เล่มที่ 4 บทที่ 100 ควันดำลึกลับ
“นายท่านๆ ที่นี่มีอสูรเยอะแยะเลย ข้าน้อยขอออกไปกินพวกหน่อยนะ รับรองว่าจะช่วยหาสมบัติให้เยอะๆเลย…” หลังจากเข้ามายังป่าอสูรแห่งนี้แล้ว เทียนกุ่ยก็ดูจะตื่นเต้นเอามากๆ เพราะที่นี่มีอสูรและไอหยินจำนวนมากไม่ต่างอะไรกับเดินในตลาดที่มีของกินหลากหลายให้เลือก
“ไม่เลวๆ ตนนี้อ้วนใช้ได้ จะต้องมีพลังเยอะแน่เลย เอ๋ แต่ตนนี้ถึงจะผอมไปหน่อย แต่ก็ไม่เลวทีเดียว นายท่านๆ ข้าควรกินตนไหนดี?”
“หุบปากไปซะ…” หลินเฟยฟังน้ำเสียงระริกระรี้ของเ้าเทียนกุ่ยจนปวดหัว จึงอดไม่ได้ที่จะตวาดด่าไปยกหนึ่ง ก่อนจะสลายเทียนกุ่ยให้กลายเป็ควันดำ กลับมาพันรอบแขนตามเดิม
เทียนกุ่ยพูดไม่ผิดหรอก ที่นี่มีอสุรกายมากมาย แถมไอหยินและไอชั่วร้ายก็เข้มข้นราวกับอยู่ในขุมนรกก็ไม่ปาน หลังจากเข้ามาได้แล้วหลินเหยก็ไม่รอช้า รีบโคจรอักขระกระบี่หยินหลีเพื่อดูดกลืนไอหยินและไอชั่วร้ายทันที
ควันดำจางๆของอักขระกระบี่หยินหลีก็รวมตัวกันเป็หมอกควันดำเข้มข้นโดยพลัน จากนั้นก็มีเสียงคำรามดังแว่วขึ้นมา…
“สมกับเป็ป่าอสูรจริงๆ” หลินเฟยพึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงของอักขระกระบี่หยินหลีเป็อย่างมาก
“หากเป็เช่นนี้ไปอีก ไม่เกินสามวันเท่านั้น อักขระกระบี่ก็คงจะได้ฟื้นฟูเต็มที่…”
ระหว่างที่กำลังพิจารณาอยู่ ก็มีอะไรบางอย่างคล้ายควันดำพาดผ่านเขาไป
“อะไรน่ะ?”
หลินเฟยใ แต่เพียงครู่เดียวก็ตั้งสติได้ ควันดำเมื่อครู่นี้เพียงลอยผ่านเขาไปเท่านั้น ไม่ได้จะจู่โจมแต่อย่างใด หลินเฟยจึงเบาใจลง จากนั้นขณะที่กำลังจะเปลี่ยนที่เพื่อให้อักขระกระบี่หยินหลีกลืนกินไอหยินและไอชั่วร้ายอีกครั้ง เทียนกุ่ยก็โผล่ออกมาอีกครั้ง
หลินเฟยแค่นเสียเ็าใส่เ้าเทียนกุ่ยตัวป่วน
“อยากตายอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่ๆ…” เทียนกุ่ยใกลัวจนเผลอก้าวถอยหลัง ก่อนจะรีบแก้ตัวทันควัน
“เมื่อกี้นี้ข้าน้อยเห็นสมบัติล้ำค่าบินผ่านไป…”
“หื้อ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยก็ขมวดคิ้ว ‘หรือว่าจะเป็ควันนั่น?’
“นายท่านเห็นควันดำลอยผ่านไปบ้างไหมล่ะ? นั่นน่ะ เป็ของดีเชียวนะ ไอหยินและไอชั่วร้ายที่แฝงอยู่ต่อให้กินสักสองถึงสามปีก็ยังไม่หมดด้วยซ้ำ…”
“ก็เห็นอยู่นะ…”
“ไม่ผิดแน่ รีบตามไปกันเถอะ ก่อนที่มันจะหนีไป...”
