ด่านโยวเยี่ยนวุ่นวายอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
คนมากมายหวั่นกลัวหายนะที่กำลังคืบคลาน โดยเฉพาะการเข้ามาแทรกแซงของชาวยุทธภพ ความโกลาหลยิ่งนานขึ้นยิ่งชัดเจนขึ้น มีแม้กระทั่งบางครั้งจะปรากฏการปะทะกันระหว่างทหารและชาวยุทธ์ เื่ประลองยุทธ์ในเมืองนั้นก็มีบ้างเป็ครั้งคราว อีกทั้งในชาวยุทธ์เองก็ยังไม่สามัคคีกันถึงเพียงนั้นด้วย มาจากคนละกลุ่มและคนละระดับพลัง มีพรรคบางพรรคที่ไม่ลงรอยหรือมีความแค้นกันอยู่แล้ว พวกเขาได้นำเอาความแค้นเหล่านี้พกพามาที่ด่านโยวเยี่ยนด้วย
หากจะนำแสงดาบและเงากระบี่มาเป็นิยามของด่านโยวเยี่ยนใน่หลายวันนี้แล้ว ย่อมจะเหมาะสมยิ่งยวด
วินัยและกฎระเบียบอันยาวนานของกองทัพโยวเยี่ยนเหมือนจะถูกพลังอะไรบางอย่างทำลายจนหมดสิ้น
สองสามวันมานี้ เ่ิูใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่หอคอยอาชาขาว นอกจากหาเวลา่เช้ามืดจัดการกับเืประหลาดบนฝ่ามือหยดนั้นแล้ว เวลาส่วนใหญ่เขามักใช้ไปกับการศึกษาคัมภีร์ยาอย่างละเอียด ปรับให้เข้ากับพลังที่มากขึ้นภายในร่าง ส่วนอัญมณีแท้ที่เหลืออยู่นั้น เ่ิูยังมิได้รีบกลั่นหรือดูดซับมัน
แน่นอน เ่ิูก็เป็ห่วงเื่สถานการณ์ในเมืองปัจจุบันนี้เช่นกัน
มีชาวยุทธ์มีตาหามีแววไม่มาก่อเื่อยู่หน้าหอคอยอาชาขาวสองสามครั้ง ถูกไป๋หย่วนสิงที่ถือตราประทับนายทัพของเ่ิูด่าตะเพิดไป คำกล่าวที่ว่านามของคนคือร่มเงาไม้ให้พักพิงนั้น เ่ิูเป็โหวผู้ทำความดีความชอบซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากอาณาจักรโดยตรง ในด่านโยวเยี่ยนเขามีเขี้ยวเล็บเป็ของตนเอง ดังนั้นชาวยุทธ์ทั่วไปย่อมไม่กล้าท้าทาย
แต่ปัญหาอยู่ที่ กระทั่งหอคอยอาชาขาวยังได้รับผลกระทบไปด้วย แล้วที่อื่นๆ ในเมืองเล่าจะอลหม่านถึงขั้นไหน
หลายวันมานี้ อูหม่าไปซื้อกับข้าว ล้วนมีปากเสียงหรือการปะทะกันอยู่เนืองๆ
เ่ิูครุ่นคิด เขาบอกอูหม่าไปว่าให้นางพาครอบครัวนางมาที่หอคอยอาชาขาวให้หมด แล้วต้อนรับให้จงดี กลับกันทั้งหอคอยอาชาขาวยกเว้นหอคอยชั้นสี่ ล้วนมีลานหรือพื้นที่ว่างโล่งกว้างอยู่ เพิ่มคนมาเสียหน่อยยังจะดีกว่า เทียบกับสภาพเปล่าเปลี่ยวของมันแล้ว เ่ิูผู้มาจากเขตคนยาก กลับชอบบรรยากาศครึกครื้นคล้ายหัวมุมถนนหรือปลายตรอกเสียมากกว่า
อูหม่าและครอบครัวของนางซาบซึ้งในบุญคุณของเขายิ่งนัก รีบขนย้ายข้าวของเข้ามาในชั่วข้ามคืน
เ่ิูเดิมทีก็ยังอยากไปตามหาน้องชายของทหารรักษาป้อมคนแรกที่ค่ายทัพหน้าอยู่ เสียดายที่เวินหว่านกับหลิวจงหยวน่นี้ยุ่งตัวเป็เกลียว น้อยนักที่จะมีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวินหว่านเสือบ้าคอยให้ความช่วยเหลือแล้ว หากเ่ิูไปคนเดียว ให้หาทั้งวันก็คงหาไม่พบ ดังนั้นจึงต้องจำใจรอไปชั่วคราว
จากข้อมูลหลายๆ แหล่ง สิ่งที่ทำให้คนจมดิ่งมากที่สุดก็คือเทพาโยวเยี่ยนลู่เฉาเกอที่ไม่ปรากฎตัวเข้าประชุมใหญ่ครั้งแรกเพื่อฤดูใบไม้ผลิแห่งการบุก นี่ทำให้เหล่าฝูงชนที่เป็ห่วงอาการาเ็ของเขาอยู่แล้ว ยิ่งทุกข์ใจหนักขึ้นไปอีก
