“ตอนนี้ท่านคงตัดสินใจได้แล้วใช่ไหม?”
หลังจากที่องค์หญิงอ่านจดหมายในมือเสร็จก็วางมันลงบนโต๊ะ ด้วยแสงสว่างของประกายไฟเวทมนตร์สีแดง ทำให้ใบหน้าซีดเซียวถูกย้อมด้วยแสงไฟเวทมนตร์จนแดงระเรื่อ ดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องไปยังองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินพลางถามออกมา
ตรงข้ามกัน บุรุษที่ถูกเรียกว่า 'เทพาแห่งเซนิท' กลับนิ่งเงียบอยู่นาน ดวงตาที่เป็ประกายเจือความไม่พอใจในตอนแรกก็หายไปอย่างรวดเร็วราวกับควัน เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “เยี่ยมมากนาตาชา ข้ายอมรับ ข้าให้สัญญาแก่เ้า ว่าจะไม่ส่งคนไปติดตามเื่สูตรยาลึกลับหรือไปคุกคามาาเมืองแซมบอร์ด ก็จริงอย่างที่เ้าพูด เมื่อไรที่ปีกของเขากล้าแกร่งขึ้นมา คงยากที่จะควบคุมเขาได้!”
องค์หญิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มฉายแววโล่งอกออกมา
“แล้วการประลองระหว่างาาเมืองแซมบอร์ดกับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดพรุ่งนี้เล่า ท่านจะไปดูไหม?” นางถาม
“แน่นอนว่าต้องไป!” องค์ชายอาร์ชาวินตอบกลับมาอย่างหนักแน่น “การประลองในครั้งนี้ได้สร้างความสั่นะเืไปทั่วเมืองหลวง พรุ่งนี้จะต้องมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลไปที่สนามประลองดาบอย่างแน่นอน และถ้าาาเมืองแซมบอร์ดสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินครู้ดได้ก็ถือว่ามีค่าคู่ควรที่ข้าจะดึงเข้ามาเป็พวก”
ตอนนี้เอง มีเสียงของอัศวินดังมาจากด้านนอก ก่อนที่หัวหน้าอัศวินเกราะสีเงินจะเดินเข้ามาและทำความเคารพทั้งสองคน จากนั้นก็เข้ามากระซิบบางอย่าง องค์ชายอาร์ชาวินพลันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ที่ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' มีหัวหน้าทหารสามนายถูกลอบสังหาร เื่ใหญ่เช่นนี้ ข้าต้องไปตรวจสอบด้วยตัวเอง!”
เมื่ออาร์ชาวินกับอัศวินเกราะเงินเดินจากไป องค์หญิงใหญ่ก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วครุ่นคิดอยู่ในใจอย่างเงียบๆ ว่า
“พี่ชาย ทั้งๆ ที่ท่านเป็คนใจกว้างและชอบไปมาหาสู่กับพวกนักรบเสมอ แต่ทำไมกับบุรุษที่เต็มไปด้วยพร์อย่างาาเมืองแซมบอร์ด ท่านกลับเ็าและมีอคติต่อเขานักเล่า? เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?”
……
ณ ค่ายทหารของอาณาจักรบริวาร
ในยามค่ำคืน บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว
ถึงแม้ว่าอากาศใน่ต้นฤดูหนาวจะหนาวมาก แต่กลับไม่สามารถดับความคึกคักและเสียงเจี๊ยวจ๊าวในค่ายทหารได้ การต่อสู้ที่ร้านเหล้ากระซิบสายลมเมื่อครู่ได้กระตุ้นเืของพวกเขาให้เดือดพล่าน กองไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจนเกิดเสียงปะทุของไฟดังขึ้นเป็จำนวนมาก
หลังจากลงมาจากรถม้า ซุนเฟยก็มองไล่หลังรถม้าเวทมนตร์ที่อยู่ภายใต้การคุ้มกันอันเข้มงวดขององครักษ์ประจำกายองค์ชายโดมิงเกวซ ไม่ช้าพวกเขาก็พาแพรีสที่ได้รับาเ็เล็กน้อยหายไปในความมืด ซุนเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยการคุ้มกันที่แ่าแบบนี้ แพรีสคงเดินทางกลับถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย ส่วนการร่วมมือระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก็เป็ไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะเกิดเื่ที่เหนือความคาดหมายที่ร้านเหล้ากระซิบสายลมขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ในการมาตามคำเชิญของศัตรูก็บรรลุเป้าหมายแล้ว ถือเป็การเดินทางที่คุ้มค่า!
