บทที่ 156 ผู้ฝึกกระบี่สู่แดนศักดิ์สิทธิ์
เ้าตำหนักจันทราเงินตัดสินใจออกตามหาฉินชูพร้อมกับฉินหลิงซี นั่นเป็เพราะยามนี้ตำหนักจันทราเงินมั่นคงแล้ว ราชวงศ์ดาราเหมันต์ก็หยุดการสู้รบแล้ว ภายในตำหนักจันทราเงินมีผู้เฒ่าเสวี่ยเฝ้าดูแลก็เพียงพอ
หลังจากตระเตรียมเสร็จ เ้าตำหนักจันทราเงินจึงขึ้นเกวียนสัตว์อสูรเดียวกับฉินหลิงซี
“น้องหลิงซี เป็ความสะเพร่าของพี่เอง พี่ไม่ได้รั้งฉินชูไว้ พี่ไม่ได้คิดให้ละเอียด ตอนที่ฉินชูมาถึง พี่รู้สึกว่าหว่างคิ้วของเขามีความละม้ายคล้ายคลึงกับเ้า หากไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันจะมีจุดที่คล้ายกันได้อย่างไร?” เ้าตำหนักจันทราเงินทอดถอนใจ นางรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในการจัดการเื่นี้
“ไม่เป็อะไร เราต้องหาเขาพบแน่ แม้เขาจะซื่อไปบ้าง แต่หาใช่คนโง่เขลา” ฉินหลิงซีกล่าว เมื่อได้ทำความรู้จักในตัวฉินชูผ่านคำบอกเล่าของโม่เต้าจื่อและเ้าตำหนักจันทราเงิน ทำให้นางพอวิเคราะห์ตัวหลานชายของตนเองได้ ฉินชูเป็คนมีสติปัญญาดีเยี่ยม ทั้งยังไม่ทำตัวอยู่ในกรอบ
ส่วนทางฉินชู เขากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศของเขาเทียนเจี้ยน เมื่อพบเจอสัตว์อสูร ก็สังหารและนำมาย่าง หากพบเจอกับคนมาปล้นก็สังหารทันที แล้วปล้นคืน เกวียนของเขาเปลี่ยนแปลงจนดีขึ้นมาก เป็เกวียนสัตว์อสูรชั้นดี ส่วนของนั้นเขาก็ได้มาจากการปล้นเช่นกัน นั่นเป็เกวียนของคุณชายที่มีชาติกำเนิดจากตระกูลใหญ่ที่กำลังออกเดินทางอยู่ แต่เขามาบีบบังคับให้ฉินชูหลบทาง แล้วองครักษ์ที่ขับเกวียนยังกล่าววาจาไร้มารยาท ผลคือฉินชูซ้อมทั้งนายและบ่าวอย่างรุนแรง จากนั้นก็แลกเปลี่ยนเกวียน เดิมทีฉินชูคิดจะให้สาวใช้ของคุณชายผู้นั้นติดตามมาด้วย แต่ลองคิดดูมิสู้ปล่อยไปดีกว่า ทำแบบนั้นจะกลายเป็แย่งชิงหญิงสาวชาวบ้าน ไร้คุณธรรมเกินไป เพราะต่อให้เขาปล่อยตัวสตรีผู้นั้นในภายหลัง ความบริสุทธิ์ของสตรีผู้นั้นก็อาจกลายเป็ที่กังขา
นั่งอยู่ภายในเกวียนที่แสนสบาย ฉินชูรู้สึกว่าไม่เลวเลย เกวียนชั้นเยี่ยมช่างสบายนัก ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่ะเืเท่าใดนัก
ยามราตรีมาเยือน ฉินชูขับเกวียนขึ้นเขา ให้อาหารสัตว์อสูรที่ลากเกวียนเสร็จ แล้วจึงนั่งสมาธิฝึกฝน
่เวลานอกเหนือจากการฝึกฝน ฉินชูจะศึกษาวิชาหลอมโอสถ หลังจากได้รับเคล็ดวิชาหลอมโอสถ สูตรโอสถ และคำอธิบายการหลอมโอสถจากมู่หยวนหลิง เขาก็เข้าใจในเคล็ดวิชาหลอมโอสถมากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เมื่อมีสูตรโอสถอยู่ในมือ เขาก็หลอมโอสถหลากหลายประเภทได้มากขึ้น
เขามุ่งตรงต่อไป ค่อยๆ เข้าใกล้เขาเทียนเจี้ยนมากขึ้น เขารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เขาเทียนเจี้ยนเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่าผู้ฝึกกระบี่ เมื่อมายังเขาเทียนเจี้ยน ก็ถือเป็การขัดเกลาวิถีกระบี่ของตนเอง แน่นอนว่าต้องมีรากฐานวิถีกระบี่ระดับหนึ่งก่อน หากรากฐานวิถีกระบี่ไม่เพียงพอ สิ่งที่ได้รับอาจไม่ใช่การพัฒนา แต่เป็การทำลาย