หลายสิบปีมานี้ ที่เป็ครั้งแรกที่เทพาโยวเยี่ยนขาดประชุมกองพลครั้งสำคัญ
จากสัญญาณหลายๆ อย่าง ลู่เฉาเกอที่ได้รับาเ็คราวนี้ น่ากลัวว่าคงไม่เบาสบายเช่นที่มองโลกในแง่ดีแน่แล้ว บวกกับข่าวลือแปลกๆ ที่แพร่สะพัดออกมา ด่านโยวเยี่ยนที่สภาพการณ์เริ่มมีคลื่นซัดกระหน่ำ คลื่นใต้น้ำเริ่มน่ากลัวขึ้นอีกขั้น เบื้องสูงของทัพพยายามปิดข่าวแต่ผลกลับไม่ได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น
นอกจากนี้แล้ว ยังมีเสียงข่าวว่าหลี่ชิวฉุ่ยจากพรรคจื่อเวยได้ออกบัตรเชิญให้ชาวยุทธ์ผู้ทรงภูมิจากทุกพรรคซึ่งมายังด่านโยวเยี่ยนรวมตัวกันหนึ่งเดือนต่อจากนี้ เพื่อจะเปิดการประชุมสำนักยุทธ์เพื่อเลือกประมุขชาวยุทธ์มาปกครองอำนาจในชาวยุทธภพจากพรรค จากนั้นจึงปรึกษาและให้ความร่วมมือกับฝ่ายทหาร
“ไร้สาระเป็บ้า” เ่ิูฟังข่าวนั้นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “คำสั่งจากอาณาจักร บอกไว้ชัดเจนว่าชาวยุทธ์ต้องสนองพระราชโองการ มายอมจำนนแก่ด่านโยวเยี่ยน นับั้แ่การกำกับการครั้งแรกก็คือพรรคต้องเชื่อฟังคำสั่งทหาร ให้ด่านโยวเยี่ยนเป็ผู้นำ ตอนนี้คนพวกนี้กลับอยากเฟ้นหาประมุขมาเจรจาต่อรองกับกองทัพ น้ำเข้าสมองมันหรือไง? เื่ทางทหารอยากจะแย่งชิงปัญญาอ่อน ้า่ชิงสิทธิ์ในการนำเื่ทางกองทัพ จะมีอะไรหาที่เทียบไม่ได้อย่างเ้าพวกนี้ไหมนี่?”
สิบวันต่อมา
เขาที่ขลุกอยู่ในหอคอยอาชาขาวมานานนัก จึงงดฝึกฝนชั่วคราว เช้าวันนี้เ่ิูตัดสินใจจะออกไปเดินชมเมืองให้สำราญใจเสียหน่อย ซื้อจำพวกวัตถุดิบทำยาที่ต้องใช้ เด็กหนุ่มเตรียมตัวจะปรุงยาแล้ว
ใบไม้ผลิเริ่มใกล้เข้ามา
กองหิมะในด่านโยวเยี่ยนเริ่มละลาย ยามทอดสายตามองออกไป จะเห็นส่วนที่เป็สีเขียวกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเพิ่มขึ้นมา
แสงอาทิตย์เหนือศีรษะอบอุ่นยิ่งนัก แต่อากาศก็ยังคงหนาวจับจิตอยู่บ้าง
เ่ิูออกมาคนเดียว
แต่ออกมาจากหอคอยอาชาขาวได้ไม่ถึงร้อยเมตรก็ชะงักในใจ
หนานหัวที่สวมชุดสีม่วงรัดรูปเดินออกมาจากโรงน้ำชา ใบหน้าของนางประดับยิ้มหวานเมื่อเดินตรงมาหาเ่ิู
“เย่โหวเหย่ พวกเราเจอกันอีกแล้ว” ครั้นนางนางเดินมาถึงเ่ิูก็เอ่ยทักทายราวกับเป็เพื่อนเก่าแก่ อาภรณ์บนกายที่ห่อหุ้มนางงดงามถึงที่สุด เพราะนางเป็หญิงคนหนึ่ง นางมีรูปร่างอันหมดจด สองขายาวกลมกลึง องค์เอวบาง ศีรษะสูงกว่าหญิงทั่วไปเล็กน้อย ผิวขาวสกาวราวกับหยก สัดส่วนสมดุลกลมกลึง ส่วนที่ควรเว้าก็เว้า ส่วนที่ควรโค้งก็โค้ง ผมดั่งน้ำตกสีดำ เพราะฝึกยุทธ์เป็นิจ กายนางจึงมีกลิ่นอายหาญกล้าที่ยากจะหาพบได้ในดรุณีทั่วไป ง่ายนักจะทำให้ชายใดได้ชายตามองแล้วยอมศิโรราบ
ใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่สาดส่องลงมา หนานหัวเปล่งประกายทุกสัดส่วนดั่งทองคำ
นางเชื่อมั่นใจความงามยามนี้ของตนเอง
เพราะนางมีไหวพริบพอจะมองเห็นว่าในดวงตาเ่ิู ฉายแววงดงามบางอย่าง
แต่ประโยคถัดมาของเ่ิูกลับทำให้นางโมโหและรู้สึกเหมือนพ่ายแพ้ราบคาบ
“เ้าคือ?” เ่ิูขมวดคิ้วถาม
ลืมข้าแล้วจริงหรือ?
