ชายหนุ่มที่ถูกห้อมล้อมอยู่กลางวง สวมหมวกแบบทหารใหม่เอี่ยมอ่อง เสื้อโค้ททหารเข้ารูป ใบหน้าดูอ่อนล้าแต่แววตาเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
หลังจากจ้องมองอยู่หลายครั้ง ซูชิงก็ค่อยๆ ขุดคุ้ยใบหน้าของเขาจากความทรงจำ… ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่เคยอาศัยอยู่ในคอกวัวบนเนินเขานั่นหรือ?
เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างถูกเตือนไม่ให้พูดคุยกับ “ปีศาจวัวผีงู” ในคอกวัว มิฉะนั้นจะถูกกินเสีย แต่เด็กเล็กๆ นั้นเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงอดไม่ได้ที่จะแอบย่องไปดูว่า “ปีศาจวัวผีงู” มีหน้าตาเป็อย่างไร ในชาติก่อนตัวเธอเองก็เคยเข้าไปร่วมวงด้วยเช่นกัน ในความทรงจำ ชายผู้นี้มักจะหลังค่อมและมีสีหน้าอิดโรยเสมอ
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับท่าทางกระปรี้กระเปร่าในตอนนี้ แต่เมื่อคิดถึง่เวลาในตอนนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ
“หนูน้อย เธอคือผู้ช่วยชีวิตลูกชายฉันใช่ไหม?” เจียงผิงเย่จ้องมองซูชิงด้วยรอยยิ้ม คิดในใจว่าซูเซี่ยงฮวา ชายหนุ่มชาวนาผู้นี้ กลับมีลูกสาวที่สดใสน่ารักถึงเพียงนี้
ซูชิงส่ายหน้า แล้วผลักซูเจียคังไปข้างหน้า “พี่ชายของฉันต่างหากที่ช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำ”
เธอสังเกตเห็นว่าซูเซี่ยงกั๋ว รองหัวหน้าหน่วยสองคน และสมุห์บัญชี ต่างก็แสดงความเคารพอย่างนอบน้อม แม้แต่ซูเจียเหวิน ผู้มักจะทะนงตน ก็ยังยิ้มแย้มด้วยความกระตือรือร้น
ในกลุ่มคนนั้นยังมีเลขาธิการเหยาแห่งสหกรณ์ของพวกเขา ซึ่งตำแหน่งของเขาจัดอยู่หลังคนแปลกหน้าอีกหลายคน แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีฐานะสูงกว่า
ท่าทางของคนกลุ่มนี้ล้วนแสดงออกถึงความจริงจังและกระตือรือร้นของคนระดับล่างที่ต้อนรับคนระดับสูง ผู้ที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ต้องมีตำแหน่งไม่ธรรมดา การให้ซูเจียคังได้แสดงตัวจึงไม่ใช่เื่เสียหาย
รอยยิ้มของเจียงผิงเย่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาจับมือซูเจียคังแล้วบีบเบาๆ “หนูน้อย ขอบคุณเ้ามากจริงๆ”
การต้อนรับเช่นนี้ ซูเจียคังรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขากลั้นใจทำเป็ใจเย็นแล้วตอบว่า “ไม่เป็ไรครับ แค่ช่วยกันเล็กน้อย”
“พ่อครับ” เจียงอี้ไป๋ที่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ได้ยินเสียงดังจึงรีบวิ่งออกมา
เจียงผิงเย่เห็นว่าลูกชายยังมีชีวิตชีวาและแข็งแรง ก็รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง “ยังไม่มาขอบคุณหนูน้อยคนนี้อีก” เจียงผิงเย่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อของซูเจียคัง “หนูน้อยคนนี้ชื่ออะไรหรือ?”
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ซูชิงก็ดึงซูเจียเหวินไปข้างๆ
ซูเจียเหวินไม่พอใจ ซูเซี่ยงกั๋วตั้งใจให้ซูเจียคังกลับมาเรียกเขาไปร่วมต้อนรับแขก ก็เพื่อให้เขาได้แสดงตัวต่อหน้าผู้นำ
เขาไม่รู้ว่าเจียงผิงเย่เป็ใคร แต่เขารู้แค่ว่าหัวหน้าแผนกปฎิรูปประจำอำเภออย่างฉู่จู่เริ่น ก็ยัง้าเอาใจเขา หากเขาได้รับความประทับใจที่ดีจากผู้นำเหล่านี้ บางทีปีนี้เขาอาจจะได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชนชั้นกรรมกร-ชาวนา-ทหาร
ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ ซูชิงกลับมาสร้างปัญหา เขามีหรือจะพอใจ? หากไม่ใช่เพราะต่อหน้าคนเยอะแยะ ซูเจียเหวินคงจะสะบัดมือเธอออกไปนานแล้ว
ซูชิงแสร้งทำเป็ไม่เห็นสีหน้าไม่พอใจของซูเจียเหวิน เื่น่าปวดหัวที่แม่นายทำลงไป แถมยังทำเพื่อผลประโยชน์ของนายอีก ถ้านายไม่ไปสะสาง แล้วใครจะสะสางล่ะ?
