กลีบเหมยสีชมพูปลิวว่อนกลางลานหิมะบางเบา วันนั้นคือวันที่สิบสี่ เดือนสองวันวันแห่งความรัก
แต่สำหรับจือจื่อ… นั่นคือวันที่โลกทั้งใบกลับตาลปัตร
เช้าวันนั้น อากาศสดชื่นแต่เยว่จื่อกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งหนักอึ้งอยู่บนอก สองวันแรกที่นางลืมตาขึ้นมาในร่างของเย่จือร่างอ้วนตุ๊บตั๊บที่ไม่คุ้นเคย มือกลมๆ ขาวนุ่มยกขึ้นแตะแก้มตัวเองอย่างงุนงง เมื่อสาวใช้ เหมยจิ้งเดินเข้ามา
“พระสนมทำไมทำหน้าเศร้าเ้าคะหิวแล้วสินะ”
“ข้ายังไม่หิวเลย แต่เบื่อๆๆๆๆ ที่จะต้องมานั่งในตำหนักทั้งวัน”
“ออกไปเดินเล่นดีไหมเ้าค่ะ”
เหมยจิ้งแปรงผมแล้วก็หาอาภรณ์สีสดใสให้ อาภรณ์สีสดใบหน้างดงามทว่าอ้วนไปหน่อยไม่หน่อยล่ะมากเลยทีเดียว
“ข้าจะต้องเดินใช่ไหม”
“เ้าค่ะเดินออกกำลังกาย เพื่อที่จะให้จิตใจสงบลงบ้าง หลังจากที่เครียดจากการรอคอยและคิดถึงฝ่าาทุกวัน” เหมยจิ้งพูดเื่จริง แต่เยว่จือในตอนนั้นกลับคิดว่าดีเสียอีก
เยว่จื่อตัดสินใจออกจากตำหนัก
ดอกไม้แสนสวยเบ่งบานสองข้างทางเยว่จืออดที่จะตื่นเต้นเสียไม่ได้
“สวยจัง…เราสองคนมาทุกวันเลยดีไหมเหมยจิ้ง” เหมยจิ้งยิ้ม
“เ้าค่ะทุกวันเลยเ้าค่ะ ถ้าพระสนมชอบเราจะมากันทุกวัน”
“เฮ้อสวยจริงๆ เลยข้ากำลังคิดว่าทำตำหนักของเราควรมีใครมาปลูกดอกไม้แบบนี้บ้างแต่พวกเขาละเลยเราไป”
“โธ้พระสนมฝ่าาไม่เคยเสด็จมาคนพวกนั้นจึงไม่จำเป็ต้องหาอะไรที่เจริญหูเจริญตามาไว้ที่ตำหนักเราหรอกเ้าค่ะ”
“อย่าตอกย้ำสิฮ่าาาาๆๆๆๆ ข้ากำลังจะลืมเลย” เหมยจิ้งยิ้ม
“เห็นพระสนมหัวเราะได้แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อยเ้าค่ะหากอยากจะดูดอกไม้คราวหลังเราก็ออกมาทุกเช้าเลยเ้าค่ะ”
เยว่จือพยักหน้าหงึกงักพลางก้มลงดอมดมกลิ่นหอมจากดอกไม้
“ฮะฮะๆๆๆ สนมอ้วนหรือ ตายแล้ว....ไหนใครบอกว่าสนมคนนี้นางนอนเป็ผักแต่ในตำหนักทำไมวันนี้ออกมาเดินได้ ตายแล้วคงจะได้ข่าวว่าฝ่าาจะเสด็จที่ส่วนท้ายของวังหลวงสินะ”
เสียงสนมคนหนึ่งในจำนวนหลายคนที่เดินมาเป็ทิวแถวเหมือนกับมีงานสำคัญพวกนางเองก้มารอรับฝ่าาไม่สิมาดักรอฝ่าา
ยังตั้งสติไม่ทัน เสียงขันทีประกาศก็ดังขึ้น
“ฝ่าาเสด็จ”
เงียบกริบ
เหล่าสนมต่างยืนเรียงแถวย่อกายบางคนถึงกลับแทรกขึ้นมา้าเพื่อให้หยงชิงได้เห็นหน้าพวกนางชัดๆ
“อย่าบังข้าสิ เ้านั่นแหละอย่าบังข้าสิ”
“ถอยไป เ้านะสิถอยไป”
“ฝ่าาเสด็จแล้วเงียบหน่อย” เหมือนกับเหล่าแฟนคลับหรือซาแซงที่กำลังรอจะได้พบศิลปินที่พวกเขาคลั่งไคล้
ร่างสูงชะลูดในฉลองพระองค์สีเข้มก้าวผ่านประตูแสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องจากด้านหลัง ใบหน้าคมคายราวภาพวาด คิ้วเข้มดุจหมึกพาดยาวหล่อเหลาจนไม่อาจบรรยาย ดวงตาลึกสงบแต่แฝงเงาเศร้าอย่างคนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
จือจื่อตะลึงจังงัง หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ
ริมฝีปากอิ่มหลุดคำพูดออกมาเหมือนคนละเมอแต่ดังลั่น
“ใครกัน… ทำไมหล่อจัง”
เหมยจิ้งที่หมอบอยู่ข้างๆ รีบสะกิดเอวกลมของนายหญิงอย่างแรง
“นายหญิงเ้าขา นั่นคือฝ่าาเพคะ นายหญิงบอกเหมยจิ้งว่าความจำเสื่อมนี่คือฝ่าาเ้าค่ะ เช่นนั้นยิ่งต้องถวายพระพรเร็วเ้าค่ะ”
