นางพาท่านลุงจางไปยังแผงขายบะหมี่ที่เคยมากินเมื่อคราวก่อน ความจริงแล้วในเมืองมีร้านบะหมี่จำพวกนี้อยู่ไม่น้อยเลย
เมื่อพนักงานเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามาก็รีบมาต้อนรับ หลี่อันหรานกับท่านลุงจางเลือกโต๊ะที่อยู่ริมนอกสุด
ท่านลุงจางยังคงเกรงใจอยู่มาก “ข้าว่าพวกเรากลับไปกินที่บ้านเถอะ ระยะทางไม่ได้ไกลขนาดนั้น”
แต่หลี่อันหรานกลับส่ายมือ “วางใจเถิดเ้าค่ะ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
สิ้นเสียง นางก็หันไปสั่งบะหมี่สองชาม
หลังจากที่ได้รับบะหมี่ หลี่อันหรานนำน้ำพริกกระปุกเล็กจากในกระเป๋าเป้ที่ทำเองออกมาวางบนโต๊ะ
“ท่านทราบว่าข้าขายเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกแต่คงจะยังไม่เคยกิน ลองกินนี่ดูเ้าค่ะ ใส่ในบะหมี่แล้วอร่อยมาก”
ท่านลุงจางหัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าว “ความจริงข้าเคยลองกินมาแล้ว ครั้งก่อนเ้าบอกว่าหากลองชิมครั้งแรกจะไม่คิดค่าใช้จ่าย ข้าจึงไปรับมาลองกินหนึ่งครั้ง รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ”
หลี่อันหรานกะพริบตาปริบมองเขา “ในเมื่อท่านรู้สึกว่ารสชาติไม่เลว เหตุใดจึงไม่แวะมาอีกเล่าเ้าคะ? ข้าไม่เคยเห็นท่านแวะมารับเต้าเจี้ยวเผ็ดที่บ้านข้าอีกเลย”
เขาหัวเราะอีกครั้งก่อนจะกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าไม่มีเงินเยอะให้กินของแบบนี้”
หลี่อันหรานแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นดันจานเล็กๆ เบื้องหน้าไปตรงหน้าเขา “เช่นนั้นวันนี้ท่านต้องกินให้อร่อย ข้าจะสอนวิธีกินให้เ้าค่ะ”
นางผสมเต้าเจี้ยวเผ็ดลงในบะหมี่แล้วกิน ท่านลุงจางทำตามและเริ่มกินเช่นกัน
มันเป็รสชาติที่เขาไม่เคยกินมาก่อน มีเอกลักษณ์และอร่อยมาก “นี่เป็บะหมี่ที่อร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินมา นึกไม่ถึงว่าเ้าสิ่งนี้จะอร่อยขนาดนี้”
หลี่อันหรานเม้มปากยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอะไร ตอนนี้พนักงานสังเกตเห็นการกระทำของพวกเขาแล้ว
สำหรับชาวบ้านธรรมดา การได้ใส่ผักลงในบะหมี่ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว นอกจากนี้บะหมี่ที่ขายตามแผงจำพวกนี้ก็ไม่ได้ประณีตขนาดนั้น ด้วยเหตุนี้พนักงานจึงรู้สึกสงสัยมากที่เห็นพวกนางทำแบบนี้
หลี่อันหรานเห็นพนักงานเอาแต่มองมาทางนี้จึงกวักมือเรียกเขามา พนักงานจึงวิ่งมาทันที “ท่านลูกค้า้าอะไรหรือ?”
“เถ้าแก่อยู่หรือไม่?”
พนักงานชะงักเล็กน้อยกับคำถาม “อยู่ขอรับ เถ้าแก่อยู่ด้านใน ท่านมีธุระกับเถ้าแก่ของพวกข้าหรือ?”
“เ้าไปตามเขามา บอกไปว่าข้ามีธุรกิจจะคุยด้วย”
พนักงานตะลึงงันและยืนนิ่งอยู่ที่เดิม หลี่อันหรานจึงพูดกับเขาอีกครั้ง “เ้าไปตามเถ้าแก่มา วางใจเถิด เื่ที่ข้าจะคุยกับเขาเป็เื่ที่จะทำให้เขาได้เงิน”
พนักงานได้ยินดังนี้ก็เกิดความสนใจ เขารีบวิ่งไปตามเถ้าแก่ที่หลังร้าน เ้าของร้านบะหมี่แห่งนี้เป็คู่สองสามีภรรยา พนักงานเป็เพียงลูกจ้างที่มาทำงาน เขาทำงานร้านนี้มาก็หลายปีแล้ว นับว่าเป็คนเก่าคนแก่ของที่นี่
หลี่อันหรานเห็นเถ้าแก่ออกมาก็ลุกขึ้นยืน “ท่านคือเถ้าแก่ของร้านนี้ใช่หรือไม่?”
“ลูกค้าท่านนี้ ข้าคือเถ้าแก่ของร้านนี้ ท่านมีเื่จะคุยกับข้าหรือ?”
