แต่ครั้งนี้ กระทั่งเยวี่ยเจาหรานที่ประหนึ่งมีญาณทิพย์คิดคำนวณไว้อย่างดีแล้ว ก็ยังผิดพลาดอย่างคาดไม่ถึง… เขาพลาดไปจริงๆ แล้วยังมั่นใจเสียขนาดนั้น ช่างผิดพลาดนัก
มีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า สิ่งที่เห็นด้วยตาตนเองนั้นน่าเชื่อถือมากกว่าสิ่งที่ได้ยินมา เป็หลักการที่สมเหตุสมผลมาก อีกทั้งหลักการนี้ก็สามารถนำมาใช้กับสวี่ชิวเยวี่ยได้
พูดได้ว่า ระหว่างผู้หญิงด้วยกันจะสามารถเข้าใจและคาดเดาได้แม่นยำกว่าสายตาผู้ชายมากนัก ผู้หญิงเท่านั้นที่รู้ว่าใครคือดอกบัวขาวจริงๆ [1]
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามที่เยวี่ยเจาหรานกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเผชิญหน้ากัน ในที่สุดเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็พ่ายแพ้ และเป็การโต้วาทีที่จบลงอย่าง ‘ราบรื่น’ โดยไร้ประโยชน์ที่สุด ถึงอย่างไรสวี่ชิวเยวี่ยก็รู้ตัวแล้ว ดังนั้นผลลัพธ์การโต้วาทีครั้งนี้ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เท่ากับว่าเป็การโต้วาทีที่ไร้ประโยชน์
แม้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยอมรับว่าตัวเองล้มเหลวในการโต้วาที แต่ในใจของนาง สิ่งที่นางพูดล้วนมีเหตุผล ถึงแม้ว่าสวี่ชิวเยวี่ยยังไม่ฟื้นตัวในทันที แต่นางกล้ามากขึ้นเพื่อตามหาความ้าของ ‘ตัวเอง’ ที่แท้จริงอีกครั้ง อย่างน้อยสวี่ชิวเยวี่ยก็ต้องฟื้นกำลังในระยะเวลาอันสั้น เพื่อตามหาความ้าของตัวเองอีกครั้ง
“ข้าไม่พูดกับเ้าแล้ว เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจเ้า!”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่เถียงไม่ชนะเยวี่ยเจาหราน จึงชิงยกธงขาวยอมแพ้เพื่อหลอกให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าเป็การแสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย หลังจากนั้นก็เทน้ำชาให้ตัวเอง แล้วพูดอีกครั้งว่า “วันนี้ถือว่าเ้าชนะ”
ผู้ที่ได้รับชัยชนะอย่างเยวี่ยเจาหรานดูดีอกดีใจอย่างชัดเจน อิ่มอกอิ่มใจจนซ่อนไว้ไม่มิด เขาจึงถือโอกาสไม่ปกปิดความดีใจนี้อีกต่อไป และพูดว่า “ถือว่าข้าชนะได้อย่างไร? ข้าชนะแบบเห็นๆ!”
“ดีดีดี เ้าชนะ เ้าชนะ...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกระดกน้ำชาลงคอ พูดอย่างผ่อนคลายว่า “เอาล่ะ ท่านเยวี่ยผู้ชนะ สามารถตอบข้าสักหน่อยได้หรือไม่ว่าเตรียมตัวเื่การล่าสัตว์เป็อย่างไรบ้าง?”