ซูเจียเหวินระงับความโกรธแล้วเดินไปข้างๆ ซูชิง “เจียเจียอย่าเล่นซนเลย มีอะไรค่อยคุยกันทีหลัง”
เขาพยายามระงับอารมณ์ แต่ซูชิงกลับไม่พอใจ ในตอนแรกเธอยังคิดที่จะพูดอย่างอ่อนโยนเพื่อรักษาน้ำใจของซูเจียเหวิน แต่เมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งของเขา ซูชิงก็เอ่ยขึ้นตรงๆ ว่า “เสื้อแจ็คเก็ตที่เจียงอี้ไป๋ทิ้งไว้ในลานบ้านหายไปแล้ว รบกวนพี่ใหญ่ไปถามอาสะใภ้ใหญ่หน่อยว่าเห็นไหม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวถ้ามีคนถามขึ้นมา บ้านเราคงอธิบายลำบาก”
สีหน้าของซูเจียเหวินแข็งทื่อไปชั่วขณะ แล้วจึงเปลี่ยนเป็สีเขียวในทันที ในที่สุดเขาก็หันมามองซูชิงอย่างตั้งใจ
ซูชิงจ้องมองเขากลับโดยไม่หวาดหวั่น เธอแค่สงสัยว่าหลิวหงเจินขโมยไป ซูเจียหยางวัยห้าขวบยังคงเดาเื่นี้ได้เลย หลิวหงเจินเป็คนแบบไหน ใครบ้างจะไม่รู้
ช่วยคนอย่างดี กลับถูกกล่าวหาว่าเป็ขโมย ซูชิงไม่ยอมเสียเปรียบแบบนั้น มันน่าขยะแขยงเกินไป
ภายใต้สายตาที่สดใสของซูชิง ซูเจียเหวินรู้สึกอับอายขายหน้า เขาต้องพยายามพูดเสียงอ่อนโยนเพื่อปลอบโยน “น่าจะเป็แม่ที่เอาไปซักแล้ว เจียเจียอย่าเพิ่งใจร้อนเลยนะ เดี๋ยวพี่ไปถามแม่ให้”
“ฉันไม่รีบหรอก ฉันกลัวว่าพวกเขาจะรีบมากกว่า” ซูชิงยิ้มหวาน เธอรู้ว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้จะต้องถูกหาเจออย่างแน่นอน
ถ้าเป็วันปกติ ซูเจียเหวินอาจจะแค่พยักหน้าตอบรับไปงั้นๆ แล้วไม่ทำอะไรเลยก็ได้ เช่นเดียวกับที่หลิวหงเจินเคยอาละวาดเพื่อผลประโยชน์ของเขา เขาก็จะออกมาห้าม แต่ก็แค่ห้ามเท่านั้น ไม่เคยหยุดตัวเองจากการรับผลประโยชน์เลย อย่างไรก็ตาม วันนี้สถานการณ์พิเศษ เขากำลัง้าเอาใจคนอื่น จะไปขโมยเสื้อผ้าของพวกเขาได้อย่างไร มันจะทำให้ภาพลักษณ์เสียหมด!
