บทที่ 3 : กฎเหล็กยามเช้าและสหายจอมสอดรู้
ความเงียบงันในห้องพักเรือนเหมันต์ช่างน่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ถังอวี้หลาน ยังคงนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง หลังพิงหัวเตียงแน่น มือข้างหนึ่งกุมสาบเสื้อที่ปิดมิดชิด อีกข้างกำหมัดแน่น พยายามควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็ปกติ ส่วน เซี่ยหยางจิน ยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาที่อ่านยาก ภายใต้แสงจันทร์สลัวนั้น เขาดูเหมือนพญามารที่กำลังพิจารณาเหยื่อ
"ข้า... ข้าเพียงแต่ใขอรับ"
อวี้หลานรวบรวมสติ เอ่ยแก้ตัวด้วยเสียงที่ดัดให้แหบพร่าที่สุด "ข้าฝันร้าย... ฝันว่าถูกงูเหลือมั์รัดคอ พอท่านยื่นมือมา ข้าเลยนึกว่า... เอ่อ นึกว่าเป็งู"
"งู?" ท่านอ๋องหนุ่มเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มหยัน "เ้าจะบอกว่า แขนข้าดูเหมือนสัตว์เลื้อยคลานน่าขยะแขยงพวกนั้นรึ?"
"หามิได้ขอรับ!" อวี้หลานรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ข้าหมายถึง... ััของท่านมัน... เอ่อ... รวดเร็วปานอสรพิษฉก จนข้าตั้งตัวไม่ทันต่างหาก! แหะๆ"
นางหัวเราะแห้งๆ พลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม การแถสีข้างถลอกเป็ทักษะเอาตัวรอดที่นางฝึกฝนมาอย่างช่ำชอง
เซี่ยหยางจินหรี่ตามองนางอีกครั้ง สายตาคมกริบกวาดมองั้แ่ใบหน้าตื่นตระหนก ลงไปถึงคอเสื้อที่รัดแน่น จนอวี้หลานต้องรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง
"ช่างเถอะ" เขาตัดบทอย่างเบื่อหน่าย "ข้าแค่จะบอกว่า เสียงกรีดร้องของเ้าเมื่อครู่มัน 'แหลม' บาดหูยิ่งกว่าขันทีในวังเสียอีก บุรุษอกสามศอกที่ไหนเขาร้องแบบนั้นกัน? น่าขายหน้าสิ้นดี"
"ขะ... ข้าเจ็บคอน่ะขอรับ! ่นี้คออักเสบ เสียงเลยเพี้ยนๆ ไปบ้าง"
"ข้ออ้างเยอะ"
เขาสะบัดชายแขนเสื้อ หันหลังเดินกลับไปที่เตียงของตนเอง "รีบนอนซะ ถ้าข้าได้ยินเสียงเ้าละเมอ หรือดิ้นพราดๆ เหมือนปลาขาดน้ำอีก ข้าจะจับเ้ามัดไว้กับเสาเตียงจริงๆ คอยดู"
"รับทราบขอรับ! ข้าจะนอนนิ่งเป็ศพเลยขอรับ!"
อวี้หลานถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อเห็นเขาเอนตัวลงนอนและหันหลังให้ นางทิ้งตัวลงบนหมอน หัวใจยังเต้นตึกตักไม่หาย
รอดไปอีกหนึ่งยก... แต่ถ้านางยังเผลอตัวแบบนี้บ่อยๆ มีหวังอายุสั้นแน่!
. .
ยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.)