เสียงะโและความครึกครื้นดังขึ้นจากด้านข้าง โดยเฉพาะเสียงขายของที่ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด ซุนเฟยชอบเดินเที่ยวตลาดตอนกลางคืนและแผงลอยข้างทางมากที่สุด เขาไม่รีบกลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด แต่เลือกที่จะเดินหาที่เงียบๆ และหยิบผ้าคลุมสีดำออกมาจากกำไลเก็บของเพื่อใส่อำพรางกาย จากนั้นก็เลือกเดินเล่นบนถนนที่ดูคึกคักสว่างไสวมากที่สุด
“หนังสุนัขจิ้งจอกสีดำระดับสูงจ้า สามารถต้านทานเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งได้ จะเอาไปทำเสื้อคลุมหรือเกราะเบาก็ดีทั้งนั้น รีบๆ มาดูเลยจ้า เหลือแค่สามผืนสุดท้ายเท่านั้น ราคาผืนละหนึ่งพันเหรียญเงินเท่านั้นน้า…”
“งานฝีมือของสุดยอดปรมาจารย์โลหะ ดาบปลายแหลมจ้า เข้ามาดูก่อนได้เลย หากใช้ดาบเล่มนี้ในการแข่งขัน รับรองเลยว่าจะไม่มีใครต้านทานท่านได้”
“อุปกรณ์จากที่ตั้งเทพปีศาจ ของดีราคาแพง…”
เมื่อซุนเฟยเดินผ่านหน้าแผงลอยแห่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงเรียกลูกค้าดังขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ซุนเฟยชอบความรู้สึกนี้ มันเป็ไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขาเงียบเสียงท่ามกลางเสียงร้องะโพวกนี้ แน่นอนว่า ตามประสบการณ์ชีวิตที่โลกเก่าของเขา หากมองเฉยๆ โดยไม่ซื้อของมันจะสนุกอะไร ต้องเดินไปซื้อไปสิถึงจะสนุก
ตอนนี้ซุนเฟยรวยแล้ว นอกเหนือจากเงินที่อยู่ในการ์ดคริสตัลสีม่วงแสนกว่าเหรียญทองที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนที่โรงแลกเงินแล้ว เขาก็พอมีเหรียญทองและเหรียญเงินบางส่วนติดตัวมาอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นพอเห็นสินค้าแปลกๆ ซุนเฟยก็ไม่ลังเลที่จะซื้อมันมา นี่ทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงความรู้สึกของพวกลูกเทวดา เวลาใช้เงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังขึ้นมาบ้างแล้ว ที่แท้มันก็เพลินแบบนี้นี่เอง
ซุนเฟยเหมาหนังสุนัขจิ้งจอกมาทั้งหมด หลังจากออกแบบเสร็จเขาจะนำมันไปทำเสื้อคลุมให้กับแองเจล่า ส่วนดาบที่สร้างโดยปรมาจารย์อะไรนั่น เห็นได้ชัดว่าเป็สินค้าที่ด้อยคุณภาพ นักรบธรรมดาสามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็ยอดฝีมือล่ะก็ เพียงเขาใส่คลื่นพลังลงไปในดาบ เกรงว่าดาบนั่นคงแตกเป็เสี่ยงๆ และกลายเป็เศษเหล็กในพริบตาแน่นอน
แต่อย่างไรก็ตาม แผงลอยที่ดึงดูดความสนใจของซุนเฟยมากที่สุดก็คือ อุปกรณ์ที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ
แผงลอยนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้าไปมุงดู เห็นได้ชัดว่าคำว่า ‘ที่ตั้งเทพปีศาจ’ ห้าคำนี้เป็สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากที่สุด ซุนเฟยแทรกตัวเข้าไปดูก็พบว่า บนพื้นปูด้วยหนังสัตว์สีดำ ้ามีสินค้าอยู่ประมาณหกเจ็ดชิ้น มีดสั้นที่มีความยาวครึ่งหนึ่งของดาบจำนวนหนึ่งเล่ม ลูกกลมๆ สีดำสวยๆ สองลูก และของที่มีลักษณะเหมือนสับปะรดอีกสามชิ้น มันเป็ก้อนหินรูปวงรีที่้าปกคลุมด้วยเกล็ดเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ซุนเฟยกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็พบว่า ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายล้อมรอบแผงลอยนี้ แต่คนที่มีกำลังซื้อจริงๆ กลับมีไม่มาก เ้าของแผงลอยนี้เป็ชายชราผมขาวร่างผอม เขาพูดไม่หยุดว่าของพวกนี้ได้มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ แต่จะเป็ที่ตั้งเทพปีศาจที่ไหนหรือระดับที่ตั้งเทพปีศาจอะไรนั้น เขากลับไม่รู้ อีกทั้งราคาที่ติดป้ายบอกไว้ก็สูงอย่างไร้เหตุผล ทุกชิ้นราคาร้อยกว่าเหรียญทองทั้งหมด ทำให้คนที่สนใจในตอนแรกพากันเดินจากไป แต่ถึงอย่างนั้น ชายชราร่างผอมคนนี้ก็ไม่ยอมลดราคาลงอย่างเด็ดขาด
“ข้าว่าของพวกนี้จะต้องเป็ของปลอมแน่ๆ ถ้าเป็ของที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจจริงๆ จะมาอยู่กับตาแก่นี่ง่ายๆ หรือ”
“ตาแก่คนนี้มันขี้โกหกจริงๆ เอาของไร้สาระพวกนี้มาหลอกขายกันชัดๆ...”
“นี่ตา ข้าจะซื้อของพวกนี้ทั้งหมดเลย ถ้าเ้าขายให้ข้าหนึ่งเหรียญทอง ว่าอย่างไร?”
ในบรรดาฝูงชนที่เข้ามามุงดู บางคนที่มีความรู้เล็กๆ น้อยๆ ถึงจะไม่มั่นใจว่าของที่ชายชราคนนี้นำมาขายจะเป็ของที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจจริงๆ หรือไม่ แต่กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาจากของพวกนี้กลับลึกลับมาก มันจะต้องไม่ใช่ของธรรมดาๆ เป็แน่ ดังนั้นจึงมีบางคนที่พยายามพูดโน้มน้าวให้ชายชราหัวแข็งคนนี้ ยอมลดราคาลงเพื่อที่จะซื้อของพวกนี้ในราคาถูก
“ไม่ได้ๆ ของทุกชิ้นหนึ่งร้อยเหรียญทองเท่านั้น น้อยกว่านี้ข้าไม่ขาย!” ชายชราที่สวมเสื้อผ้าปอนๆ ตอบกลับมาอย่างเ็า เขายังคงหัวแข็งขายในราคาที่ตัวเองตั้งไว้
ซุนเฟยคุกเข่าลง ก่อนจะหยิบมีดสั้นมาถือไว้ในมือเพื่อพิจารณา จากนั้นก็หันมาหยิบลูกบอลสีดำไว้ในมือ เขารู้สึกว่าลูกบอลพวกนี้ก็ไม่เลวเท่าไรนัก เมื่อมองไปยังก้อนหินรูปวงรีที่เหมือนสับปะรดสามชิ้นสุดท้าย ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร แต่ก้อนหินพวกนี้ดูเหมือนจะเป็ไข่ของสัตว์บางชนิดที่มีลักษณะคล้ายก้อนหิน ทำให้คนดูออกได้ยากมาก
“ข้าจะซื้อของพวกนี้ทั้งหมด!”