กล้ามเนื้อใบหน้าของซูเจียเหวินกระตุกเล็กน้อย เขาทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงรีบจากไป
“เข้าบ้านมาดื่มน้ำหน่อย” ซูเซี่ยงกั๋วเชิญเจียงผิงเย่เข้าบ้านด้วยความกระตือรือร้น
เดิมทีเจียงผิงเย่้าจากไปโดยเร็ว แต่คนขับรถเสี่ยวเฉิงกลับมาบอกว่าลูกชายของเขาตกน้ำและมีคนช่วยไว้
ในฐานะพ่อ เขาย่อมต้องมากล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง เมื่อถามว่าใครช่วยไว้ เสี่ยวเฉิงก็เกาหัวยิ้มๆ “ตงจื่อลืมถามชื่อเขาไปครับ เขาแค่บอกว่าเป็เด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบขวบ หน้ากลม ตากลมโต น่ารักมากครับ เหมือนจะชื่อเจียเจีย”
ซูเซี่ยงกั๋วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยิ้ม “น่าจะเป็หลานสาวของผมครับ”
เจียงผิงเย่รู้สึกทึ่งในบุพเพสันนิวาสระหว่างเขากับซูเซี่ยงฮวา ดังนั้นกลุ่มคนจึงพากันไปยังบ้านเก่าตระกูลซู
เมื่อมาถึงแล้ว ก็ไม่อาจไม่เข้าไปนั่งได้ กลุ่มคนนั่งเต็มห้องโถงของบ้านเก่าตระกูลซู
ซูเซี่ยงกั๋วที่ยิ้มกว้างเห็นไม่มีใครมาเทน้ำให้ ก็อดทนต่อความไม่พอใจในใจ แล้วหันไปพูดกับซูเจียฉวนที่ตามเข้ามาดูเหตุการณ์ “ไปหาแม่ของเ้าสิ” เมียคนนี้คงจะวิ่งไปนินทาที่บ้านไหนอีกแล้ว
ซูเจียฉวนไม่เต็มใจนัก เขาตามมาตลอดทาง ในปากและกระเป๋าเต็มไปด้วยลูกอม เขายังอยากได้อีก จะจากไปได้อย่างไร
ซูเซี่ยงกั๋วเบิกตาโต
“พ่อครับ แม่ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำครับ” ซูเจียเหวินเดินเข้ามาพร้อมกาต้มน้ำร้อน แล้วกล่าวว่า “แม่เจอเสื้อผ้าเปียกตัวหนึ่งในลานบ้าน น่าจะเป็ของสหายเจียงใช่ไหมครับ?”
เจียงอี้ไป๋รีบกล่าว “ไม่ต้องซักครับ ไม่ต้องซักครับ พวกคุณลำบากมากแล้ว จะให้พวกคุณลำบากเพิ่มอีกได้อย่างไร”
ซูเจียคังกรอกตา พอกรอกตาเสร็จก็เห็นหานตงชิงมองมา เขาก็หันหน้าหนีอย่างไม่สบายใจ
หานตงชิงยิ้มเล็กน้อย
“ก็แค่เสื้อผ้าตัวเดียว ไม่ได้ลำบากอะไรหรอก” ซูเซี่ยงกั๋วยิ้มอย่างอารมณ์ดี
แม้เจียงผิงเย่จะไม่้าสร้างความลำบากให้คนอื่น แต่เขาก็ไม่สามารถไปแย่งเสื้อผ้าคืนมาได้ จึงได้แต่กล่าวขอบคุณ
ซูชิงที่อยู่หน้าลานบ้านย่นริมฝีปาก เธอไม่สงสัยเลยว่าผู้ชายคนนี้สมควรเป็หัวหน้าทีมได้ หลิวหงเจินคิดจะทำอะไร เขาก็ต้องเดาได้แน่นอนในฐานะสามี
เธอมองซูเจียเหวินที่กำลังเทน้ำให้ทุกคนอย่างอ่อนน้อมและเชื่อฟัง ซูชิงอดไม่ได้ที่จะ “จึ๊ก” เสียงเบาๆ นี่คือคุณชายที่แท้จริงที่น้ำมันล้มยังไม่ช่วยพยุงเลย เด็กๆ ในบ้านนี้ต่างก็ช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ลูกชาวนาไหนจะเ้าระเบียบขนาดนี้
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคือซูเจียเหวิน เขาป่วยไม่ใช่หรือ?
