บทที่ 135 เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี
ลู่จิ่งซานนั่งบนรถเข็น แววตาเลื่อนลอย มือที่ถือโทรศัพท์ส่งเสียงดัง ‘ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด’
“พี่ซาน” กู้เสวียหมินมองท่าทางของอีกฝ่ายแล้วอดถามไม่ได้ว่า “มี…ใครเป็อะไรเหรอ?”
ในโทรศัพท์พวกเขาได้ยินไม่ชัด แค่คลับคล้ายว่าเหมือนมีใครหายไป
“ฉันต้องกลับไป” ลู่จิ่งซานพูด “จือจือหายตัวไป”
“พี่สะใภ้สามหายไปเหรอ?” ลู่จิ่งเหนียนพูด “หรือจะเข้าใจผิด? พี่สะใภ้สามไม่ได้อยู่บ้านเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ?”
ลู่จิ่งซานนิ่งเงียบ ไม่ตอบ
“แล้วผู้หญิงในโกดังจะช่วยไหม?” เอ้อร์เหมาถามเบาๆ
“แปลกจัง” เขาพูดต่อทันทีว่า “ทำไมผู้หญิงหายตัวไปเยอะขนาดนี้?”
ผู้หญิงในโกดังก็คนหนึ่ง ที่นี่ก็มีผู้หญิงหายตัวไปอีก หรือว่าจะเป็คนเดียวกัน?
แต่คำพูดนี้เขาคิดได้แค่ในใจเท่านั้น เพราะในโลกนี้จะมีเื่บังเอิญขนาดนั้นได้ยังไง?
“ช่วย” ผ่านไปพักใหญ่ เอ้อร์เหมาได้ยินเสียงลู่จิ่งซานที่พูดออกมาอย่างยากลำบากว่า “ช่วยเธอออกมาแล้วกลับเมืองฉินทันที”
จริงๆ จะไม่ช่วยก็ได้ แต่แค่คิดว่ามีคนถูกจับตัวไปเหมือนสวี่จือจือ ลู่จิ่งซานก็ไม่สามารถมองข้ามเื่นี้ไปได้ เขาสั่งทันทีว่า “เสวียหมิน นายไปจองตั๋ว หังจื่อ พวกเราไปช่วยคน”
“พี่ซาน ให้จิ่งเหนียนไปซื้อตั๋ว ฉันกับหังจื่อไปช่วยคน ส่วนนายอยู่บ้าน…”
คำพูดของกู้เสวียหมินยังไม่ทันจบ ก็ถูกเซียวหังขัดว่า “นายคุ้นเคยกับเมืองหลวง จิ่งเหนียนซื้อตั๋วรอบเร็วที่สุดไม่ได้หรอก”
ตอนนี้แม้นโยบายจะผ่อนปรนแล้ว แต่การซื้อตั๋วยังต้องใช้จดหมายแนะนำ และแน่นอนว่าพวกเขา้าตั๋วรอบที่เร็วที่สุด ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะต้องหานายหน้า ลู่จิ่งเหนียนเพิ่งมาเมืองหลวงครั้งแรก ไม่ถนัดเื่นี้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่จิ่งซานเป็ใคร?
ให้เขารอที่บ้าน นั่นไม่ใช่การดูถูกเขาเหรอ?
ถึงจะนั่งรถเข็น ลู่จิ่งซานก็ไม่ใช่คนที่ใครจะรับมือได้ง่ายๆ
หลายปีต่อมา เมื่อกู้เสวียหมินนึกถึงเื่นี้ ก็ต้องขอบคุณคำเตือนของเซียวหัง
“ตกลง ฉันไปจองตั๋ว” กู้เสวียหมินตอนแรกไม่ทันคิด พอตอนนี้เข้าใจความหมายในคำพูดของเซียวหัง จึงพูดว่า “พี่ซาน อย่ากังวล ฉันจะหาตั๋วรอบที่เร็วที่สุดให้ได้แน่นอน”
ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องบินจากเมืองหลวงไปเมืองฉิน
ฝั่งเซียวหังก็เคลื่อนไหวเร็ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาแตกหักกับตระกูลหวง ทั้งยังต้องไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น แน่นอนว่าต้องเตรียมการให้ดี
ลู่จิ่งซานที่ผ่านการฝึกฝนพิเศษมา พอได้ผังโกดังก็วางแผนช่วยคนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลู่จิ่งเหนียนที่อยู่ข้างๆ อึ้งไปเลย
ดังนั้น พี่ชายก็ยังเป็พี่ชาย เป็พี่ชายตลอดไป นายไม่มีวันแซงได้!