เสียงระฆังทองแดงดังเหง่างหง่างกังวานไปทั่วหุบเขา ปลุกเหล่าบัณฑิตให้ตื่นจากภวังค์นิทรา
อวี้หลานงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความยากลำบาก นางรู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วยาม ร่างกายปวดร้าวไปหมดจากการนอนเกร็งท่าเดิมทั้งคืน
"ตื่นได้แล้ว เ้าตัวเกียจคร้าน"
เสียงเรียบๆ ดังมาจากอีกฝั่งของฉากกั้น อวี้หลานขยี้ตา มองผ่านช่องฉลุลายไม้ เห็นเงาร่างของเซี่ยหยางจินที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขากำลังยืนจัดแต่งชุดคลุมสีม่วงเข้มอย่างประณีต ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นครอบด้วยกวานทองคำดูสูงส่งสง่างาม
อวี้หลานรีบดีดตัวลุกขึ้น นางคว้าชุดบัณฑิตแล้ววิ่งไปหลบมุมหลังตู้เสื้อผ้าเพื่อจัดการ 'ความลับ' ของตนเอง
การพันผ้าแถบรัดหน้าอกในตอนเช้าที่เร่งรีบคือฝันร้าย นางต้องกลั้นหายใจ แขม่วท้อง และออกแรงดึงผ้าให้ตึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่ก็ต้องกัดฟันทน
"เสร็จหรือยัง?" เสียงเร่งจากหน้าประตูห้อง "ข้าไม่รอคนเชื่องช้านะ"
"เสร็จแล้วขอรับ! เสร็จแล้ว!"
อวี้หลานรีบสวมเสื้อคลุมทับ จัดแต่งทรงผมอย่างลวกๆ แล้ววิ่งกระหืดกระหอบไปที่ประตู เกือบจะสะดุดธรณีประตูหน้าทิ่ม
เซี่ยหยางจินยืนรออยู่หน้าเรือน สายตาเ็าของเขากวาดมองนางั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง
"สายคาดเอวเบี้ยว" เขาชี้ "ปกเสื้อพับไม่เรียบร้อย และผมเ้า... รังนกยังดูดีเสียกว่า"
อวี้หลานหน้ามุ่ย รีบจัดแจงเสื้อผ้าตนเองให้เข้าที่ "ขอบคุณที่ชี้แนะขอรับท่านอ๋อง"
"จำไว้ เวลาเดินอยู่ข้างนอก เ้าคือรูมเมทของข้า การที่เ้าแต่งตัวซอมซ่อเช่นนี้ มันทำให้ข้าดูแย่ไปด้วย เพราะคนจะหาว่าข้าดูแลคนของตัวเองไม่ดี"
พูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อ เดินนำลิ่วไปตามทางเดินหินอ่อน ทิ้งให้อวี้หลานยืนอ้าปากค้าง
"คนของตัวเอง?" นางทวนคำพึมพำ ขนลุกซู่ "ใครเป็คนของท่านกัน! หลงตัวเองชะมัด!"
นางแลบลิ้นไล่หลังเขา ก่อนจะรีบวิ่งตามไปห่างๆ เพราะกลัวหลงทางในสำนักศึกษาที่กว้างใหญ่ราวกับเขาวงกต
. .
ลานหน้า 'ตึกบัณฑิต' คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาใหม่กว่าร้อยชีวิต ทุกคนสวมชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนเหมือนกันหมด แตกต่างกันเพียงเครื่องประดับและหยกพกที่บ่งบอกฐานะ
ทันทีที่เซี่ยหยางจินปรากฏตัว บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไป ผู้คนต่างพากันแหวกทางให้เขาราวกับแหวกน้ำทะเล สายตาชื่นชมระคนหวาดเกรงจับจ้องไปที่ร่างสูงสง่านั้น
อวี้หลานพยายามเดินทิ้งระยะห่าง ทำตัวให้กลมกลืนไปกับฝูงชน แต่มันไม่ง่ายเลยเมื่อนางต้องเดินตามหลังคนที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น
"เฮ้! เ้าหนุ่มหน้ามนคนนั้นน่ะ!"
แรงตบที่บ่าทำให้อวี้หลานสะดุ้งโหยง นางหันขวับไปมอง พบกับชายหนุ่มร่างท้วม ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดูเป็มิตร (และดูสอดรู้สอดเห็น) ยืนฉีกยิ้มกว้างให้
"ข้าเห็นเ้าเดินตามท่านอ๋องเซี่ยต้อยๆ มาั้แ่เรือนเหมันต์... อย่าบอกนะว่า เ้าคือ 'รูมเมทในตำนาน' ที่เขาลือกัน?"
อวี้หลานยิ้มแห้ง "ลือ? ลือว่าอะไรหรือ?"
