ฟางซิ่นขมวดคิ้วขณะกระทืบเท้าไปด้วย พร้อมกับเป่าลมหายใจอุ่นๆ ใส่มือทั้งสองข้าง แล้วตอบกลับอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักว่า “ถึงแม้เฝิงหยงจะมีชื่อเสียงไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ออกจากูเามาหลายปีแล้ว ครั้งนี้ถูกซือหม่าเชวี่ยนส่งออกมาเพื่อขวางทาง เลยต้องเจอกับแม่ทัพผู้ไร้เทียมทานอย่างเ้า เขาก็คงจะปวดหัวไม่แพ้กัน อีกอย่างพื้นที่หกเมืองในแผ่นดินแทบจะถูกแทนที่ด้วยคนที่ไว้ใจได้แล้ว พวกเราไม่มีจุดอ่อนอะไรแล้ว”
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเขาพูดจบและเงยหน้าขึ้นก็สบตากับแววตาที่เต็มไปด้วยความโเี้ของกงจื้อิในขณะนั้น “เมืองจินโจว จวนสกุลอวิ๋น!”
ฟางซิ่นได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนึกถึงติงเหว่ยกับลูกชาย แต่ก็ยังคงงุนงงอยู่บ้าง เขาจึงเถียงกลับว่า “เป็ไปไม่ได้ ต่อให้แม่นางติงและลูกชายจะถูกคนในสกุลอวิ๋นทั้งหลายมองว่าเป็คนในครอบครัว แต่ประการแรกคนภายนอกแทบไม่รู้เื่นี้ ประการที่สองเฝิงหยงไม่น่าจะคิดถึงขั้นจับตัวแม่ครัวคนหนึ่งเพื่อมาบีบบังคับกองทัพอี้จวินแสนกว่านายหรอก”
เมื่อพูดจบเขาก็นึกถึงการทดสอบของท่านพ่อของเขาก่อนหน้านี้ และก้มหัวคำนับอย่างจริงจัง พร้อมพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “เทียนเป่า ก่อนหน้านี้ท่านพ่อของข้าเคยเสนอให้ซือหม่าเชวี่ยนส่งนักฆ่ามาสังหารเ้า แม้ว่าเซียวเฉิงจะงุนงงในตอนแรก ไม่รู้ว่าเขาไปฟังใครมา แต่ก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็แม่นางติงกับลูกชายของนาง ยังไงข้าก็ยังต้องขอโทษแทนท่านพ่อของข้าด้วย”
กงจื้อิเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับรู้สึกว่าตนเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
ตอนที่เซียวเฉิงส่งนักฆ่าไปยังจวนสกุลอวิ๋น คนอื่นๆ ต่างก็คิดว่าคนผู้นี้คงสติแตกแล้ว แต่มีเพียงเขาที่รู้ว่านั่นเป็การตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตของเซียวเฉิง
โชคดีที่อวิ๋นอิ่งฉลาดเฉลียว ผู้าุโเหว่ยก็กลับมาทันเวลาพอดีไม่เช่นนั้นแม้ว่าเขาจะไม่ใช้ทหารแสนกว่านายของกองทัพอี้จวินเพื่อแลกกับติงเหว่ยสองแม่ลูก แต่อย่างน้อยก็ต้องเสียการควบคุมอย่างแน่นอน ดังนั้นแม้จะเข้าใจได้ว่าท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่เคยเป็อาจารย์ครึ่งหนึ่งนั้นมีเจตนาจะทดสอบ แต่เมื่อนึกถึงการที่เกือบจะทำให้ติงเหว่ยสองแม่ลูกต้องตกอยู่ในอันตราย เขาก็ยังไม่อาจปล่อยวางได้
“เมื่อถึงวันเข้าเมืองหลวง ข้าจะคุยเื่นี้ต่อหน้าท่านอาจารย์ด้วยตนเอง เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเ้า เ้าไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิดและโทษตนเอง”
ฟางซิ่นเห็นว่าสหายไม่ได้มีท่าทีโกรธแค้น ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา และตอบด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “ท่านพ่อของข้าชอบสะสมของดีไว้ไม่น้อย อย่าลืมรีดไถเขาเพิ่มอีกสักหน่อย แล้วก็ช่วยข้าเอาภาพเขียนดีๆ มาสักสองสามภาพด้วย โดยเฉพาะภาพูเาที่เขารักมากที่สุด จำไว้ว่าจะต้องเอาภาพนั้นมาให้ได้ รับรองว่าเขาจะต้องเสียใจจนไม่กล้าหาเื่เ้าอีกตลอดชีวิต”
กงจื้อิยิ้มบางๆ สายตามองไปยังที่ไกลๆ แต่ยังคงมีความกังวลที่ไม่อาจสลัดออกได้อยู่บ้าง ไม่ใช่แค่ฟางซิ่นที่ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ว่าติงเหว่ยกับลูกชายนั้นสำคัญกับเขาเพียงใด แม้ในวันนั้นเซียวเฉิงและนักฆ่าพวกนั้นจะถูกฆ่าตายหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ว่าข่าวจะรั่วไหลหรือไม่ หากเฝิงหยงปิดบังความจริงเอาไว้แล้วมุ่งหน้าไปจินโจว ติงเหว่ยกับลูกชายจะไม่ตกอยู่ในอันตรายงั้นหรือ?