เจตจำนงกระบี่ที่ถูกปล่อยออกมาจากเขาเทียนเจี้ยนนั้นรุนแรงมาก หากรากฐานเจตจำนงกระบี่ไม่มั่นคงและไม่ทันขัดเกลาจนพัฒนาขึ้น เจตจำนงกระบี่ที่ปล่อยออกมาจากเขาเทียนเจี้ยน ก็จะพุ่งปะทะกับเจตจำนงกระบี่ของผู้ฝึกฝนจนพังทลาย นี่คือสาเหตุที่ต้องมีพื้นฐานเจตจำนงกระบี่ระดับสามถึงจะสามารถเข้าสู่เขาเทียนเจี้ยนได้
แน่นอนว่าหากเจตจำนงกระบี่ยังไม่ถึงระดับสาม ก็ใช่ว่าจะมาไม่ได้ ยังคงเฝ้าสังเกตอยู่บริเวณรอบนอกเขาเทียนเจี้ยนจากระยะไกลได้ คอยเฝ้าสังเกตเจตจำนงกระบี่ของผู้ฝึกฝนที่เข้าไปภายในปล่อยออกมา ต้องใช้วิธีนี้พัฒนาตัวเอง
เมื่อเข้าใกล้เขาเทียนเจี้ยน ฉินชูพบผู้ฝึกกระบี่จำนวนมากขึ้น มีทั้งศิษย์จากสำนักหรือตระกูลต่างๆ ที่รวมกลุ่มกัน มีทั้งผู้ฝึกฝนอิสระที่เดินทางเพียงลำพัง
คนเหล่านี้ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ทุกคนล้วนมาที่นี่เพื่อพัฒนาวิถีกระบี่
ห่างจากเขาเทียนเจี้ยนระยะหนึ่ง มีเมืองใหญ่หนึ่งเมือง นั่นคือเมืองเทียนเจี้ยนที่สำนักยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ปกครอง ภายในเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก เพราะเขาเทียนเจี้ยนดึงดูดให้เหล่าผู้ฝึกกระบี่มารวมตัวกัน ที่นี่ย่อมมีความเจริญ
เมื่อเข้าไปในเมือง ฉินชูขับเกวียนไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หลังจากฝากเกวียนสัตว์อสูรไว้ แล้วพักผ่อนหนึ่งคืน ฉินชูก็สะพายกระบี่ยาวมุ่งหน้าไปยังเขาเทียนเจี้ยน
เขาเทียนเจี้ยนอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเทียนเจี้ยน มีเมฆหมอกปกคลุมทั้งปี ูเาสูงตระหง่านไม่เห็นยอด ที่สำคัญเป็เพราะไม่มีผู้ใดสามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้ แม้ว่าหวางเจ่อขั้นหกสามารถเหาะเหินได้ ก็ไม่อาจเข้าใกลู้เาเทียนเจี้ยน หากเข้าใกล้จะถูกเจตจำนงกระบี่สังหาร เคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน มีผู้ฝึกดาบที่แข็งแกร่งไม่เชื่อในตำนานของเขาเทียนเจี้ยน จึงเหาะเหินเข้าไป ผลคือถูกปราณกระบี่นับหมื่นแทงทะลุร่างจนสิ้นชีพ
เมื่อเข้าใกล้เขาเทียนเจี้ยน ฉินชูได้พบกับผู้ฝึกฝนจำนวนมาก บ้างก็สะพายกระบี่ไว้ข้างหลัง บ้างก็คาดกระบี่ไว้ตรงเอว ล้วนแต่เป็ผู้ฝึกกระบี่ไม่เว้นแม้คนเดียว เพียงแต่ทุกคนมีความเคยชินที่ต่างกัน
มุ่งตรงไปอีกระยะหนึ่ง ฉินชูเห็นคนวัยหนุ่มสาวจำนวนมากนั่งอยู่บนพื้น สายตาของพวกเขามองทอดไปทางเขาเทียนเจี้ยน ฉินชูรู้ว่าคนเหล่านี้รากฐานวิถีกระบี่ไม่เพียงพอ เป็แค่ผู้ฝึกกระบี่ที่ได้แต่เฝ้าสังเกตอยู่รอบนอก
เมื่อเดินขึ้นหน้าต่อ ก็พบว่ามีคนเฝ้าสังเกตจำนวนมาก สภาพการณ์เป็เช่นนี้อยู่ระยะหนึ่งแล้วค่อยๆ เปลี่ยนไป หรือเรียกว่าจนถึงเส้นแบ่งหนึ่ง นั่นเป็ศิลาจารึกรูปทรงกระบี่ ด้านนอกศิลาจารึกทุกสิ่งนิ่งสงบ พื้นที่ด้านหลังศิลาจารึกนั้นต่างกัน คนที่อยู่ด้านในบนกายเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่พวยพุ่ง แต่ละคนสีหน้าขึงขัง คล้ายกับกำลังแบกอะไรไว้
ฉินชูเข้าใจว่าหากข้ามผ่านศิลาจารึกไป ก็ต้องแบกรับแรงกดดันจากเจตจำนงกระบี่ระดับสาม หากไม่มีเจตจำนงกระบี่ระดับนั้น เข้าไปไม่ได้!