เขาจำข้าไม่ได้?
หนานหัวกัดฟัน จากนั้นจึงแย้มยิ้มแล้วตอบ “ศิษยพรรคจื่อเวยหนานหัว เย่โหวเหย่ พวกเราเคยเจอกันสองสามครั้งที่หอลมฝนปรอยนะ”
“อ๋อ” เ่ิูพยักหน้า จากนั้นก็ถามไปตรงๆ “เ้ามาหาข้าด้วยเหตุใด?”
หนานหัวเม้มปากแน่น นางยิ้มน้อยใจแล้วว่า “ไม่มีเหตุก็มาหาท่านไม่ได้หรือ?”
“เ้าไม่มี แต่ข้ามี” เ่ิูพยักหน้าแล้วเสริม “เช่นนั้นก็...ลาก่อน”
เอ่ยจบ เขาก็เดินผ่านหนานหัวแล้วเร่งฝีเท้าจากไป
หากมีดรุณีเยาว์งดงามมาจีบแล้ว เ่ิูย่อมต้องไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะใจของเขาที่มีความเหิมเกริมอันสุขุมอยู่ภายในจะยิ่งพอใจ แต่ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อเ่ิูได้พบกับแม่นางจากพรรคจื่อเวยนามหนานหัว กลับตอบสนองเองโดยธรรมชาติ เขาที่เห็นคราเดียวมิลืมเลือนแน่นอนว่าจำนางได้ เมื่อครู่ที่แกล้งทำเป็ไม่รู้จักเพราะไม่อยากจะพัวพันต่อไปก็เท่านั้นเอง
หนานหัวอึ้ง
นางโกรธยิ่งนัก นางเป็สตรีที่บุรุษตามจีบตลอดมา ไยถึงรู้สึกเช่นนี้ได้?
เ่ิูผู้นี้ หมายความว่าไรแน่?
หรือว่าจะไม่ชอบผู้หญิง?
หรือว่าจะ...นางต้องหลอกให้ตายใจก่อนแล้วค่อยตะครุบหรือ?
นางกระทืบเท้าอย่างแรง หุบรอยยิ้มบนใบหน้าลงจนหมด หนานหัวหันกลับแล้วกรายมือทีหนึ่ง กลุ่มแสงสีลอยล่องออกมาจากมือนาง ตรงไปยังด้านหลังของเ่ิู นางทิ้งท้าย “หนึ่งเดือนต่อจากนี้ โรงเตี๊ยมโยวเยี่ยน หลี่ชิวฉุ่ยแห่งพรรคจื่อเวยจะรวมตัวชาวยุทธ์จากพรรคทุกท่าน รอคอยการมาของท่านเย่โหวเหย่อย่างเคารพยิ่ง”
เอ่ยจบ นางก็ตะบึงตะบอนจากไป
เ่ิูตวัดมือหนีบแสงสีทองนั้นไว้ในมือ
บัตรเชิญอักษรทองคำแผ่นหนึ่ง
เขาเปิดบัตรเชิญนั้นออกมา นามหลี่ชิวฉุ่ยเด่นหราอยู่หน้าสุด นี่เป็บัตรเชิญที่เชิญเ่ิูไปเข้าร่วมการรวมตัวครั้งใหญ่ของพลพรรคยุทธภพ นอกจากหลี่ชิวฉุ่ยแล้ว ยังมีอีกหลายต่อหลายนาม น่าจะเป็บุคคลสำคัญมีสกุลของพรรคแห่งอาณาจักร
“น่าแปลก ข้ามิใช่คนของพรรค ไฉนต้องส่งบัตรเชิญนี้ให้ข้าด้วยเล่า?”
เ่ิูจับต้นชนปลายไม่ถูก
เขาเก็บบัตรเชิญนั้นไว้ ไม่สู้จะเข้าใจเจตนาของคนจากพรรคพวกนี้นัก
จะไปหรือไม่ไปนั้น ไว้ค่อยคิดอีกทีแล้วกัน
...