โอ้ ลืมบอกไปว่า เหตุผลที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็กังวลว่าท่านอาจารย์เยวี่ยจะจัดการข้าวของเครื่องใช้ในการล่าสัตว์เสร็จแล้วหรือไม่นั้น เพราะว่าข้าวของทั้งหมดของตนได้ยกให้เยวี่ยเจาหรานเป็คนจัดการ ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้นางยังคงยุ่งกับอาจารย์อวี้ และวันหยุดอันแสนมีค่าก็ถูกท่านแม่ผู้แสนวิเศษและท่านอาจารย์อวี้มอบหมายให้ทำงาน ดังนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงเป็แค่ผู้ ‘สั่งการคนอื่น’ ให้นำสิ่งของสำคัญของตัวเองส่งให้กับอาจารย์เยวี่ยท่านนี้
“อ้อ! ของพวกนั้นหรือ!” เยวี่ยเจาหรานแสดงสีหน้าออกมาอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง หลังจากนั้นเขาหันกลับไปตบหน้าอกตัวเองเบาๆ และพูดว่า “เตรียมข้าวของเกือบพร้อมแล้ว แต่คันธนูที่เ้า้า ข้ายังหาไม่พบ”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้ฟังสองสามประโยคแรกรู้สึกโล่งใจ แต่พอฟังประโยคหลังของเยวี่ยเจาหรานถึงกับครุ่นคิด “ทำไมถึงไม่พบล่ะ? ธนูคันนั้นข้าใช้มาั้แ่เด็กตอนที่ข้าตามท่านพ่อไปเข้าฝึกกับกองทัพ ถ้าไม่มีธนูคันนี้ ข้าคงรู้สึกไม่สบายใจมาก”
ถึงแม้ว่าเยวี่ยเจาหรานจะไม่เข้าใจศิลปะการต่อสู้อย่างถ่องแท้ แต่เมื่อเห็นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วให้ความสำคัญกับธนูมากเท่าไร เยวี่ยเจาหรานก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับนักกวีที่คุ้นเคยกับหมึกและพู่กัน ขุนพลก็ต้องมีอาวุธคู่กายดังเช่นธนูและดาบล้ำค่า ถ้าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่มีอาวุธที่นางเคยชิน คงทำให้นางไม่มั่นใจ
ดังนั้นเยวี่ยเจาหรานไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจหรือเหยียดหยาม แต่พูดกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างจริงจังว่า “ข้าให้คนค้นหาในโกดังแล้ว แต่พวกเขาบอกว่าไม่เคยเห็นธนูคันนั้นเลย ส่วนผู้เฒ่าคนเก่าแก่ที่ดูแลโกดังบอกว่า เขาประทับใจธนูคันนั้น แต่เวลาก็ผ่านไปนานแล้ว ไม่รู้มันไปไหนแล้ว…”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตบหน้าตักตัวเองด้วยความโกรธแล้วพูดว่า “ถ้าข้ารู้เร็วกว่านี้ ข้าจะเอาขึ้นเขาไปด้วย น่าเสียดายที่ตอนนั้นอาจารย์ไม่อนุญาตให้นำอาวุธขึ้นไป มิเช่นนั้นข้าจะไม่ปล่อยให้มันห่างจากกายข้า… ท่านพ่อท่านแม่ไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลยไม่ได้ดูแล ไปๆ มาๆ ก็หาไม่พบเสียแล้ว!”
“เ้าอย่าใไป วันพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปหาอีกรอบหนึ่ง ก็น่าจะอยู่ในโกดังนั่นแหละ แค่ธนูหนึ่งคัน มันจะหนีไปไหนได้?”
เยวี่ยเจาหรานตบหลังเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้อารมณ์ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วดีขึ้น
เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น เยวี่ยเจาหรานรีบวิ่งไปโกดังเพื่อหาคันธนูของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ถึงอย่างไรวันพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางไปพร้อมฮ่องเต้ ถ้าชักช้าเกินไปอาจไม่ทัน
ทางด้านเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอยู่ในห้องเพียงคนเดียว นางลุกตื่นขึ้นมาใน่สาย ใครจะรู้ว่าเมื่อนางตื่นลืมตาสาวใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเอาแต่เคาะประตูไม่หยุด ไม่รู้ว่ามีเื่รีบเร่งอะไร แม้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะเกียจคร้านแต่ก็เป็คนที่ไม่้าให้คนอื่นมารอนานเกินไป ดังนั้นจึงลุกจากเตียงแล้วออกไปด้านนอก
“มีอะไรกันหรือ เพิ่งจะ...”