“ข้าต้องกลับไปเมืองจินโจวสักรอบ หากาปะทุขึ้นมาให้ฟังคำสั่งของท่านแม่ทัพาุโฉู่ ส่วนงานราชการให้เ้าจัดการตามที่เห็นสมควร”
“อะไรนะ?” ฟางซิ่นได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกใ เขาชี้ไปยังค่ายทหารที่แ่าอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วถามด้วยความไม่มั่นใจว่า “เ้าหมายความว่าจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่แล้วกลับไปจินโจวอย่างนั้นหรือ? แบบนี้ไม่ได้แน่ๆ พื้นที่หกเมืองในแผ่นดินนี้เพิ่งจะสงบลง หากระหว่างนี้เ้าเกิดอะไรขึ้นจนทำให้ล่าช้าไปแม้สักนิด เกรงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที”
แต่กงจื้อิส่ายศีรษะและยืนยันหนักแน่นว่า “ข้าจำเป็ต้องไปสักรอบ ข้าจะบอกอะไรแก่ท่านแม่ทัพาุโฉู่อีกเล็กน้อย ข่าวนี้ให้ปิดบังไว้ หากมีใครถามก็บอกว่าข้าเป็หวัด”
“ทำไมต้องกลับไปด้วยเล่า?” ฟางซิ่นไม่ยอมแพ้และพยายามเกลี้ยกล่อมต่อไป “หากเ้ามีเื่สำคัญอะไร เ้าก็ให้ข้าไปจัดการแทนเถอะ ข้าจะได้รับแม่นางติงกับลูกชายมาที่นี่ด้วยเลย ที่ไหนจะปลอดภัยยิ่งกว่าอยู่ในกองทัพ รอจนสิ้นปีแล้วบุกตะลุยไปยังซีจิง เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะสงบสุขถาวรแล้ว”
ไม่คาดคิดว่าคำพูดนี้กลับทำให้กงจื้อิยิ่งยืนยันที่จะเดินทาง “ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมอีกแล้ว ข้าจำเป็ต้องไปให้ได้”
เมื่อพูดจบ เขาก็หันหลังเดินกลับไปยังกระโจมใหญ่ ทิ้งให้ฟางซิ่นกระทืบเท้าด้วยความกังวล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงได้แต่เร่งคิดหาวิธีที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ อย่างไรการที่แม่ทัพใหญ่คนหนึ่งบอกว่าจะทิ้งกองทัพนับหมื่นไป มันเป็เื่ง่ายมากที่จะทำให้ทหารหวั่นใจ
ท่านแม่ทัพาุโฉู่ได้รับคำสั่งให้คุมกองทัพทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่อาจฝ่าฝืนคำสั่งได้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำสั่งอย่างเคร่งครัด
คืนนั้นมีหิมะตกลงมาเบาๆ ลมหนาวพัดผ่าน ทำให้รู้สึกเ็ปราวกับถูกตีด้วยไม้ แต่ประตูค่ายของกองทัพอี้จวินกลับเปิดออกอย่างเงียบๆ ทหารม้าร้อยนายในชุดคลุมสีดำก็ควบม้าเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่นานก็หายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย…
เดือนสิบสองเป็่เวลาที่ยุ่งและตื่นตระหนก เมื่อเข้าสู่เดือนนี้ทุกที่ก็มีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว
หากถามเด็กๆ ว่าชอบ่เวลาไหนที่สุด ก็คงจะเป็เดือนสิบสองนี้แน่นอน เนื่องจากบนูเาจะมีผลไม้และของป่าอุดมสมบูรณ์มากกว่า่เดือนเก้า เพราะในเดือนนี้แม้จะยากจนเพียงใด คนเป็แม่และยายก็จะหาวิธีทำอาหารอร่อยๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง แน่นอนว่าเด็กๆ จึงมักจะได้ลิ้มลองอาหารอร่อยๆ ก่อนเวลา
ในไร่สกุลอวิ๋นปีนี้มีทหารมาเพิ่มสองร้อยนาย รวมกับทหารที่าเ็อีกกว่าร้อยนาย และยังมีสตรีและเด็กอีกเป็ร้อยคน เรียกได้ว่าบรรยากาศคึกคักอย่างที่สุด
ก่อนที่กองทัพอี้จวินจะออกเดินทาง กงจื้อิได้ทิ้งข้าวสารไว้ให้เพียงพอสำหรับใช้ทำอาหาร และยังทิ้งเงินอีกหนึ่งหมื่นตำลึงไว้ให้ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าติงเหว่ยและลูกชายจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน
ติงเหว่ยไม่ได้เป็คนขี้งก เวลาที่คิดถึงกงจื้อินางก็จะตั้งใจหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองคิดถึงมากนัก ดังนั้นตอนที่กำลังเข้าสู่เดือนสิบสองเฉิงต้าโหยวจึงพาคนไปฆ่าหมูและแกะ บางครั้งก็เข้าเมืองไปหาซื้อของใช้สำหรับปีใหม่ ทำให้เวลาที่เด็กๆ ในจวนเห็นรถม้ากลับมาแต่ละครั้งก็ตื่นเต้นวิ่งตามมาด้วยความดีใจ และมักจะได้แบ่งฮวาเซิงถังหรือเตี่ยนซินมากินทุกครั้ง หลังจากนั้นก็เข้านอนด้วยความสุขใจจนฝันเห็นรอยยิ้ม
วันนี้เป็วันที่แปดเดือนสิบสอง ติงเหว่ยตื่นเช้าขึ้นมาต้มโจ๊กแปดธัญพืชด้วยตนเอง เมื่อสองผู้าุโไม่อยู่ที่จวนนางจึงไม่ต้องแบ่งปันข้าวต้มไปไหน นางพาอวิ๋นอิ่งและอวิ๋นหยา รวมทั้งเฉิงเหนียงจื่อมานั่งล้อมวงรอบโต๊ะด้วยกัน พวกนางพูดคุยกันไปพลางกินข้าวต้มไปพลาง
เอ้อหวาและอันเกอเอ๋อร์กินอิ่มแล้วก็วิ่งไปเตะลูกบอลหนังวัวที่เฉิงเถี่ยหนิวซื้อมาให้จากในเมือง ต้าหวาที่รู้ความแล้วก็คอยยืนเก็บลูกบอลให้ แต่เด็กเล็กสองคนช่างซุกซนเหลือเกิน พวกเขาเตะลูกบอลวิ่งไปทั่วจนต้าหวาต้องคอยดึงกางเกงอยู่ตลอด
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็หัวเราะก่อนพูดว่า “่นี้ต้าหวาคงเหนื่อยหน่อย ให้รางวัลเขาด้วยชุดเครื่องเขียนสำหรับปีใหม่ แล้วก็เพิ่มผ้าอีกผืนไปตัดเสื้อหนาๆ กับกางเกงใหม่ให้เขาด้วย”
เฉิงเหนียงจื่อรีบปฏิเสธ “แม่นางอย่าได้ให้เกียรติเ้าเด็กดื้อเกินไปเลย เขาได้เล่นกับคุณชายน้อยก็ถือเป็วาสนาของเขาแล้ว”
แต่ติงเหว่ยกลับส่ายศีรษะและถามต่อไปว่า “ที่ค่ายทหาร โรงงาน และหมู่บ้านได้แบ่งโจ๊กแปดธัญพืชไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“แม่นางโปรดวางใจ” อวิ๋นหยาตอบรับ “ข้าคอยดูตอนที่ผู้ดูแลเฉิงสั่งให้คนไปแบ่งมาแล้ว ที่โรงงานส่งให้พี่สะใภ้หลิวมา หมู่บ้านส่งพี่สะใภ้หยวนมา ส่วนค่ายทหารพี่เฉิงเอาไปส่งให้เอง”
