หลังจากกระแทกทำลายเศษหินระลอกสุดท้าย ไป๋หยุนเฟยก็หันไปมองป้าจ้าวที่ห่างออกไปด้วยแววตาเ็า ถึงยามนี้ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มมีโทสะขึ้นมาแล้ว
“ข้าบอกแล้วว่านี่เป็เื่เข้าใจผิด แต่พวกท่านก็ยังคิดจะสร้างความลำบากแก่ข้าอีก ถ้าเช่นนั้นข้าจะเริ่มตอบโต้แล้วนะ!”
ท่าทีป้าจ้าวราวกับไม่ได้ยินที่ไป๋หยุนเฟยพูดแม้แต่คำเดียว เสียงกระบี่ดังเคร้งยามถูกนางชักขึ้นจากพื้น แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้าแสงจากกระบี่กลับดูอ่อนโทรมลงกว่าเดิม หลังจากสืบเท้าอย่างเข้มแข็งย่นระยะเข้าหา ป้าเจาเหินร่างเข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับจ้วงกระบี่แทงใส่
“เฮอะ!”
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอแววมุ่งร้ายพร้อมกับเริ่มโคจรพลังิญญา ทวนเปลวอัคคีในมือก็สั่นระริกก่อนจะแผ่คลื่นความร้อนออกรอบด้าน คลื่นความร้อนนี้ถึงกับร้อนแรงจนหญิงสาวที่ห่างออกไปหลายวาอุทานด้วยความตระหนกพร้อมกับถอยไปอีกหลายก้าว
“เคร้ง!” แสงสีแดงปรากฏขึ้นวูบ ทวนในมือไป๋หยุนเฟยก็ควงฟาดใส่กระบี่ที่แทงเข้าใส่ หลังเสียงเคร้งจากการปะทะ กระบี่ก็ถูกกระแทกจนวาดโค้งไปตั้งฉากกับข้างลำตัว ป้าจ้าวใช้สายตาแตกตื่นมองดูอีกฝ่าย เนื่องเพราะพลังที่ถ่ายทอดมาตามกระบี่สู่แขนยังทำให้เท้านางไม่อาจทรงตัวต้องเซไปด้านข้างตามกระบี่ไป
ด้วยพลังของภูติญญาระดับกลางพร้อมกับทวนเปลวอัคคีในมือ ไป๋หยุนเฟยก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างใหญ่หลวง พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการใช้พลังธาตุไฟที่เพิ่มขึ้นมันก็เข้าใจกระจ่างถึงพลังที่แท้จริงของทวนเปลวอัคคี หลังจากเพิ่มพูนพลังธาตุไฟภายในร่าง ความแข็งแกร่งของไป๋หยุนเฟยก็ก้าวหน้าขึ้นอีกหลายเท่า
พลังิญญาของป้าจ้าวก็ถดถอยลงไม่น้อยหลังจากใช้ออกด้วยเคล็ดิญญา กระบวนท่าเมื่อครู่ หากไม่ใช่ไป๋หยุนเฟยเจตนารั้งพลังกลับทั้งยังใช้ด้ามทวนปัดป้องแทนที่จะเป็คมทวน วัตถุิญญาชั้นมนุษย์ในมือนางแทนที่จะเพียงถูกปัดออกคงถูกทำลายไปแล้ว
เมื่อเห็นทวนและสายตาเ็าของไป๋หยุนเฟย รวมทั้งเห็นกระบี่ในมือสั่นระริกจากแรงปะทะ ในที่สุดป้าจ้าวก็ได้สติจากความโกรธจนลืมตัว นางส่งสายตาชำเลืองมองทวนเปลวอัคคีด้วยสายตาพิสดาร “เฮอะ! หรือเ้าคิดว่าตนเองไร้เทียมทานได้โดยอาศัยพลังของวัตถุิญญา?! ต่อให้ไม่อาจจู่โจมโดนตัวเ้า แล้วอย่างไร? ข้าจะ...”
