“ในเมื่อตอนนี้พวกเ้ามีเงินเยอะจนส่งลูกคนอื่นไปเรียนได้ เช่นนั้นก็ควรช่วยเหลือครอบครัวตัวเองเช่นกันใช่หรือไม่?”
เสิ่นอิ๋นหวนงุนงงเล็กน้อย “พี่สะใภ้รองกล่าวได้ถูกแล้ว ไม่ทราบว่าท่านยังมีเื่อะไรอีกหรือไม่” นางทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ นางอยากให้อีกฝ่ายรีบพูดทุกอย่างออกมาให้มันจบๆ เสียที
“ข้ามีเื่จะขอรบกวน ่นี้ข้าขัดสนเงินเพราะต้องส่งจิ่งเทียนไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมือง อีกทั้งที่บ้านก็ยังต้องซื้อของอีกหลายอย่าง นี่ก็ใกล้ถึง่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ต้องมีการซื้ออุปกรณ์มาเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่นา”
“ดังนั้น ข้าอยากขอยืมเงินจากพวกเ้า ในเมื่อพวกเ้ามีเงินเหลือเฟือขนาดนี้ ให้ข้ายืมหน่อยก็คงไม่เป็อะไร”
เสิ่นอิ๋นหวนฟังจบแล้วถอนหายใจโล่งอก นางกำลังจะอ้าปากตอบตกลง แต่พลันนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหลี่อันหรานขึ้นมาได้ “เกรงว่าข้าจะตัดสินใจเื่นี้ไม่ได้ เงินในบ้านอยู่กับอันหรานทั้งหมด นางต้องนำเงินไปต่อยอดธุรกิจ ได้กำไรมาแล้วก็เก็บไว้ที่ตัวเอง ปกติข้าจะขอแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเท่านั้น ไม่กล้าขอมากไปกว่านี้ หากพี่สะใภ้จะขอยืมจากข้า ข้าก็คงมีให้ไม่มากนัก”
เหอชุนฮวาย่นคิ้วในทันที “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ไปคุยกับอันหรานสิ บอกไปว่าป้าสะใภ้รองขอยืมเงินไปส่งน้องชายญาติผู้น้องของนางไปเรียนในเมือง ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางส่งลูกชายคนอื่นเรียนได้ แต่จะไม่สนใจน้องชายตัวเองเชียวหรือ”
เสิ่นอิ๋นหวนลังเลเล็กน้อยแต่ไม่กล้าปฏิเสธ “ได้ รอให้อันหรานกลับมาแล้วข้าจะคุยกับนางดู”
เหอชุนฮวาเปลี่ยนไปคุยเื่อื่นอีกเล็กน้อยแล้วลุกจากไปในที่สุด
วันนี้เสิ่นอิ๋นหวนรู้สึกกลัดกลุ้มทั้งวัน กระทั่งเมื่อถึงเวลาพลบค่ำ หลี่อันหรานถึงเพิ่งกลับจากเมืองอย่างอารมณ์ดี วันนี้นางได้เงินมาอีกก้อนใหญ่ นอกจากนี้ยังซื้อผลไม้มาอีกจำนวนหนึ่ง นางกลับถึงบ้านแล้วะโทันที “ท่านแม่ รีบมาดูเร็วเข้าว่าข้าซื้ออันใดมาฝากท่าน”
เสิ่นอิ๋นหวนเดินออกมาจากบ้าน พอนางเห็นผ้าในมือหลี่อันหรานก็ตาเป็ประกายและรีบเดินเข้าไปดูทันที สองมือที่หยาบกร้านลูบไล้ไปบนผืนผ้าที่ละเอียดราวกับผ้าแพรอย่างระมัดระวังด้วยกลัวว่ามือตัวเองจะทำให้ผ้าเป็รอย “นี่… เหตุใดเ้าถึงต้องซื้อกลับมาด้วย?”