ในยามนี้ฉินชูรู้แล้วว่าเจตจำนงกระบี่นั้นหาได้ยาก เพราะผู้ฝึกกระบี่ที่ข้ามเขตศิลาจารึกมีจำนวนจำกัด แต่คนที่อยู่บริเวณรอบนอกนั้นมีนับไม่ถ้วน
ฉินชูสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนมุ่งตรงไปทางศิลาจารึก
“เ้าหนุ่มโง่ เ้าจะทำอะไร?” บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งคว้าไหล่ของฉินชูเอาไว้
“ข้าจะเข้าไป!” ฉินชูมองบุรุษวัยกลางคนที่ดึงตัวเองไว้ด้วยท่าทีไม่เข้าใจ
“เ้าหนุ่มโง่ จะเข้าไปในนี้จำเป็ต้องมีเจตจำนงกระบี่ระดับสาม หากไม่มี ไม่เพียงแต่เ้าจะไม่ประจักษ์สิ่งใด แต่ยังทำให้เกิดเงาหลอนในใจตนด้วย เ้าต้องจำไว้ ผู้ละเมิดกฎเกณฑ์หวังใช้ทางลัดจะไม่ประสบผลสำเร็จ” บุรุษวัยกลางคนกล่าวกับฉินชู
นับเป็ผู้ฝึกกระบี่ที่มีจิตใจดี ภายในใจฉินชูรู้สึกเคารพ จึงโค้งคำนับบุรุษวัยกลางคน
บุรุษวัยกลางคนแย้มรอยยิ้มให้ฉินชู ก่อนจะเดินเข้าเขตศิลาจารึก เื่นี้ทำให้ฉินชูรู้สึกประหลาดใจ เดิมทีเขานึกว่าเจตจำนงกระบี่ของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ยังไม่ถึงระดับสาม แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แบบนั้น
บุรุษวัยกลางคนไปแล้ว คนจำนวนมากมองฉินชูด้วยสายตาเหมือนกำลังมองเ้าทึ่มที่คิดจะเข้าเขตูเาเทียนเจี้ยน ทั้งที่ไม่มีเจตจำนงกระบี่ระดับสาม แบบนั้นเท่ากับหาเื่ใส่ตัวไม่ใช่หรือ ขอเพียงเป็คนที่มีสติรู้จักคิดสักเล็กน้อยย่อมไม่มีใครทำเช่นนี้
“เ้าหนุ่ม เกวียนของข้าเล่า? คืนให้ข้าซะ แล้วถือว่าเราจบกัน” ในจังหวะนี้เอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราปรากฏตัว ดวงตาฉายแววไม่พอใจ
ฉินชูจำได้แล้ว เขาคือคนที่ถูกตนแย่งเกวียนสัตว์อสูรมา
“ก็ได้ แต่ข้าฝากไว้ที่โรงเตี๊ยม ไว้ค่อยคืนให้ ต่อไปคุมคนรับใช้ของเ้าให้ดี อย่าเหิมเกริมให้มากนัก” ฉินชูกล่าวกับชายหนุ่มผู้สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา
“เห็นแก่ที่เ้าพูดจาดี ทั้งยังเป็ผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน ข้าอภัยให้เ้าแล้วกัน” ชายหนุ่มในชุดหรูหรากล่าว
“ข้ายอมรับการอภัยจากเ้า เ้ารอไปก่อน ข้าจะเข้าไป” ฉินชูกล่าวจบจึงเดินไปตรงหน้าศิลาจารึก
“เ้าจะรนหาที่ตายหรืออย่างไร กลับมา!” ชายหนุ่มในชุดหรูเอื้อมมือไปคว้าจับฉินชู แต่ฉินชูเข้าไปในเขตศิลาจารึกแล้ว
เื่นี้ทำให้ผู้ฝึกฝนที่อยู่นอกเขตศิลาจารึกรู้สึกผิดคาดมาก มีคนเกลี้ยกล่อมอย่างต่อเนื่อง เหตุใดถึงยังไม่รู้จักถอยเล่า แบบนี้เท่ากับดับอนาคตตัวเองไม่ใช่หรือ
ในยามนี้ฉินชูััได้ถึงกระแสเจตจำนงกระบี่พุ่งเข้ามาหาตนเอง จึงขับเคลื่อนเจตจำนงกระบี่ของตัวเองทันที
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าผู้ฝึกกระบี่ที่อยู่นอกเขตศิลาจารึก เจตจำนงกระบี่บนกายฉินชูพลันพวยพุ่ง เจตจำนงกระบี่ระดับหนึ่ง เจตจำนงกระบี่ระดับสอง...
เมื่อเจตจำนงกระบี่พุ่งทะยานถึงระดับสอง ฉินชูจึงเริ่มเดินขึ้นหน้า แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ััได้ว่าไม่ไหว เจตจำนงกระบี่ที่ส่งมาจากเขาเทียนเจี้ยนแข็งแกร่งเกินไป เจตจำนงกระบี่ระดับสองต้านไม่ไหว จึงขับเคลื่อนเจตจำนงกระบี่ระดับสามทันที