“ข้าเคยบอกไปแล้ว ท่านจำคนผิดแล้ว” ไป๋หยุนเฟยหรี่ตาทั้งสองข้างลง “ด้วยพลังฝีมือของข้า หากคิดจะ‘ล่วงเกิน’แม่นางท่านนี้ ท่านคิดจริงๆหรือว่าจะอยู่รอดปลอดภัยจนถึงตอนนี้?”
“เ้า...” เห็นคนตรงหน้ายังคงมีทีท่า‘ให้ตายก็ไม่ยอมรับ’ ในใจก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาอีก แม้แต่กระบี่ในมือขวาก็เริ่มสั่นด้วยความโกรธ
“ป้าจ้าว หยุดมือเถอะ...”
ทันใดนั้น น้ำเสียงนุ่มนวลก็ดังมาจากด้านข้าง เมื่อเห็นสตรีวัยกลางคนคิดจะลงมือต่อสู้อีกหญิงสาวก็รีบห้ามนางไว้ ขณะเดียวกันก็รีบมายังข้างกายและดึงแขนป้าเ้าอย่างแ่เบาพลางสั่นศีรษะ
“แต่ว่าคุณหนู มัน...”
“ป้าเ้า ข้าคิดว่าเราจำคนผิดจริงๆ คนผู้นี้... บางทีอาจจะไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกเราพบเมื่อคืนก่อน” หญิงสาวสั่นศีรษะอีกครา
“ไฉนจะไม่ใช่? ใบหน้ามันกระทั่งน้ำเสียงล้วนเหมือนกันไม่มีผิด มิหนำซ้ำเมื่อครู่มันยังถือชั้นใน...”
“แต่ดวงตาเขาไม่เหมือน” หญิงสาวตัดบทสตรีวัยกลางคน ขณะมองดูไป๋หยุนเฟยนางก็กล่าวว่า “ไม่ว่าวิธีการพูดจาหรือเคลื่อนไหว ชายผู้นี้และชายคนเมื่อคืนก่อนล้วนแตกต่างอย่างใหญ่หลวง แม้ภายนอกจะเหมือนกัน แต่ข้ารู้สึกได้ว่าทั้งคู่เป็คนละคนกันอย่างแน่นอน หรือท่านว่าไม่จริง?”
ดวงตาป้าจ้าวหรี่ลงด้วยท่าทีเตือนสติ “คุณหนู ท่านควรทราบว่าในโลกนี้ ยังมีคนที่ไม่อาจตัดสินจากภายนอกได้ บางคนยังรู้จักเสแสร้ง...”
“ท่านป้า ไฉนท่านไม่ลองพิสูจน์สิ่งที่ท่านพูดเล่า! มาดูว่าข้าแสร้งทำเป็คนอื่นหรือไม่?” คราวนี้เป็ไป๋หยุนเฟยตัดบทนาง เมื่อทราบว่าคงไม่มีโอกาสจะฉีกหน้าลงมือกันอีกก็เก็บทวนเปลวอัคคีกลับคืน ก่อนจะแย้งอย่างไม่ยินยอม “หากข้าเป็‘คนต่ำช้า’ที่ท่านเอ่ยถึงจริงๆ หรือข้าจะโง่เง่าขนาดถือ... สิ่งนั้นไว้ในมือได้?”
“อีกอย่าง...” ไป๋หยุนเฟยระลึกเหตุการณ์ชั่วขณะก่อนจะอธิบายสิ่งที่ตนจำได้ออกมา “ก่อนหน้านี้ มีคนชนใส่ข้าโดยไม่พูดจาแล้วยัดของสิ่งนั้นใส่มือข้า จากนั้นพวกท่านก็ปรากฏตัวขึ้น ข้าพอจะทราบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น...”