จือจื่อสะดุ้ง รีบพยายามประคองร่างอวบอัดให้คุกเข่าอย่างสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชายแขนเสื้อเลื่อนลงเผยข้อมือกลมๆ ที่สั่นเล็กน้อย
“หม่อมฉัน… ถวายพระพรฝ่าาเพคะ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี…”
เสียงนางสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะสายพระเนตรที่ทอดลงมานั้น
หยงชิงหยุดฝีเท้าเพียงครู่เดียว
ดวงตาคมสบกับดวงตากลมใสที่เงยขึ้นมองอย่างไม่ปิดบังความตื่นตะลึง
วินาทีนั้นเหมือนเวลาหยุดเดิน ตาสบตาดวงตาคู่นั้นไม่หลบตาเหมือนสนมนางอื่นที่ใส่จริตว่าเขินอาย ไม่ประจบ ไม่หวาดกลัว
แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ…และความตื่นตะลึงแบบไร้เดียงสา
เขาเห็นเพียงสตรีร่างอวบอ้วนในชุดชมพูอ่อน… แต่แววตาคู่นั้นกลับใสซื่อบริสุทธิ์ต่างจากคนอื่นที่เคยพบเจอ
และคำว่า หล่อจัง ที่หลุดออกมาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู
หัวใจของหยงชิง… สั่นไหวแปลกๆ
เพียงเสี้ยววินาที
ก่อนหยงชิงจะเบือนหนีอย่างรวดเร็ว
“ลุกขึ้น” รีบสั่งเสียงเรียบ
ปลายหูของฮ่องเต้หยงชิงแดงขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครทันสังเกต นอกจากขันทีเฒ่าโอหยาที่ติดตามใกล้ชิด
แต่แล้วพระพักตร์ก็กลับมาเรียบเฉยในพริบตา
หยงชิงเบือนหน้าหนี ริมฝีปากบางเม้มแน่น ราวกับพยายามสะกดบางอย่างไว้ในอก ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ก้าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชายฉลองพระองค์พัดผ่านแก้มจือจื่อเบาๆ ทิ้งกลิ่นถุงหอมที่หอมเย็นไว้ในอากาศ จือจื่อเงยหน้าสูดลมหายใจพร้อมกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด
หัวใจเต้นรัว
“เขา… โกรธข้าหรือเหมยจิ้งทำไมเขารีบไปก่อนหน้านั้นข้าทำอะไรให้เขาโกรธหรือไม่” กระซิบกับเหมยจิ้ง
เหมยจิ้งกระซิบตอบอย่างร้อนรน
“ฝ่าาทรงเป็เช่นนี้เสมอเพคะ เ็า ไม่ทรงเข้าใกล้สนมใดมานานแล้ว ไม่ใช่สิต้องพูดว่าไม่เคยมีสนมคนไหนได้เข้าใกล้ พวกนางจึงมารอรับเสด็จหวังว่าจะมีใครเข้าตาฝ่าาสักคน สักวันหนึ่งจนได้”
แต่จือจื่อกลับรู้สึกว่าแปลกเหลือเกิน
สายตาเศร้าๆ เหงาๆ นั้น… เหมือนเขากำลังพยายามหนีอะไรบางอย่าง
ขณะเดียวกัน เหล่าสนมทั้งหลายต่างส่งเสียงพูดเจี๊ยวจ๊าวว่าฝ่าาหล่อ
“วันนี้ฝ่าาพูดว่าลุกขึ้นด้วยข้านี้หัวใจแทบหยุดเต้น”
“เสียงฝ่าาเพราะจริงๆ ทุ้มนุ่มหูและอ่อนโยน” จือจื่อ
หยงชิงหยุดเดินใต้ต้นเหมยที่กลีบปลิวร่วง เขาหลับตาครู่หนึ่ง มือกำแน่นอยู่ในแขนเสื้อ
“นาง… ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองอ้วนเพียงนั้น ก่อนนั้นข้าไม่เคยได้ยินว่ามีสนมคนไหนที่ถวายตัวเข้ามาแล้วอ้วน”
เสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้นเพียงเสี้ยว ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้ากลับมาเ็าดังเดิม
แต่ในใจฮ่องเต้ผู้ไม่เคยหวั่นไหวกับสตรีใดมาหลายปี ไม่สิั้แ่จำความได้เขาไม่เคยสบตาหญิงใดต่างหาก
แต่กลับมีภาพดวงตากลมใสที่มองเขาอย่างตรงไปตรงมา… ติดอยู่ไม่ยอมเลือนหาย
และนั่นคือจุดเริ่มต้น
ของเื่ราวทั้งหมด.