“...” หลินเฟยรู้สึกตลกกับภาพของเทียนกุ่ยที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก ก่อนจะส่ายหัวน้อยๆแล้วรีบตามควันดำไป...
และควันดำนี้ก็ดูจะจับยากทีเดียว...
แม้มันจะเคลื่อนที่ไม่เร็วก็ตาม
เพียงครู่เดียว หลินเฟยก็ไล่ตามทันโดยไม่ต้องเหาะกระบี่
แต่ปัญหาก็คือ...
ควันดำนี่มีผิวลื่นราวกับปลาไหล จับอย่างไรก็จับไม่ได้ พื้นที่ในป่าอสูรแห่งนี้ก็ช่างซับซ้อน แถมโครงสร้างมิติก็ยังปั่นป่วนอีก หากเป็คนทั่วไปเข้ามาจะต้องหลงทางเป็แน่ และนี่ก็คงเป็สาเหตุการหายตัวของศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนในอดีต... ส่วนตอนนี้เ้าควันดำก็กำลังลอยหนีไปมาไม่หยุด ทำอย่างไรก็ไม่สามารถจับได้
หลินเฟยไล่จับอยู่นานก็จับไม่ได้เสียที และนอกจากจะจับไม่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เหล่าอสูรในป่าแตกตื่นขึ้นมาอีกด้วย แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็เพียงอสุรกายขั้นกุ่ยปิงและกุ่ยจู๋เท่านั้น ไม่ได้รับมือยากอะไร เพียงแค่สะบั้นกระบี่เล็กน้อยจากนั้นก็โยนให้เทียนกุ่ยกินก็เพียงพอแล้ว ทว่าทำแค่ครั้งสองครั้งก็ยังพอไหวอยู่หรอก แต่พอจำนวนเริ่มเยอะขึ้น หลินเฟยก็ชักจะอารมณ์เสียขึ้นมา...
“บ้าจริง” หลินเฟยทนไม่ไหวจึงปล่อยเทียนกุ่ยออกมาพร้อมกับออกคำสั่งทันที
“เ้าไปดักข้างหน้า!”
“ได้เลย!” เทียนกุ่ยตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะกุลีกุจอทำตามคำสั่งของหลินเฟย
ซึ่งเทียนกุ่ยเองก็อยากจะออกมานานแล้ว มันเพียงรอหลินเฟยออกคำสั่งเท่านั้น บัดนี้เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นาย ก็รีบกลายร่างเป็ควันดำพุ่งเข้าไปในดงไม้...
จากนั้นก็ยกให้เป็หน้าที่ของเทียนกุ่ย
ฝีมือของมันสมกับที่เกิดมาจากเหรียญวิเศษจริงๆ
เพียงไม่นาน เทียนกุ่ยก็สามารถจับควันดำกลุ่มนั้นได้
“จะหนีไปไหน ข้ายังไม่เคยเจอสมบัติไหนที่หนีรอดจากข้าได้เลย...” บัดนี้เทียนกุ่ยได้กลายร่างเป็หมอกควันที่ครอบคลุมพื้นที่รัศมีกว่าสิบจ้าง สามารถปิดล้อมควันดำเอาไว้อย่างแ่า
ทว่ามันดีใจอยู่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น อยู่ดีๆก็ร้องโหยหวนออกมา
“นายท่าน ช่วยด้วย!”