“โอ? หรือคุณชายจะนึกบางอย่างออก?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“หากข้าเดาไม่ผิด บุคคลปริศนานั้นดูเหมือนจะพยายาม‘แก้แค้น’ข้า...” ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วขณะราวกับตระหนักถึงบางอย่าง “ถ้าเช่นนั้นคนผู้นั้นก็ต้องเป็มัน เมื่อเป็เช่นนี้มันก็ต้องอยู่ในบริเวณใกล้ๆนี้เพื่อคอยดู‘ความอับอาย’นี้ของข้า ดังนั้น...”
มันเริ่มหันไปรอบด้านราวกับจะตรวจสอบบริเวณรอบข้างเพื่อหาบางอย่าง
ห่างไปด้านหลังของไป๋หยุนเฟยหนึ่งลี้ เป็เหล่าสุราสองชั้นซึ่งเหมาะจะใช้เป็ที่ชมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสามคนได้อย่างชัดเจน ด้วยระยะทางเช่นนี้คนทั่วไปคงไม่อาจมองเห็นได้ชัดตา แต่สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาระยะทางเพียงเท่านี้นับว่าเป็เื่เล็กน้อย
มีชายหนุ่มจมูกใหญ่โตกำลังนั่งปล่อยตัวบนระเบียงเหลา ในมือมันถือเมล็ดแตงโม ข้างกายเป็จานใส่เมล็ดแตงโมสำหรับแทะเล่น มันจับตาชมดูเหตุการณ์ระหว่างไป๋หยุนเฟยกับสตรีทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น --- ไม่ต้องสงสัยเลย คนผู้นี้คือจิ้งิเฟิงที่ปลอมตัวมา
“หืม? ไฉนไม่สู้กันต่อ? หรือท่านใช้การไม่ได้ปานนี้เล่าท่านป้า? ท่านก็บรรลุด่านภูติญญาระดับกลางเช่นกัน ไฉนจึงพ่ายแพ้ต่อมันง่ายดายปานนี้?” จิ้งิเฟิงคร่ำครวญอย่างไม่ยินยอม แต่จู่ๆดวงตามันก็พลันเบิกกว้างด้วยความแตกตื่น ทั้งลืมเลือนไปสิ้นว่าตนนั่งอยู่บนราวระเบียง จิ้งิเฟิงจึงหล่นลงพื้นพร้อมกับเสียงสะดุ้งใ แต่แทนที่จะลุกขึ้นยืน มันกลับซ่อนตัวหลังราวระเบียงอย่างเงียบงัน
“หรือมันหาตัวข้าอยู่? แต่ไฉนเป็เช่นนี้? หรือมันจะทราบแล้วว่าข้าลอบติดตามมันอยู่?”
……
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองรอบบริเวณ แต่ก็ไม่พบผู้ที่น่าสงสัย เมื่อมองไปยังร้านน้ำชาซึ่งห่างออกไปหลายร้อยวาด้านซ้าย ไป๋หยุนเฟยก็ละสายตาก่อนจะพึมพำ “ที่นั่นมีผู้ฝึกปรือิญญามากมายกำลังมองมาที่นี่ด้วยความสนใจ ข้าไม่อาจใช้วิธีนี้หาตัวมัน อีกทั้งด้วยความสามารถในการปลอมตัวอันล้ำเลิศของมัน ยิ่งทำให้ยากเย็นเข้าไปอีก...”
“คุณชาย ข้าเชื่อแล้วว่านี่เป็การเข้าใจผิดกัน โปรดให้อภัยแก่พวกเราที่ท่านป้าสร้างปัญหาแก่ท่าน หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น
ไป๋หยุนเฟยมองดูป้าจ้าวซึ่งเรียกมันเป็คนต่ำช้า ชั่วครู่จึงตอบคำ “หากแม่นางยอมพูดจาด้วยเหตุผล ข้าก็ขอขอบคุณ แต่กระนั้น ในเมื่อเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น หากว่าหาคนที่ใส่ความข้าพบ ข้าหวังจะได้รับโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์!”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ” หญิงสาวกล่าววาจากับสตรีวัยกลางคนก่อนจะมองไปรอบกาย “ไปจากที่นี่ก่อนเถอะ การเผชิญหน้ากันของผู้ฝึกปรือิญญา ทางการอาจแสร้งทำเป็ไม่รู้เห็นได้ แต่ก็ไม่ควรรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไปเช่นกัน”
ั้แ่เมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยเงียบงันมาตลอด มันทราบดีว่าไม่จำเป็ต้องกล่าวอะไรอีกจึงประสานมือคารวะต่อทั้งคู่ “ถ้าเช่นนั้นข้าขออำลา สักวันพวกเราคงได้พบกัน!”