ตอนเด็กๆ เขาก็ป่วยจริง แต่หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี เขาก็ได้รับการดูแลจนดีขึ้นมากแล้ว แค่ร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
แต่มาถึงวันนี้ ซูเจียเหวินก็ยังคงได้รับสิทธิพิเศษเฉกเช่นผู้ป่วยอาการหนัก เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีไม่ต้องทำงานใดๆ แต่กลับได้กินอาหารที่ดีที่สุดในบ้าน
ไม่นานหลิวหงเจินก็กลับมาพร้อมอ่างไม้ แสดงท่าทีของภรรยาและมารดาที่ดี
เจียงอี้ไป๋รีบออกไปต้อนรับแล้วกล่าวขอบคุณอย่างไม่ขาดสาย
“ไม่เป็ไรหรอก ก็แค่เสื้อผ้าตัวเดียว ไม่ได้ลำบากอะไรเลย” เสื้อผ้าดีๆ แบบนี้หายไป หลิวหงเจินเ็ปใจยิ่งนัก แต่ซูเจียเหวินบอกเธอว่าคนเหล่านี้เป็ผู้นำ หากทำให้พวกเขาพอใจ ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่เขาจะเข้ามหาวิทยาลัย แม้แต่ซูเซี่ยงกั๋วอยากจะย้ายเข้าสหกรณ์ ก็เป็เื่ง่ายนิดเดียว ดังนั้นหลิวหงเจินจึงต้องจำใจยอมเสียสละ เมื่อสามีของเธอเป็เ้าหน้าที่สหกรณ์ และลูกชายของเธอกลายเป็นักศึกษา เธอจะได้ดูว่าตาแก่คนที่สี่จะอวดดีอะไรได้อีก ก็แค่คนงานเท่านั้นแหละ!
ปฏิเสธคำเชิญให้กินข้าวของซูเซี่ยงกั๋ว เจียงผิงเย่พาคนจากไป ซูเซี่ยงกั๋วและเ้าหน้าที่ในหมู่บ้านต่างก็ออกมาส่ง ซูเจียเหวินก็ไม่พลาดเช่นกัน
ซูเจียคังถูกเจียงอี้ไป๋ดึงไปด้วย เจียงอี้ไป๋รู้สึกเสียดายที่ต้องจากซูเจียคังไป ในเวลาอันสั้น พวกเขาก็สร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน
ผู้คนมากมายมาแล้วก็ไปอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านที่ก่อนหน้านี้ได้แต่ชะเง้อดูอยู่ภายนอกจึงกล้าเข้ามาเป็มุงดู พวกเขาเห็นบุหรี่ เหล้า และขนมหวานกองอยู่บนโต๊ะ ซึ่งล้วนเป็สินค้าระดับพรีเมียม หลายแพ็คเกจพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
“คนพวกนี้ช่างใจกว้างจริงๆ พวกเขาเป็ใครกันนะ?” มีคนถามหลิวหงเจินด้วยความอิจฉาและอยากรู้อยากเห็น
“ผู้นำระดับสูง” หลิวหงเจินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ เธอจำได้แค่ว่าซูเจียเหวินบอกว่าพวกเขาเป็ผู้นำระดับสูง เป็ผู้นำที่ทรงอิทธิพลมาก
หลิวหงเจินจ้องมองของบนโต๊ะด้วยแววตาเป็ประกาย สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าเท่าไรกัน “ซูเจียซวง ซูเจียฉวน เอาของพวกนี้ไปไว้ในห้องแม่สิ”
ซูเจียฉวนกอดกระป๋องลูกอมแล้ววิ่งหนีไป ส่วนซูเจียซวงยืนนิ่งไม่ไหวติง
“อาสะใภ้ใหญ่คะ ของพวกนี้เป็ของขวัญขอบคุณที่พวกเขาให้พี่รองค่ะ” ซูชิงเตือนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลิวหงเจินแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ “อะไรคือของที่ให้คังจื่อ? นี่มันของที่ให้บ้านเราต่างหาก”
“ได้ค่ะ งั้นหนูจะไปถามให้แน่ใจว่ามันเป็ของใครกันแน่” ซูชิงยกเท้าทำท่าจะเดินออกไป หากนำไปไว้ในห้องของพวกเขา จะเหลือถึงสี่ส่วนหนึ่งก็ถือว่าดีแล้ว