หลี่อันหรานเผยยิ้มจาง “ก็ต้องซื้อกลับมาให้ท่านตัดเสื้อผ้าน่ะสิเ้าคะ ท่านสวมชุดนี้มาตั้งกี่ปีแล้ว”
เสิ่นอิ๋นหวนกล่าวอย่างรีบร้อน “ต่อให้จะตัดชุดใหม่ ใช้แค่ผ้าฝ้ายหยาบก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องสิ้นเปลืองแบบนี้ ปกติแม่ทำงานใช้แรงงาน ต้องสวมเสื้อผ้าแบบนี้ที่ใดกัน”
แม้ปากนางจะพูดแบบนี้ ทว่าแววตานางกลับบ่งบอกว่าชอบผ้าผืนนี้มากเพียงใด หลี่อันหรานเห็นดังนี้จึงนำผ้าผืนนี้ไปทาบกับตัวเสิ่นอิ๋นหวนโดยไม่สนใจคำปฏิเสธของนาง “ท่านแม่ ท่านดูสิว่าผ้าผืนนี้เหมาะกับท่านมาก หากนำไปตัดเป็เสื้อผ้าต้องสวยมากแน่”
เสิ่นอิ๋นหวนยังคงปฏิเสธต่อ ทว่ามือกลับรับผ้าผืนนั้นไว้และลูบไล้ไม่หยุด นางจำไม่ได้แล้วว่าครั้งก่อนที่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้คือเมื่อไร
ในอดีต นางต้องนำทรัพย์สินทั้งหมดที่มีในบ้านไปขายเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสาม ทุกวันนี้แค่ได้ใส่ชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบก็ไม่เลวแล้ว
หลี่อันหรานนำผลไม้กับเนื้อสัตว์ที่ซื้อมาไปเก็บในครัวแล้วว่า “เย็นนี้พวกเรากินดีหน่อย”
เสิ่นอิ๋นหวนยังคงลูบผ้าผืนนั้นอย่างเหม่อลอย หลี่อันหรานเห็นดังนี้จึงเดินเข้าไปเกาะไหล่ด้วยขอบตาแดงเรื่อ “ท่านแม่ ท่านรอก่อนเถิด สักวัน ข้าจะทำให้ท่านได้กินอาหารอันโอชะและได้สวมชุดผ้าแพร วันนั้นต้องมาถึงแน่”
เสิ่นอิ๋นหวนซับน้ำตาที่หางตาตัวเอง “ลูกคนนี้นี่ แม่ไม่หวังถึงชีวิตเช่นนั้นหรอก ขอแค่เ้ากับน้องๆ อยู่ดีมีสุขก็พอแล้ว”
“นั่นมันคือสิ่งที่ท่านคิด แต่ข้าไม่คิดแบบนั้นเ้าค่ะ ข้า้ามากกว่านี้อีกมาก ท่านรอดูเถิด ชีวิตพวกเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ”
เสิ่นอิ๋นหวนนึกเป็ห่วงพี่น้องของนางจึงถามต่อ “ยามเ้าเข้าไปในเมือง เ้าได้ไปหาน้องชายที่สำนักศึกษาหรือไม่? เขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่นั่นได้หรือไม่? สบายดีหรือเปล่า?”
หลี่อันหรานยิ้มจาง “ท่านวางใจเถิด ข้าไปเยี่ยมเขามาแล้ว ข้าจะนำอาหารไปฝากเขาทุกครั้งที่เดินทางเข้าเมือง เขาสุขสบายดี นอกจากนี้ยังปรับตัวเข้ากับที่นั่นได้นานแล้ว ที่สำคัญคือเถี่ยตั้นก็อยู่ที่นั่นกับเขา ทั้งยังมีจิ่งเทียนอีกคน พวกเขาสามคนอยู่ร่วมกันเป็อย่างดี ท่านไม่ต้องเป็ห่วงเ้าค่ะ”
หลี่อันหรานกล่าวจบแล้วทำท่าจะไปทำมื้อเย็น ทว่าเสิ่นอิ๋นหวนต้องขมวดคิ้วในฉับพลันทันใดที่ได้ยินชื่อของจิ่งเทียน นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจเดินไปหาหลี่อันหราน “แม่มีเื่จะคุยกับเ้า”
หลี่อันหรานหันกลับมามองมารดาด้วยความสงสัย “ท่านมีอันใดก็พูดมาเถิด อยู่กับข้าต้องอ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยหรือ?”