หลังจากเปิดประตู เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังพูดไม่ทันจบ สาวใช้รีบพูดด้วยเสียงเบาว่า “คุณชาย ท่านตื่นแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของท่าน นางมารอท่านนานแล้วเ้าค่ะ เมื่อก่อนท่านไม่อนุญาตให้นางเข้ามา พวกบ่าวก็ไม่กล้าให้นางเข้า แต่นางก็ยังไม่ยอมกลับไป พวกบ่าวไม่กล้าไล่นางเ้าค่ะ”
มิน่าล่ะสาวใช้ที่เฝ้าประตูจึงดูลนลานเช่นนี้ เมื่อก่อนสวี่ชิวเยวี่ยมาที่จวนเยวี่ยเจาหรานกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเกือบทุกวันเพื่อมา ‘ดูแล’ ประการแรกทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่เหน็ดเหนื่อย ประการที่สอง ไปๆ มาๆ ที่นี่ไม่สะดวกนัก สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ว่าเรือนของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับเยวี่ยเจาหรานมีเพียงแค่หลิงหลงและชุ่ยเชี่ยวที่รู้ความจริงจึงสามารถเข้าเรือนได้
สาวใช้ที่เฝ้าหน้าประตูไม่กล้าขัดขวางสวี่ชิวเยวี่ย ถ้าหากไม่ระวังถูกสวี่ชิวเยวี่ยรู้ความลับระหว่างสองตระกูล ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดเื่อันตรายและมีปัญหาตามมามากมายขนาดไหน
นับั้แ่ทั้งสามคนกลับมาจากเขาชิงเฉวียน ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็ไม่ได้มาที่นี่พักหนึ่งแล้ว พวกสาวใช้ที่อยู่ตรงประตูเรือนของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับเยวี่ยเจาหรานส่วนใหญ่ไม่ได้เป็คนของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว และใครจะรู้วันนี้มีคนแปลกหน้ามารอจนสาย ซึ่งทำให้สาวใช้ใ
หลังจากเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพอเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าคร่าวๆ นางปิดตาลงอย่างเงียบๆ แอบคิดถึงสุภาษิตที่พูดไปเมื่อวาน สิ่งที่พูดนั้นเป็ความจริง คราวหลังจะไม่พูดเยอะแล้วเพราะเดี๋ยวคงเป็จริง
เป็วาสนาไม่ใช่คราวเคราะห์ ถ้าเป็คราวเคราะห์ก็หลบไม่พ้น ในสถานการณ์ตอนนี้ทำได้เพียงกัดฟันทน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโบกมือให้สาวใช้ถอยไป ส่วนตัวเองเลือกไปจัดการกับสวี่ชิวเยวี่ยที่อยู่ในจวนเยี่ยน ทำท่าประหนึ่งทัพหน้าที่พร้อมไปพลีชีพ
“อ้าว น้องชิวเยวี่ย ทำไมบังเอิญเช่นนี้ เ้ามาออกกำลังกายยามเช้าหรือ?”
โอ้ พอพูดจบก็รู้สึกว่าประโยคนี้แปลกมาก เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วส่ายหัวสามครั้งในใจอย่างหงุดหงิดเพื่อปฏิเสธการเปิดบทสนทนาแปลกๆ ของตนเอง
ใครจะรู้ว่าสวี่ชิวเยวี่ยนั้นเมื่อเทียบกันแล้วถือว่าใจถึงกว่ามาก นางพูดตรงๆ ว่า “ท่านพี่… ไม่ใช่เื่บังเอิญ ข้ารอท่านอยู่...”
เชิงอรรถ
[1] 白莲花 (báiliánhuā ไป๋เหลียนฮวา) ดอกบัวขาว เป็คำสแลงในเน็ตจีน หมายถึงผู้หญิงที่ภายนอกทำตัวใสซื่อ แต่ภายในซ่อนเื่ไม่ดีไม่งามไว้มากมาย