ถ้าไปขอคืน หลิวหงเจินจะต้องตีอกชกหัวร้องโวยวายว่าซูเจียเหวินร่างกายอ่อนแอ้าสารอาหาร ส่วนบุหรี่กับเหล้า ซูเซี่ยงกั๋ว้านำไปมอบให้คนอื่น สุดท้าย ซูต้าจงก็จะเข้ามาไกล่เกลี่ย ให้หลิวหงเจินแบ่งออกมาบ้าง แล้วเื่ก็จบลง
ซูชิงไม่ทนกับพฤติกรรมแย่ๆ แบบนี้ เธอไม่้าส่วนแบ่ง แต่้าความถูกต้อง ทำไมต้องยอมให้ครอบครัวพี่ใหญ่เอาเปรียบอยู่ร่ำไป
“ไม่ให้ไป” หลิวหงเจินรู้สึกขนลุก หากเด็กสาวคนนี้ไปอาละวาดที่นั่น ผู้นำจะคิดอย่างไร นั่นจะไม่ทำลายเื่สำคัญของสามีและลูกชายเธอหรือ
หลิวหงเจินกลัวจนหน้าซีด แล้วรีบกล่าวว่า “ให้คังจื่อ ให้คังจื่อทั้งหมดนี่แหละ ฉันแค่อยากช่วยเขาเก็บไว้ก่อนก็เท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้ชาวบ้านที่มาดูเหตุการณ์อดหัวเราะไม่ได้ หลิวหงเจินเป็คนแบบไหน ใครๆ ก็รู้ดี
แก้มของหลิวหงเจินกระตุก เธอยากจะบีบคอเด็กสาวคนนี้ให้ตายนัก เมื่อไหร่กันที่เธอเปลี่ยนไปเป็คนปากร้ายขนาดนี้
“เอาไปไว้ในห้องคุณย่า” ซูชิงจึงหยุดฝีเท้า ซูเจียคังและซูเจียอู่พักอยู่ห้องเดียวกัน เอาไปไว้ที่นั่นก็ซ่อนไม่ได้ ห้องของเธอกลับปลอดภัย แต่ถ้าพูดออกไป ก็เหมือนเธอ้ายักยอกของเหล่านี้ เมื่อเป็เช่นนี้ ก็เหลือแค่ห้องของซุนซิ่วฮวาแล้ว
หลิวหงเจินตอบรับทันที แต่กลับเดินช้าๆ ไม่ไหวติง
ซูชิงรู้ดีว่าเธอกำลังถ่วงเวลา จึงทำท่าจะเดินออกไปอีกครั้ง
“ซูเจียซวง รีบเอาไปไว้ในห้องคุณย่าสิ” หลิวหงเจินตะคอกอย่างไม่พอใจ
ซูเจียซวงถือเหล้าในมือซ้าย กอดบุหรี่ในมือขวา ถือของเต็มสองมือ
หลิวหงเจินรู้สึกเจ็บหน้าอกด้วยความโกรธ ไอ้คนโง่ ทำไมไม่หยิบให้น้อยลง ถ่วงเวลาให้นานขึ้นอีกหน่อย รอให้คนเ่าั้กลับไปแล้ว เธอยังจะกลัวเด็กสาวคนนี้หรือ
“ซูเจียฉวน ทำไมยังไม่รีบมาช่วยยกของอีก” ไม่เห็นซูเจียฉวนกลับมานานแล้ว หลิวหงเจินรู้สึกอึดอัด ไอ้เด็กบ้า วิ่งไปไหนแล้วนะ ถ้าเขาอยู่ที่นี่ เขายังพอจะช่วยสร้างความวุ่นวายกับซูชิงได้บ้าง
แน่นอนว่าซูเจียฉวนได้ยินเสียงดังของแม่แล้ว เขาก็แสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน แล้วซดซาลาเปาไส้เนื้อในมืออย่างตะกละตะกลาม เขาอยากกินอีกชิ้นก่อนที่แม่จะรู้ตัว
ซูชิงเหลือบมองซูเจียซวง ในบรรดาลูกๆ ของครอบครัวพี่ใหญ่ ก็มีเพียงซูเจียซวงเท่านั้นที่ยังถือว่าพอมีเหตุผล แต่กลับเป็คนที่ได้รับความรักน้อยที่สุด
เมื่อเหลือเพียงลูกอมผลไม้กล่องเดียว ซูชิงก็เดินกลับมาอย่างช้าๆ เปิดกล่องแล้วแบ่งให้ทุกคนในห้องคนละสองเม็ด เธอแบ่งไปพลางก็เรียกชื่อคนไปพลางด้วยน้ำเสียงหวานหู “คุณลุง คุณป้า คุณอา… กินลูกอมสิคะ”
ถ้าไม่มีพวกเขา หลิวหงเจินคงจะระงับความโกรธไม่อยู่แล้วพุ่งเข้ามาตีเธอไปแล้ว นอกจากนี้ ในฐานะเพื่อนบ้าน ของที่ได้รับมาก็ไม่น้อย หากไม่แบ่งปันอะไรเลย ก็คงไม่เหมาะสม
ผู้ที่ได้รับลูกอมต่างยิ้มแย้ม พวกเขามองหลิวหงเจินที่หน้าบึ้งราวกับถูกเชือดเนื้อ และมองซูชิงที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วคิดในใจว่าหลิวหงเจินวัยสี่สิบปี ยังทำตัวไม่เหมือนเด็กสาววัยสิบขวบเลย