“ดีแล้ว่นี้อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวจะสิ้นเปลืองฟืน ให้ทุกคนได้อยู่กันอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะที่โรงงานที่ครึ่งหนึ่งเป็เด็กๆ” พูดถึงตรงนี้ ติงเหว่ยก็นึกถึงการเรียนหนังสือของเด็กๆ และจึงหันไปบอกเฉิงเหนียงจื่อว่า “แจ้งผู้ดูแลเฉิงให้ทราบว่าก่อนวันปีใหม่ให้ทดสอบเด็กๆ ที่เรียนหนังสือ ใครเรียนดีก็ให้รางวัลด้วย”
“เ้าค่ะ อีกเดี๋ยวข้าจะไปบอกเขา”
เพราะเฉิงต้าโหยวสอนหนังสือให้เด็กๆ ทุกคืน ทำให้เฉิงเหนียงจื่อได้รับการเคารพนับถือจากเด็กๆ ว่าเป็ “อาจารย์หญิง” นางจึงรู้สึกยินดีแทนเด็กๆ ที่จะได้รับรางวัล และคิดว่ารีบกินให้เสร็จแล้วจะไปแจ้งข่าวดีทันที
เมื่อพูดคุยกันได้สักพัก ทุกคนก็กินเสร็จ อวิ๋นอิ่งกำลังจะเก็บจานชาม แต่แล้วจู่ๆ ก็หันข้างไปฟังอะไรบางอย่าง ก่อนจะออกไปข้างนอกแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยที่กำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์ใส่เสื้อนวมและคิดจะพาเขาออกไปเดินเล่น เมื่อเห็นอวิ๋นอิ่งมีท่าทางแปลกๆ จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น มีข่าวจากกองทัพใหญ่ส่งมางั้นหรือ?”
แต่เดิมติงเหว่ยกับลูกเกือบถูกจับตัวไป กงจื้อิกลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีก เขาจึงทิ้งทหารไว้สองร้อยนาย และยังคิดจะทิ้งกลุ่มองครักษ์เงาไว้อีกกองหนึ่งด้วย แต่ติงเหว่ยที่กลัวเขาจะขาดกำลังคนในสนามรบจึงยืนกรานให้เขาถอนกลุ่มองครักษ์เงากลับไป ทั้งนี้เพราะไร่แห่งนี้อยู่ห่างจากจินโจวเพียงสิบกว่าลี้เท่านั้น หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับทหารในไร่ก็สามารถยกกำลังมาถึงในเวลาไม่เกินสองเค่อ ดังนั้นรับรองว่าปลอดภัยแน่นอน
สุดท้ายกงจื้อิยอมถอนองครักษ์เงากลับไป แต่ยังคงทิ้งนกพิราบสื่อสารไว้ให้สองตัว ปกติอวิ๋นอิ่งจะเป็คนดูแลเพื่อให้สะดวกในการส่งข่าวสารระหว่างสองฝ่าย
เมื่ออวิ๋นอิ่งนำแผ่นกระดาษเข้ามา ติงเหว่ยก็เดาว่าเป็จดหมายจากกงจื้อิจึงรีบคว้ามาอ่านทันที
ปรากฏว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งสงสัย เพราะกงจื้อิบอกให้นางเก็บข้าวของสัมภาระและย้ายเข้าไปอยู่ในที่ว่าการเป็ระยะยาว ไม่พูดถึงเื่การจัดเตรียมของสำหรับปีใหม่ที่กำลังคึกคักในไร่ ซึ่งดูจะดีกว่าการไปอยู่ในที่ว่าการที่เงียบเหงามากไม่รู้ตั้งกี่เท่า จะให้ทิ้งเหล่าทหาราเ็จำนวนมาก รวมถึงสตรีและเด็กในโรงงานก็คงไม่ดีเท่าไรนัก