"ก็ลือกันว่า มีบัณฑิตดวงกุดจับพลัดจับผลูได้ไปอยู่ห้องเดียวกับ 'เทพเ้าแห่งความสะอาด' น่ะสิ!" ชายหนุ่มหัวเราะร่า ก่อนจะประสานมือคารวะ "ข้าชื่อ จางเหว่ย เป็บุตรพ่อค้าวานิชจากแดนใต้ ยินดีที่ได้รู้จักสหายร่วมรุ่น!"
"ข้า... ถังอวี้เฟิง ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน" อวี้หลานประสานมือตอบ รู้สึกโล่งใจที่เจอคนดูเป็มิตร
จางเหว่ยขยับเข้ามาใกล้ กระซิบกระซาบด้วยแววตาเป็ประกาย "นี่ๆ บอกข้าหน่อยสิ สหายถัง... จริงหรือไม่ที่ท่านอ๋องเซี่ยอาบน้ำวันละห้ารอบ? แล้วจริงไหมที่เขาพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวตลอดเวลาเพราะกลัวคนหายใจรด?"
อวี้หลานกลอกตาขึ้นฟ้า นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน "ก็... ไม่เกินจริงเท่าไหร่"
"์! เ้าช่างน่าสงสารแท้ๆ" จางเหว่ยตบไหล่นางอย่างเห็นอกเห็นใจ "แต่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะสหายถัง การที่เ้าไปสนิทสนม... เอ้ย ไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านอ๋อง อาจทำให้เ้าลำบากได้"
"ลำบาก? ทำไมหรือ?"
ยังไม่ทันที่จางเหว่ยจะตอบ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาขวางทางพวกเขาไว้
นำขบวนโดยชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาแต่แววตาหยิ่งยโส สวมชุดบัณฑิตที่สั่งตัดพิเศษเนื้อผ้าดูแพงระยับ ด้านหลังมีลูกสมุนเดินตามอีกสามสี่คน
"หลีกไป! พวกมดปลวกอย่ามาขวางทางท่านอ๋องน้อย!" เสียงลูกสมุนะโไล่
จางเหว่ยหน้าซีด รีบดึงแขนอวี้หลานให้หลบเข้าข้างทาง "ซวยแล้ว... นั่น อ๋องน้อยลู่ คู่ปรับตลอดกาลของตระกูลเซี่ย!"
แต่ดูเหมือนจะช้าไป สายตาของ อ๋องน้อยลู่ หรือ ลู่เหวิน หันมาสบเข้ากับอวี้หลานพอดี เขาชะงักฝีเท้า เดินตรงดิ่งเข้ามาหานาง แทนที่จะเดินผ่านไป
"เ้าสินะ... ถังอวี้เฟิง?" ลู่เหวินเอ่ยเสียงเยาะหยัน พลางใช้พัดด้ามจิ้วเชิดคางมนของอวี้หลานขึ้นมาพิจารณา
อวี้หลานสะบัดหน้าหนีพัดนั้นอย่างรังเกียจ "ท่านมีธุระอันใด?"
"โอหัง!" ลูกสมุนตวาด "กล้าดีอย่างไรมาเสียมารยาทกับท่านอ๋องน้อย!"
ลู่เหวินยกมือห้ามลูกน้อง แสยะยิ้มร้ายกาจ "ข้าแค่จะมาดูหน้าคนที่เป็ 'รูมเมท' ของเซี่ยหยางจินเสียหน่อย... นึกว่าจะเป็ยอดคนมาจากไหน ที่แท้ก็แค่ไอ้หน้าอ่อน ผิวขาวซีดเหมือนสตรี ข้อมือเล็กเท่าตะเกียบแบบนี้ จะไปแบกตำราไหวรึ?"
เสียงหัวเราะครืนดังมาจากกลุ่มลูกสมุน
อวี้หลานกำหมัดแน่น ข่มอารมณ์โกรธ "ถึงข้าจะตัวเล็ก แต่สมองข้าไม่ได้เล็กตาม ข้ามาที่นี่เพื่อเรียน ไม่ได้มาเพื่อแบกหาม ขอตัว!"
