไว้ว่าห้ามมาสายโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นพวกเ้าจะหมดคุณสมบัติในการเข้าร่วมการทดสอบ” ผู้าุโหลิวกำชับอย่างเข้มงวดกวดขัน
“รับทราบ ผู้าุโหลิว!”
เยี่ยเฉินเฟิงและคนที่เหลือตอบรับขึ้นพร้อมกัน จากนั้นก็ทยอยกันเดินทางออกจากเซิงเซียนถัง
“ซั่งกวนเผิง ข้าคิดว่าเ้าคงไม่อยากโดนเยี่ยเฉินเฟิงกดข่มไว้เบื้องล่างและ่ชิงเม็ดยาชวีหลิงระดับเก้าไปสินะ” เซินถูเหยี่ยมองตามแผ่นหลังของเยี่ยเฉินเฟิงจนหายลับไปด้วยสีหน้าถมึงทึง เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างกายซั่งกวนเผิงพร้อมเอ่ยยุยงอย่างจงใจ
“เ้าคิดจะทำอะไร?” ซั่งกวนเผิงเอ่ยถามขึ้นด้วยดวงตาวาววับ
“ข้าคิดจะอาศัยช่องโหว่ของกฎการทดสอบในวันพรุ่งนี้กำจัดไอ้เด็กเวรนั่นให้พ้นทางซะ” สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มีคนของตระกูลเซินถูอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเซินถูเหยี่ยจึงรู้กฎกติกาในการทดสอบวันพรุ่งนี้เป็อย่างดี เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้เยี่ยเฉินเฟิงเหยียบข้ามหัวไปเขาจำเป็จะต้องชิงลงมือก่อน
“ทำไมล่ะ ศิษย์สำนักอัคคี์ที่จะมาขัดขวางพวกเราในวันพรุ่งนี้ มีคนรู้จักของเ้าอยู่ด้วยรึไง” ซั่งกวนเผิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ซั่งกวนเผิง ข้าไม่ปิดบังเ้าก็แล้วกัน หัวหน้ากลุ่มที่รับผิดชอบขัดขวางพวกเราในการทดสอบที่หุบเขาจื่ออวิ๋นในครั้งนี้ มีนามว่าเซินถูเสวี่ย เป็ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง มีพลังอยู่ใจเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับสาม ขอเพียงเขายอมร่วมมือกับพวกเราบวกกับพลังของข้าและเ้าอีกสองคนจะต้องทำให้ไอ้เด็กเวรนั่นตกตายในหุบเขาไป๋อวิ๋นได้แน่นอน” เซินถูเหยี่ยเล่าแผนการที่ตนเองคิดเอาไว้ให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด
“เซินถูเหยี่ย แม้ว่าแผนการของเ้าจะรัดกุมมาก แต่เ้าเยี่ยเฉินเฟิงนั่นดูชั่วร้ายอยู่พอตัว หากพวกเราดักฆ่ามันไม่สำเร็จ ผลที่ตามมาจะต้องหนักหนาสาหัสแน่” แม้ซั่งกวนเผิงจะอยากกำจัดเยี่ยเฉินเฟิงทิ้งเหมือนกัน แต่เขาต้องลงมือโดยคำนวณผลลัพธ์ที่จะตามมาในภายหลังเสียก่อน
“พวกเราสามคนร่วมมือกัน โอกาสที่จะล้มเหลวมีอยู่น้อยมากๆ อีกอย่างต่อให้ไอ้เด็กเวรนั่นโชคดีหนีรอดจากการไล่ล่าของพวกเราไปได้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่ดี ที่ลูกพี่ลูกน้องของข้าขัดขวางมันเพราะเป็หน้าที่ ส่วนเื่ที่พวกเราสองคนล้อมวงสังหาร จะมีใครเป็พยานยืนยันให้มันล่ะ?” เซินถูเหยี่ยเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ชั่วร้าย
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอข่าวจากเ้า หากเ้าเกลี้ยกล่อมให้ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นยอมร่วมมือได้ วันพรุ่งนี้พวกเราจะทำตามแผนการที่ตกลงกันไว้” ซั่งกวนเผิงกัดฟันตอบรับ