“...” ได้ยินเช่นนั้น หลินเฟยก็ได้แต่ลอบด่าในใจ ‘ทั้งที่เมื่อกี้ยังทำท่าหลงตัวเองอยู่เลย แค่พริบตาเดียวก็ร้องอย่างกับหมูถูกเชือดเสียแล้ว’
ถึงปากจะด่าแต่เท้าของเขากลับไม่หยุด เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น หลินเฟยก็สามารถประชิดตัวเทียนกุ่ยและควันดำนั่น หลินเฟยโบกมือเพื่อสลายเทียนกุ่ยให้กลายเป็ควันดำพันกลับไปที่มือของเขา ก่อนจะโคจรพลังให้ปราณกระบี่ไท่อี๋ให้กลายเป็ค่ายกลกระบี่หุ้นหยวน ทันใดนั้นเองปราณกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มก็พากันปิดล้อมควันดำเอาไว้
ตอนนี้เอง หลินเฟยจึงเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วหมอกดำนั่นเป็อสูรตนหนึ่งที่มีขนาดประมาณฝ่ามือ มีแขนขาครบถ้วน ร่างของมันมีสีดำสนิท ดูๆไปก็ละม้ายกับคนแคระสีดำก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามแม้จะถูกค่ายกลปิดล้อมเอาไว้ แต่มันก็ยังะโโลดเต้นไปมา
“นี่มัน...” หลินเฟยประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
‘ตอนที่เทียนกุ่ยถูกค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่เกิดจากปราณกระบี่ไท่อี๋ปิดล้อมไว้ ก็มิวายยังหวาดกลัวเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ แล้วนี่มันอสูรอะไรกัน ถึงไม่กลัวแม้แต่ปราณกระบี่ไท่อี๋?’
“ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่อสูร...” ไม่นานนัก หลินเฟยก็เข้าใจขึ้นมาว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านั้นไม่ใช่อสูรอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก
อสุรกายทุกตนเกิดจากไอหยินและไอชั่วร้าย ทว่าคนแคระสีดำที่อยู่ในค่ายกลกระบี่และกำลังะโโลดเต้นไปมาอยู่นั้น ไม่มีไอหยินหรือไอชั่วร้ายแม้แต่น้อย จึงแตกต่างไปจากพวกอสูร มิหนำซ้ำยังใกล้เคียงกับพวกภูตมากกว่าอีก
“หรือว่าจะเป็เจินหลิง?” หลินเฟยนึกคำพูดของเทียนกุ่ยขึ้นมาได้ว่าสิ่งนั้นคือสมบัติ แสดงว่ามันอาจจะเป็จิติญญาเจินหลิงก็ได้
แต่พอคิดดูอีกทีก็ไม่น่าจะใช่...
ถ้าเป็จิติญญาเจินหลิงละก็....
ตอนที่เทียนกุ่ยทะเล่อทะล่าเข้าไปจับเช่นนั้น เกรงว่าเ้านั่นคงไม่ได้แค่ร้องโหยหวนเท่านั้นแน่...
หากมนต์สะกดทั้งสามสิบหกสายในอาวุธรวมกันเป็หนึ่ง ก็จะเกิดเป็มนต์สะกดเทียนกัง และสามารถเกิดเป็จิติญญาเจินหลิงได้อีกด้วย
หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เจินหลิงนั่นก็ถือว่าเป็อาวุธอย่างหนึ่งนั่นเอง
หากเป็เจินหลิงจริง อย่าว่าแต่เทียนกุ่ยเลย ต่อให้เป็ปราณกระบี่ไท่อี๋ก็เกรงว่าจะสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนกับตอนงานประลองศิษย์สายตรง กระบี่โบราณของชิวเย่หัวถึงแม้จะมีสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ตาม แต่มันก็สามารถตีปราณกระบี่ไท่อี๋และอักขระกระบี่หยินหลีจนแตกพ่ายไปได้ หากเป็เช่นนั้นละก็ เกรงว่าจะต้องรีบหนีให้เร็ว...ดีกว่า
‘แต่ถ้าไม่ใช่เจินหลิงล่ะ...แล้วมันจะเป็ตัวอะไรกัน?’
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