นางทำท่าจะเดินหนี แต่ลู่เหวินก้าวมาขวางไว้ "ปากเก่งดีนี่... ได้ข่าวว่าเป็แค่ตระกูลบัณฑิตตกอับ อาศัยใบบุญใครเข้ามาหรือเปล่า?"
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด บัณฑิตรอบข้างเริ่มมุงดูด้วยความสนใจ
"มีปัญหาอะไรกัน?"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ฝูงคนที่มุงดูแตกฮือออกเป็สองฝั่งทันที เผยให้เห็นร่างของเซี่ยหยางจินที่เดินย้อนกลับมา
ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่แผ่ไอสังหารออกมาจนคนรอบข้างหนาวสะท้าน
"อ้อ... แม่ทัพน้อยเซี่ย" ลู่เหวินหันไปยิ้มท้าทาย "ข้าแค่กำลังทักทาย 'สุนัขรับใช้' ตัวใหม่ของเ้าอยู่ พอดีเห็นมันเห่าเก่ง เลยอยากจะสั่งสอนมารยาทเสียหน่อย"
เซี่ยหยางจินปรายตามองอวี้หลานที่ยืนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ก่อนจะหันไปสบตากับลู่เหวิน
"สุนัขของข้า ข้าสอนเองได้ ไม่ต้องลำบากคนนอก..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่เน้นเสียงคำว่า 'คนนอก' อย่างชัดเจน "และอีกอย่าง... พวกเ้ากำลังขวางทางเดิน ข้าเหม็นกลิ่นน้ำปรุงราคาถูก... มันฉุนจนข้าจะอาเจียน"
หน้าของลู่เหวินเปลี่ยนเป็สีแดงสลับเขียวทันที "เ้า!"
"ถังอวี้เฟิง" เซี่ยหยางจินเรียกโดยไม่หันมามอง "จะยืนบื้อให้เขาด่าอยู่ทำไม? ตามข้ามา หรือต้องให้ข้าเอาเชือกจูง?"
อวี้หลานอ้าปากค้าง ทั้งโกรธที่โดนเรียกว่าสุนัข ทั้งสะใจที่เห็นลู่เหวินหน้าแตก นางรีบก้มหัวให้ลู่เหวินแบบขอไปที "ขอตัวนะขอรับ ท่านอ๋องน้อย... เ้านายข้าเรียกแล้ว!"
นางจงใจกระแทกเสียงคำว่า 'เ้านาย' ประชดเซี่ยหยางจิน ก่อนจะรีบเดินตามหลังเขาไป ทิ้งให้ลู่เหวินยืนกำพัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ
เมื่อเดินพ้นมาได้ระยะหนึ่ง อวี้หลานก็รีบซอยเท้าไปเดินขนาบข้างร่างสูง
"ขอบคุณที่ช่วยข้าขอรับ!" นางกระซิบ "แต่... ท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าสุนัขจะได้ไหม?"
เซี่ยหยางจินเหลือบตามองนางเล็กน้อย
"ข้าไม่ได้ช่วยเ้า" เขาตอบเสียงเย็น "ข้าแค่รำคาญเสียงเห่าหอนของเ้านั่น... และจำไว้ ถังอวี้เฟิง ตราบใดที่เ้ายังพักอยู่ห้องเดียวกับข้า เ้าคือความรับผิดชอบของข้า อย่าปล่อยให้ใครมารังแกง่ายๆ มันเสียศักดิ์ศรีเรือนเหมันต์ เข้าใจไหม?"
อวี้หลานเบ้ปากลับหลังเขา
ปากร้ายใจดำ! นึกว่าเป็ห่วง ที่แท้ก็ห่วงหน้าตาตัวเอง!
"เข้าใจแล้วขอรับ!" นางรับคำเสียงดัง
แต่ลึกๆ ในใจ นางก็อดรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาไม่ได้ อย่างน้อย... ในถ้ำเสือแห่งนี้ นางก็ยังมีพญาเสือตัวหนึ่งที่ (จำใจ) คุ้มครองนางอยู่
แม้พญาเสือตัวนั้นจะปากเสียไปหน่อยก็เถอะ!