โถงร้อยสมุนไพร
หนึ่งในสี่ผู้ให้วัตถุดิบทางยาของอาณาจักร คือร้านยาเ้าเดิมที่มีชื่อเสียงและทรงเกียรติเป็ที่รู้กันทั่วแว่นแคว้น ตอนที่ด่านโยวเยี่ยนเพิ่งถูกก่อตั้งได้ไม่กี่ปี สาขาของโถงร้อยสมุนไพรก็เปิดที่ด่านไปแล้ว หลายปีมานี้ได้มุมานะอย่างหนัก บวกกับโถงร้อยสมุนไพรร่วมมือกับฝ่ายกองทัพ ดังนั้นกิจการในด่านโยวเยี่ยนแห่งนี้นับวันจะยิ่งเฟื่องฟูมากขึ้น กล่าวกันว่าหนึ่งในสี่ของสมุนไพรที่กองพลโยวเยี่ยนใช้นั้นมาจากสาขาย่อยของโถงร้อยสมุนไพรแห่งนี้
ดังนั้นฐานะของโถงร้อยสมุนไพรในด่านโยวเยี่ยนจึงไม่อาจดูแคลนได้เลย
ยังไม่ทันถึงเที่ยงวันดี เ่ิูก็ปรากฏตัวอยู่ในโถงใหญ่ชั้นหนึ่งของโถงร้อยสมุนไพรแล้ว
เ้าพนักงานท่าทางสะอาดและคล่องแคล่วกำลังต้อนรับเ่ิูอย่างอบอุ่น
เ่ิูเดินไปมองไป
โถงใหญ่ชั้นหนึ่งมีพื้นที่เกินสิบหมู่ นับว่ากว้างมาก แบ่งออกเป็เขตแตกต่างกัน สมุนไพรธรรมดากับยาิญญาและสมุนไพริญญา ล้วนมีวางขายทั้งสิ้น แล้วยังมีจุดที่หมอทั้งหลายรับผิดชอบในการจ่ายยาและวินิจฉัย กล่องยาทองแดงขนาดใหญ่จัดเรียงตำแหน่งตามยันต์แปดทิศ อยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน มีลิ้นชักมากมายอย่างกับรวงผึ้ง เ้าพนักงานผู้ปราดเปรียวท่องปากขมุบขมิบพลางเดินผ่านไปผ่านมา
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายของสมุนไพรมีกลิ่นเก่าแก่ปะทะกับใบหน้า
“คุณชาย ท่านมาซื้อยาใช่ไหมขอรับ?” พนักงานเดินอยู่ข้างๆ เ่ิู เขายิ้มอย่างภูมิใจและทระนง “มิใช่ว่าคุยโวท่านนะขอรับ แต่ทั้งด่านโยวเยี่ยนนี้ โถงร้อยสมุนไพรของพวกเรามีสารพัดยาครบครันที่สุด คุณภาพยาสมุนไพรก็ดีที่สุดเช่นกันขอรับ รับรองได้ว่าอายุเพียงพอ สรรพคุณยาแข็งแกร่ง”
เ่ิูพยักหน้ายิ้มๆ เขากำลังจะเอ่ย
“ท่านมาด้านข้างนี่เถอะ คุณชาย ข้าจะรับต่อเอง” ชายชราเคราแพะสูงผอมวิ่งหอบแฮ่กเข้ามา เขาตบบ่าพนักงานคนนั้นแล้วเอ่ยประโยคหนึ่ง
พนักงานหันกลับไป เขาใเล็กน้อย “ท่านเ้าของสุย? ได้ขอรับๆ” เขาหันมาคำนับเ่ิูแล้วรีบรุดจากไป
“คุณชายท่านนี้ ข้าน้อยเป็เ้าของโถงใหญ่ชั้นหนึ่งนี้เอง ไม่ทราบว่าท่าน้าวัตถุดิบยาเช่นไรหรือ?” ชายชราเคราแพะยิ้มพลางถามอย่างนอบน้อม
ชายชราสูงผอมผู้นี้นามว่าสุยอี่เหวิน ได้รับฉายาในด่านโยวเยี่ยนว่าท่านชายยา วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับยาและสมุนไพร รู้สรรพคุณยาเป็ร้อยพันชนิด ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายไฟมองแวบเดียวก็รู้ว่ายาใดจริงยาใดเท็จ มีความรู้อย่างลึกซึ้งในศาสตร์แห่งการแพทย์ และก็เคยเรียนศิลปะยาเม็ดด้วย เชี่ยวชาญอย่างสูงในการปลูกสมุนไพร เป็บุคคลทรงอำนาจในวงการยาของด่านโยวเยี่ยน
เ่ิูมองเขาแล้วถามกลับ “ท่านรู้จักข้าหรือ?”