อวิ๋นอิ่งสังเกตเห็นว่าบนกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุจดหมายมีการทาสีแดงที่แสดงถึงความเร่งด่วน จึงได้แอบอ่านจดหมายล่วงหน้าไปแล้ว และเมื่อเห็นว่าติงเหว่ยลังเลก็พูดว่า “แม่นาง นายน้อยอาจมีเหตุผลบางอย่าง หากไม่เช่นนั้นคงไม่ให้ท่านเข้าเมืองในเวลานี้เป็แน่”
ติงเหว่ยกัดริมฝีปาก คิดถึงเหตุการณ์เสี่ยงอันตรายครั้งก่อนแล้วก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
“งั้นข้าจะเก็บข้าวของและสัมภาระ เ้าไปบอกผู้ดูแลเฉิงให้แจ้งข่าวกับค่ายทหาราเ็และหมู่บ้านด้านนอกสักหน่อย บ่ายนี้เราจะเข้าเมืองกัน และถ้าจะไปพักในที่ว่าการ เราต้องแจ้งเ้าเมืองเฉียนด้วยน่ะสิ?”
“แม่นางโปรดวางใจ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เอง ท่านดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดีก็พอแล้ว พวกเราจะต้องรีบเข้าเมืองให้เร็วที่สุด”
อวิ๋นอิ่งพูดกำชับแล้วก็รีบเดินออกไปทันที ติงเหว่ยไม่รู้ว่าเหตุใดถึงรู้สึกไม่สบายใจ นางยกมือขึ้นคิดจะรินน้ำชาดื่มเพื่อทำใจให้สงบ แต่คิดไม่ถึงว่าถ้วยชากลับตกลงพื้นแตกเป็สองส่วนอย่างไม่มีสาเหตุ
ติงเหว่ยรู้สึกตื่นตระหนกในทันทีราวกับมีบางอย่างที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
“อวิ๋นหยา อวิ๋นหยา!” นางะโเรียกอวิ๋นหยาที่กำลังเล่นกับเด็กๆ ในสวน “รีบพาเด็กๆ กลับมาเร็วเข้า แล้วมาช่วยข้าเก็บของ พวกเราจะเข้าเมือง!”
อวิ๋นหยาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบเข้าเมืองด้วย แต่นางมีข้อดีอย่างหนึ่งคือเชื่อฟัง เมื่อได้รับคำสั่งจากเ้านายนางก็รีบลงมือทำทันที สำหรับเด็กทั้งสามคนตราบใดที่มีของกินของใช้จะให้ไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
การที่เ้าบ้านจะเข้าเมืองทำให้ชาวบ้านเกิดความสงสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เฉิงต้าโหยวก็หาทางออกด้วยการโกหกเล็กน้อยว่าพวกขุนนางและตระกูลเศรษฐีในเมืองได้เตรียมของสำหรับปีใหม่ให้กับกองทัพอี้จวินมากมาย ติงเหว่ยต้องไปช่วยจัดการ และต้องไปร่วมงานเลี้ยงหลายที่ด้วย เดี๋ยวนางจะกลับมาหลังปีใหม่
เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกภูมิใจ อย่างไรเ้าบ้านยังได้แจกจ่ายข้าวสารและเนื้อหมูสำหรับปีใหม่ไว้ให้แล้วอีกด้วย ในคืนวันที่สามสิบพวกเขาแค่คุกเข่าขอบคุณที่ลานบ้านก็เพียงพอ
เพียง่เช้าติงเหว่ยก็เก็บของเสร็จสิ้น และได้จัดการธุระในจวนทุกอย่างเรียบร้อย แต่ที่ค่ายทหาราเ็กลับมีปัญหาเกิดขึ้น