“เยี่ยเฉินเฟิง ตายไปแล้วก็อย่ามาโทษข้าล่ะ อยากจะโทษต้องโทษตัวเ้าเองที่มาหาเื่ข้าแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ หวังว่าชาติหน้าเ้าจะรู้จักหูตาสว่างขึ้นมาบ้างว่าคนบางคนเ้ามิอาจล่วงเกินได้”
เมื่อเห็นว่าซั่งกวนเผิงยอมร่วมมือด้วย เซินถูเหยี่ยก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ราวกับเขามองเห็นชะตากรรมอันน่าสังเวชของเยี่ยเฉินเฟิงล่วงหน้า
่เวลาโพล้เพล้ ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แสงสว่างห้วงสุดท้ายสาดส่องลงบนเมืองหลวงแคว้นจื่อจิน แสงสีทองสะท้อนระยิบระยับจับตา ทำให้คูเมืองซึ่งมีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความเงียบสงบและสันติสุข
“ท่านหมอเฉิน ในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที ท่านประมุขจัดเตรียมมื้อค่ำเอาไว้ต้อนรับกำลังรอให้ท่านมาถึงอยู่พอดีเลย”
เยี่ยเฉินเฟิงซึ่งสวมหน้ากากหนังมนุษย์และแปลงโฉมตนเองแล้ว ในยามที่เขาเดินตามแสงสายัณห์มาจนถึงคฤหาสน์ตระกูลจี พ่อบ้านชราที่รอต้อนรับอยู่นานแล้วก็รีบพุ่งเข้ามาทันทีพร้อมเชิญเขาเข้าไปด้านในด้วยความเกรงอกเกรงใจ
จีเหยียนเจิ้งที่ทานยาตามเทียบที่เยี่ยเฉินเฟิงเขียนให้อย่างสม่ำเสมอ อาการาเ็เรื้อรังที่มีก็เริ่มจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว ในยามนี้เขากำลังยืนดุด่าว่ากล่าวจีชิงเสวี่ยที่เพิ่งจะกลับมาถึงได้ไม่นาน
“ชิงเสวี่ย ในเมื่อเ้าตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกับเยี่ยเฉินเฟิงคนนั้นไปแล้ว ทำไมถึงยังขอหย่ากับเขาทั้งที่ไม่ได้มีอะไรผิดพลาดด้วยล่ะ เ้ารู้หรือไม่ว่าด้วยความสามารถที่เขาแสดงออกมาในวันนี้ มีตระกูลมากมายเท่าไหร่ที่พร้อมจะเสนอตัวเป็พันธมิตรของเขา แม้แต่องค์ชายทั้งสองยังสนอกสนใจในตัวเขาอย่างมาก คิดจะลากเข้ามาเป็พรรคพวกด้วยเลย” จีเหยียนเจิ้งพูดขึ้นอย่างเจ็บใจที่ทุกอย่างไม่เป็ไปตามหวัง
“ต่อให้เขาจะหลุดพ้นจากความล้มเหลวและประสบความสำเร็จได้แล้วอย่างไร ที่ข้าตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกับเขาก็เพราะอยากจะสลัดเ้าแมลงวันน่ารำคาญอย่างเจียงซานสุ่ยให้หลุดก็เท่านั้น ยามนี้เ้าแมลงวันนั่นตายแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็ต้องร่วมมือแสดงละครกับเขาอีกต่อไป” จีชิงเสวี่ยโต้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ชิงเสวี่ย ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ปู่เห็นดีเห็นงามที่เ้าจะแต่งงานกับเยี่ยเฉินเฟิง มิสู้พรุ่งนี้เ้าลองไปพูดคุยกับเขาดูล่ะ ว่ายังพอจะมีทางสานสัมพันธ์กันเหมือนเดิมได้ไหม?” เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตระกูลจีในยามนี้ จีเหยียนเจิ้งก็พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างหมดหนทาง
“ท่านปู่ ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่มีทางแต่งงานกับเ้าคนน่ารังเกียจนั่นหรอก” จีชิงเสวี่ยกล่าววาจาโผงผาง