ซุนเฟยตัดสินใจซื้อทั้งหมด เขาเห็นชายชราที่น่าสงสารคนนี้ดูหนาวและหิวมาก ทำให้ซุนเฟยเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา ในเมื่อตอนนี้เขารวยแล้ว จะยื่นมือช่วยเหลือคนอื่นบ้างจะเป็ไรไป ซุนเฟยหยิบเงินทั้งหมดหกร้อยเหรียญทองออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วเทใส่ถุงผ้าเล็กๆ ยื่นไปให้ชายชรา
“ฮึๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องพบกับคนที่รู้จักมัน” ชายชราฉีกยิ้มออกมา เผยให้เห็นฟันเหลืองๆ เนื่องจากฟันแถบหน้าของเขาหายไปหมด ทำให้พูดไม่ค่อยชัด เขาร้อนรนรับถุงเงินมา ก่อนจะใช้สองนิ้วคีบเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญ จากนั้นก็ใช้ฟันตัวเองกัดเพื่อทดสอบว่าเป็ของจริงหรือของปลอม เมื่อพบว่าเป็ของจริงก็ยิ้มร่าออกมา
บุรุษที่คิดจะกล่อมให้ชายชรายอมขายของให้ตัวเองในราคาถูกก็ชักสีหน้าออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นของที่ตัวเองหมายตาไว้ถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา เขามองไปยังซุนเฟยด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา คนบางคนก็ไม่ใช่คนโง่
การที่มีคนสามารถควักเงินหกร้อยเหรียญทองออกมาอย่างง่ายๆ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายประเภท ใครจะรู้ว่าเื้ัของอีกฝ่ายอาจจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดาก็ได้
ซุนเฟยก้มหน้าลงมองดูสินค้าบนหนังสัตว์ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพิศวง ขณะที่จะเงยหน้าถามบางอย่างเกี่ยวกับสินค้าพวกนี้ ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเ้าของแผงลอยนั้น ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“ด้วยพลังของข้า เป็ไปไม่ได้ที่ข้าจะไม่รู้ตัวว่าชายชราคนนั้นได้เดินจากไปแล้ว?” ซุนเฟยพลันรู้สึกว่าเื่นี้มันชักจะแปลกๆ ขึ้นมาเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าการซื้อขายเสร็จสิ้น ฝูงชนก็เริ่มแยกย้าย
“หนุ่มน้อย เ้าหลงกลแล้ว ตาแก่คนนั้นน่ะ เดินเตร็ดเตร่อยู่ในค่ายมาหลายวันแล้ว ทุกวันก็เอาแต่ของเก่าๆ พวกนั้นมาขาย และพล่ามว่าเป็ของที่ได้มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ หลอกเอาเงินคนอื่นไปไม่น้อยเลย…” ชายวัยกลางคนที่ดูซื่อๆ เดินเข้ามาเตือนซุนเฟย
ซุยเฟยพยักหน้าพลางกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็เก็บของพวกนั้นใส่แหวนเก็บของแล้วเดินเล่นต่อ
ซุนเฟยรู้สึกว่าเื่นี้อาจจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด
สถานที่ตั้งค่ายทหาร ในค่ายทหารอาณาจักรบริวาร เว้นระยะห่างค่ายละหนึ่งร้อยเมตร ตลอดทางที่ซุนเฟยเดินผ่านก็ได้ยินเสียงร้องอย่างคึกคักดังออกมาจากค่ายทหาร ซุนเฟยคอยสังเกตค่ายทหารแต่ละอาณาจักรทั้งสองฟากฝั่ง ค่ายทหารมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป แต่ละค่ายไม่ขาดแคลนนักรบผู้กล้า ซุนเฟยรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของเหล่านักรบที่แข็งแกร่งและอ่อนแอปะปนกันไปในค่ายทหารต่างๆ นี่คือยอดฝีมือของแต่ละอาณาจักร!
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่บนท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะมากมายตกลงมา นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยได้เห็นหิมะตกหลังจากที่ทะลุมิติมายังแผ่นดินอาเซรอท
ยิ่งเวลาผ่านไปนาน เกล็ดหิมะก็ยิ่งตกหนักขึ้น ไม่ช้า แผ่นดินก็ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว
ตอนนี้เอง เขาก็ได้ยินเสียงร้องเบาๆ ดังออกมา เสียงร้องนี้ดึงดูดความสนใจของซุนเฟยได้ชะงัก
---------------