ขณะเก็บกระบี่อย่างไม่ยินยอมหลังจากมองดูไป๋หยุนเฟยเดินจากไป ป้าจ้าวก็หันไปมองหญิงสาว “คุณหนู ไฉนท่านจึงให้เกียรติมันนัก หรือท่านเชื่อคำพูดมันจริงๆ?”
“ไม่สำคัญว่าข้าจะเชื่อหรือไม่ เพียงดูจากสถานการณ์เมื่อครู่ หากสู้ต่อไปท่านสามารถเอาชนะเขาได้หรือป้าจ้าว?” หญิงสาวมองดูเงาหลังไป๋หยุนเฟยที่จากไปด้วยท่าทางครุ่นคิด แต่เมื่อได้ยินที่ป้าจ้าวกล่าว นางก็สั่นศีรษะ
“เื่นั้น...” ป้าจ้าวอับจนคำพูด แม้นางกับไป๋หยุนเฟยจะมีพลังการฝึกปรือระดับเดียวกัน แค่เพียงเคล็ดิญญาอันเลิศล้ำที่เสริมท่าร่างของอีกฝ่ายนางก็ตกเป็รองแล้ว มิหนำซ้ำยังมีวัตถุิญญาระดับสูงที่น่าแตกตื่นนั้นอีก
“หมดเื่แล้วป้าจ้าว พวกเราคงไม่ได้พบเขาอีก ดังนั้นไม่จำเป็เก็บมาต้องใส่ใจ พวกเราเตรียมออกจากเมืองเหยียนหลินเถอะ”
หลังจากกล่าวด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวชักชวนสตรีวัยกลางคนออกเดินไปอีกทาง...
“เอ๊ะ?” เดินไปได้สองก้าว หญิงสาวก็รู้สึกตัวว่ายังถือของบางอย่างไว้ --- นี่เป็นกไม้ที่ไป๋หยุนเฟยรีบร้อนยื่นใส่มือนางเมื่อครู่
เมื่อหันไปหาไป๋หยุนเฟย ก็พบว่าอีกฝ่ายจากไปไกลจนลับตาแล้ว นางจึงหันกลับมาก่อนจะก้มลงมองที่นกไม้
นี่เป็นกไม้ขนาดเท่ากำปั้นกำลังสยายปีก ตรงฐานเป็แผ่นวงกลมสำหรับวางบนพื้นราบ ปีกทั้งสองข้างกางออกจนสุด สองตาของมันมองตรงไปเบื้องหน้า จะงอยปากอ้าออกเล็กน้อยราวกับจะส่งเสียง ดูแล้วนกตัวนี้ราวกับมีชีวิต
น่าสนใจนัก เมื่อหญิงสาวลูบคลำรูปสลักดูก็พบบางอย่างผิดปกติที่ใต้ฐานรูปวงกลม เมื่อพลิกขึ้นมาดูก็รีบพลิกกลับราวกับได้เห็นบางอย่างที่สร้างความตกตะลึงแก่นาง
ย้อนไปขณะที่ไป๋หยุนเฟยกำลังเลือกซื้อนกไม้ตัวนี้ มันก็ขอยืมมีดแกะสลักมา จากนั้นพลิกด้านล่างฐานเพื่อสลักบทกลอนที่จู่ๆก็แวบผ่านความคิดขึ้นมา
“ดั่งหัวใจโบยบินเคียงเมฆา ชีวาเสรีไร้กฎเกณฑ์”