“ท่านประมุข ท่านหมอเฉินมาถึงแล้ว”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น พ่อบ้านชราก็นำทางเยี่ยเฉินเฟิงที่สีหน้าเคร่งขรึมเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร
และบทสนทนาของคนทั้งสองก็บังเอิญดังกระทบโสตประสาทของเยี่ยเฉินเฟิงพอดี
“ท่านหมอเฉิน ในที่สุดท่านก็มาแล้ว”
เมื่อจีชิงเสวี่ยเห็นท่านหมอเฉินผู้เป็ปริศนาปรากฏตัวขึ้น ความขุ่นเคืองบนใบหน้าก็สลายหายไปทันที รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับอีกฝ่าย
ทว่าเยี่ยเฉินเฟิงกลับทำเหมือนจีชิงเสวี่ยเป็เพียงอากาศธาตุ เขาไม่คิดจะปรายตามองนางด้วยซ้ำไป
“ท่านหมอเฉิน นี่คือมื้อค่ำที่พวกเราตั้งใจจัดเตรียมเอาไว้ให้ ไม่ทราบว่าพอจะถูกปากของท่านบ้างหรือไม่?” จีเหยียนเจิ้งกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ข้ามารักษาคนป่วย ไม่ได้มาแวะทานอาหาร อีกอย่างเวลาของข้าก็มีจำกัดเสียด้วย หากท่านประมุขจีไม่มีธุระอื่นใด พวกเราก็เริ่มต้นการรักษากันเลยเถอะ”
เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกตงิดใจแปลกๆ ว่าการข้ามหุบเขาจื่ออวิ๋นในวันพรุ่งนี้คงไม่ง่ายดายนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบร้อนอยากจะได้โสมโลหิตจักรพรรดิพันปีจากตระกูลจีเพื่อนำไปเพิ่มพูนเืลมในร่างกายและยกระดับพลังที่แท้จริงให้สูงขึ้น
“ขออภัยท่านหมอเฉินด้วย เป็ข้าเองที่คิดอ่านไม่รอบคอบ ถ้าอย่างนั้นพวกเราย้ายไปรักษาที่เรือนพักของข้าดีกว่า” เห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของท่านหมอเฉิน จีเหยียนเจิ้งก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
ในอดีตที่ผ่านมา มีใครหน้าไหนกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับเขาบ้าง แต่เพราะท่านหมอเฉินเป็ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา เขาจึงไม่กล้าล่วงเกินอีกฝ่ายเลยสักนิด
“พวกเ้าไม่ต้องตามเข้าไป ข้า้าความเป็ส่วนตัวในการรักษาประมุขจี” เยี่ยเฉินเฟิงมองจีชิงเสวี่ยสองพ่อลูกที่ทำท่าจะเดินตาม เอ่ยเตือนด้วยเสียงเ็า
“เช่นนั้นพวกข้าจะเฝ้ารออยู่ที่ด้านนอก” จีอวิ๋นโหยวยิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ยตอบ
ขณะที่จีชิงเสวี่ยรู้สึกหดหู่หนักกว่าเก่า ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกว่าท่านหมอเฉินไม่ชอบขี้หน้าตนเองแบบแปลกๆ แล้วยังเมินเฉยต่อรูปโฉมที่งดงามของนางได้ลงคออีก
“ประมุขจี ก่อนข้าจะทำการรักษาให้ท่าน ข้ามีบางอย่างจะสอบถามเสียก่อน” เยี่ยเฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ท่านหมอเฉินจะถามอะไรหรือ?”
“ท่านประมุขจีอยากรักษาเพียงผิวเผินหรือรักษาให้หายขาด” เยี่ยเฉินเฟิงพูดอย่างผ่อนคลาย
แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะเบาบาง แต่เมื่อจีเหยียนเจิ้งได้ฟังกลับเหมือนถูกอัสนีบาตรจากเก้าชั้นฟ้าจนตัวคนนิ่งชะงักค้างไป