ตอนนั้นลู่จิ่งซานไม่ได้คิดมาก แค่อยากช่วยผู้หญิงในโกดังออกมาให้เร็วที่สุด
ส่วนสวี่จือจือ เมื่อเธอรู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติก็สายไปแล้ว
ตอนที่อีกฝ่ายใช้ผ้าฝ้ายปิดปาก เธอพยายามกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ แต่สุดท้ายก็สูดเข้าไปนิดหน่อย ตื่นมาอีกทีเธอก็อยู่ในรถยนต์แล้ว
ไม่ใช่เกวียน ไม่ใช่รถแทรกเตอร์ แต่เป็รถเก๋งคันหนึ่ง
สมัยนี้มีจักรยานสองล้อหนึ่งคันก็เทียบได้กับการขับเบนซ์หรือบีเอ็มดับเบิลยูในยุคหลัง ยิ่งเป็รถเก๋งด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง
สวี่จือจือถูกวางไว้ที่เบาะหลัง เธอตื่นเพราะรถสั่นะเื คนที่นั่งข้างคนขับกำลังพูดว่า “ขับนิ่งๆ หน่อย ระวังอย่าให้พลาด”
“อืม” คนขับตอบ
“หวังนังหนูนี่จะเข้ากันได้” คนข้างคนขับถอนหายใจพูด
“พี่ขุย ตามหลักแล้วเป็ลูกสาวบ้านเซียวเหล่าเอ้อร์ พวกหวงซานเกอใส่ใจเกินไปหรือเปล่า?” คนขับพูดอย่างระวัง
“แกจะเข้าใจอะไร?” คนข้างคนขับจ้องอีกฝ่าย “ทำหน้าที่ของแกให้ดี” แล้วหันมาพูดกับสวี่จือจือด้านหลังว่า “ตื่นแล้วก็ไม่ต้องแกล้งหลับอีก”
คนคนนั้นบอกว่านังหนูนี่เ้าเล่ห์มาก เป็อย่างนั้นจริงด้วย โชคดีที่เขาเผลอมองกระจกมองหลัง แล้วเห็นสวี่จือจือขยับมือ
สวี่จือจือเห็นท่าไม่ดี จึงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกคุณ…เป็ใครกันแน่? ทำไมต้องจับฉันมาที่นี่?”
“อันนี้เธอไม่ต้องรู้มาก” จ้าวขุยยิ้มจางๆ พูดว่า “สาวน้อยไม่ต้องกลัว แค่ชวนเธอไปเป็แขกที่เมืองหลวงเท่านั้นเอง”
เมืองหลวง?
สวี่จือจือใจเต้นแรง พูดตะกุกตะกักว่า “ฉัน…พวกคุณจับฉันไปทำอะไรที่เมืองหลวง?”
“อ้อ แค่ชวนไปเป็แขก” จ้าวขุยพูด
“เป็แขก? ฉันไม่รู้จักคนในเมืองหลวงสักหน่อย” สวี่จือจือพูด
“เขารู้จักเธอก็พอ” จ้าวขุยพูด พูดจบไม่รอให้สวี่จือจือพูดต่อ เขายื่นถุงให้เธอ “ข้างในมีน้ำกับขนมปัง กินไปก่อน เดี๋ยวถึงเมืองข้างหน้า พี่จะพาเธอไปกินของดีๆ”
ดีกับเธอขนาดนี้เชียว?
“แต่ถ้าอยากสบายหน่อยก็อย่าคิดอะไรแผลงๆ ไม่อย่างนั้นพี่ขุยจะไม่พูดดีๆ แล้วนะ”
นึกถึงคำสั่งจากฝั่งนั้นว่าต้องพาคนมาและดูแลให้ดี ห้ามพลาดเด็ดขาด จ้าวขุยจึงผ่อนน้ำเสียงลงว่า “ถ้าเธอร่วมมือดีๆ พี่ขุยรับรองว่าไม่มีอะไรแน่นอน”
อย่างน้อยก่อนถึงเมืองหลวง จะไม่มีเื่อะไร
สวี่จือจือพยักหน้าด้วยความหวาดกลัว
จ้าวขุยร้องอืมด้วยความพึงพอใจ
เด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่งจะฉลาดได้แค่ไหนกัน?
แต่ในใจก็ไม่ประมาท เพราะต้องส่งคนให้ถึงมือหวงซาน งานนี้ถึงจะสำเร็จ
สวี่จือจือแน่นอนว่าไม่ยอมไปเมืองหลวงตามคำพูดง่ายๆ คำพูดสวยหรูว่าไม่มีอะไร การเป็แขกเขาชวนกันแบบนี้เหรอ?
พอถึงเมือง เธอก็ฉวยโอกาสหนี แต่จ้าวขุยคนนี้ก็เก่งกาจ เธอถูกจับกลับมาถึงรู้ว่าเขาเคยเป็ทหารลาดตระเวน ทักษะตามรอยและป้องกันการหนีนั้นสุดยอด
สวี่จือจือหนีไปไม่นานก็ถูกเขาจับตัวได้
สวี่จือจือ “…” น่าจะบอกก่อนสิ
แต่ถึงรู้ว่าจ้าวขุยเก่งขนาดนี้ เธอก็ยังจะหนีอยู่ดี ถ้าสมมติเธอหนีได้ล่ะ?
ตอนนี้ลู่จิ่งซานอยู่ที่เมืองหลวง แต่สวี่จือจือไม่ได้หวังว่าเขาจะมาช่วยได้
ข้อแรก เขามารักษา ขายังไม่หายดี
ข้อสอง เมืองหลวงกว้างใหญ่ จะบังเอิญขนาดนั้นได้ยังไง?
ดังนั้นตอนนี้เธอทำได้แค่ช่วยตัวเองเท่านั้น
แต่โชคร้าย พอใกล้ถึงเมืองหลวง เธอยังคงหาโอกาสหนีไม่ได้
จ้าวขุยคนนี้เ้าเล่ห์เกินไป!
เพียงเธอขยับนิดหน่อย เขาก็รู้ทันที
สุดท้ายพอถึงเมืองหลวง เธอมองจ้าวขุยส่งตัวเธอให้หวงซาน และถูกหวงซานขังไว้ในโกดังที่ไม่รู้จัก
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่รู้ว่าคนพวกนี้จับเธอมาทำไม?
และที่ทำให้สวี่จือจือรู้สึกแปลกยิ่งกว่านั้นคือ หวงซานจัดเธอไว้ในโกดัง ไม่เพียงไม่ทรมานเธอ แต่ยังเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีด้วยของกินของใช้ชั้นเลิศ!
ทุกอย่างดีเยี่ยมสุดๆ!
.............................