เสิ่นอิ๋นหวนยังคงลังเลเล็กน้อย “่สายวันนี้ ป้าสะใภ้รองของเ้ามาหาแม่ที่บ้าน”
หลี่อันหรานหน้าบึ้งทันที “วันก่อนเป็ป้าสะใภ้ใหญ่ วันนี้เป็ป้าสะใภ้รอง นางมาทำอันใด มาหาเื่ท่านใช่หรือไม่?”
เสิ่นอิ๋นหวนส่ายหน้าระรัว “ไม่ใช่ นางมาคุยเื่ที่จิ่งเทียนไปเรียนที่สำนักศึกษา”
หลี่อันหรานถามต่อเพราะไม่เข้าใจ “ข้ารู้ว่าจิ่งเทียนไปเรียนที่สำนักศึกษา แต่มันเกี่ยวอันใดกับพวกเรากัน? นางนำเื่นี้มาคุยกับท่านเพื่ออะไร?”
เสิ่นอิ๋นหวนกล่าวต่อ “เงินที่ใช้ส่งจิ่งเทียนไปเรียนเป็เงินที่ป้าสะใภ้รองไปหยิบยืมมาจากที่อื่น นางอยากขอยืมเงินจากพวกเราเพื่อนำไปใช้กับการศึกษาของจิ่งเทียน”
หลี่อันหรานได้ยินดังนี้ก็โมโหทันที นางกอดอกพูดด้วยสีหน้าดูถูก “เหอะ มานึกถึงพวกเราเอายามนี้เนี่ยนะ ยามที่พวกเราไปร้องขอข้าวสารจากพวกนาง พวกเราแทบจะต้องคุกเข่าให้ด้วยซ้ำ จำได้หรือไม่ว่าพวกนางปฏิบัติต่อเราอย่างไร บัดนี้เห็นว่าความเป็อยู่ของพวกเราดีขึ้นหน่อยก็อยากมาขอส่วนแบ่ง”
“เ้าอย่าพูดแบบนี้ ตอนนี้ความเป็อยู่ของครอบครัวป้าสะใภ้รองกำลังลำบากจริงๆ”
“ท่านแม่ ท่านก็เอาแต่ใจอ่อนง่ายอยู่เรื่อย ข้าขอถามท่าน ท่านไม่รู้จริงๆ หรือว่าความเป็อยู่ของพวกนางเป็อย่างไร?”
เสิ่นอิ๋นหวนโต้แย้งเื่นี้ไม่ออก “แต่ในเมื่อป้าสะใภ้รองของเ้าเอ่ยปากขนาดนี้ ในฐานะที่เป็ครอบครัวเดียวกัน พวกเราก็ไม่ควรปฏิเสธ หากเ้ามีเงินเหลือก็ให้นางยืมใช้ก่อนเถิด วันหน้าค่อยนำมาคืนพวกเรา”
หลี่อันหรานยิ้มเยาะ “คืนพวกเรางั้นหรือ ท่านจะไร้เดียงสาเกินไปแล้ว ที่ผ่านมาท่านเคยเห็นว่าพวกนางยืมสิ่งใดไปแล้วนำมาคืนด้วยหรือ?”
“แล้วก็เื่อุปกรณ์เมื่อคราวก่อน หากไม่ใช่เพราะท่านย่าตัดสินอย่างเป็ธรรม อุปกรณ์ชิ้นนั้นก็คงเป็ของพวกนางไปแล้ว ข้าขอบอกให้ท่านรู้ไว้ ต่อให้ท่านจะมอบน้ำใจให้พวกนางมากเพียงใด พวกนางได้ไปแล้วจะไม่มีวันนำมาคืนแน่นอน อย่าได้ใจอ่อนกับพวกนางเด็ดขาด ท่านต้องจดจำในสิ่งที่พวกนางทำกับเราไว้ให้ดี”
นางกล่าวจบแล้วเดินเข้าห้องครัวโดยไม่สนใจว่าเสิ่นอิ๋นหวนจะพูดอะไรอีก