นางพยักหน้า “ข้ามีของสิ่งหนึ่ง มันคือเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริก เมื่อใส่ของสิ่งนี้ลงในบะหมี่แล้วจะมีรสชาติอร่อยมาก ข้าอยากให้ท่านลองชิมดู หากท่านรู้สึกว่าอร่อยก็สามารถซื้อจากข้าได้ รับรองว่ากิจการของท่านจะดียิ่งขึ้น”
เถ้าแก่ขมวดคิ้วมุ่นทันที เป็ธรรมดาที่เขาจะรู้สึกไม่ชอบใจเมื่อรู้ว่านางมาเพื่อขายของ “บะหมี่ของข้าขายได้ไม่เลวอยู่แล้ว ไม่จำเป็ต้องมีของพวกนี้ ทุกคนต่างก็มองว่าบะหมี่ร้านข้ารสชาติไม่เลวทั้งนั้น”
หลี่อันหรานยังคงยิ้มแย้ม “เอาแบบนี้ดีหรือไม่ ข้าพกเต้าเจี้ยวเผ็ดมาด้วยจำนวนหนึ่งพอดี พวกเรามาทำการทดลองใช้เต้าเจี้ยวเผ็ดที่ถือว่าไม่คิดเงินนี้ดู หากท่านรู้สึกว่าดีก็ให้ใช้ หากรู้สึกว่าไม่ดีก็ไม่ต้องใช้ ข้าเองก็จะไม่มารบกวนท่านอีก แบบนี้ดีหรือไม่?”
เถ้าแก่ได้ยินว่าเป็การทดลองที่ไม่คิดเงินก็พยักหน้าตอบตกลง “เ้าจะทดลองอย่างไร?”
“บอกให้พนักงานของท่านทำบะหมี่มาสองชาม ข้าจะจ่ายค่าบะหมี่ให้เอง เสร็จแล้วใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดหนึ่งชาม อีกชามไม่ใส่ จากนั้นให้บรรดาลูกค้ามาลองชิมว่าพวกเขาชอบรสชาติใดมากกว่า แน่นอนว่าท่านซึ่งเป็เถ้าแก่ต้องลองชิมด้วยเช่นกัน จะได้รู้ว่าเต้าเจี้ยวเผ็ดของข้าคุ้มค่าแก่การซื้อหรือไม่?”
เถ้าแก่ไม่ใช่คนโง่ เขาคำนวณในใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน พอเห็นว่าตัวเองแทบจะไม่ต้องเสียอะไรเลยจึงตอบตกลง เขาสั่งให้พนักงานไปทำบะหมี่ บะหมี่เสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว พนักงานทำการตักน้ำแกงออกจำนวนหนึ่งตามที่หลี่อันหรานบอก จากนั้นจึงผสมเต้าเจี้ยวเผ็ดลงไป
ตามด้วยเชิญให้ลูกค้าจำนวนหนึ่งที่นั่งกินอยู่ก่อนแล้วเข้ามาลองชิมโดยไม่คิดเงิน
นอกจากนี้ยังะโเรียกลูกค้าที่ผ่านไปมา ส่งผลให้มีคนเข้ามารวมตัวจำนวนไม่น้อย ลูกค้าที่กินบะหมี่อยู่ก่อนแล้วเริ่มเข้ามาชิมก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขากินบะหมี่สูตรดั้งเดิม ดังนั้น ตอนนี้จึงเลือกชิมแค่บะหมี่ที่ใส่เต้าเจี้ยวเผ็ด
พวกเขาชิมแล้วชมไม่หยุดปากว่าบะหมี่ที่ใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดอร่อยกว่า ลูกค้าที่ผ่านไปมาพากันเข้ามาชิมเช่นกัน บรรยากาศคึกคักขึ้นเรื่อยๆ บะหมี่ชามเดียวไม่เพียงพอ หลี่อันหรานให้พนักงานไปทำเพิ่มอีกชามและใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดที่เหลือลงไปจนหมด
นอกจากนี้ยังนำถ้วยใบเล็กมาแบ่งบะหมี่ที่ผสมเต้าเจี้ยวเผ็ดแล้วให้เถ้าแก่จำนวนหนึ่ง “ท่านลองชิมดูว่าเป็อย่างไร?”
เถ้าแก่ลังเลเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาดีขนาดนี้ เดิมทีเขาคิดว่าเด็กสาวผู้นี้คงมาหลอกลวง ทว่าปฏิกิริยาของผู้คนที่ผ่านไปมาเยอะขนาดนี้ไม่มีทางหลอกได้แน่
ที่สำคัญคือ หลายคนในนี้เป็คนรู้จักของเขา เขาจับตะเกียบโดยไม่พูดอะไรและลองชิม ก่าอนจะพบว่ารสชาติของบะหมี่ที่ผสมเต้าเจี้ยวเผ็ดนี้อร่อยมาก
เขามองเด็กสาวเบื้องหน้าด้วยสายตาตกตะลึงกว่าเดิม แต่กลับถูกแผลเป็บนหน้านางดึงดูดสายตา จากนั้นค่อยเอ่ยถาม “นี่คือสิ่งใด?”
“เต้าเจี้ยวเผ็ด” นางตอบอย่างจริงจัง
“เ้าทำเองหรือ?”
“ถูกต้อง ข้าทำเอง ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าภัตตาคารของเถ้าแก่หวางที่ใหญ่ที่สุดที่นี่ก็มีสิ่งนี้ขายเช่นกัน มีเพียงลูกค้าที่ไปกินอาหารที่นั่นที่จะได้กิน ข้าอยากหาเงินให้ได้เยอะขึ้น วันนี้จึงลองมาคุยกับท่านดูว่าอยากร่วมธุรกิจกันหรือไม่”
เถ้าแก่ลังเลเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาอยากร่วมธุรกิจอยู่แล้ว กังวลก็แต่เื่ราคา “เช่นนั้นเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้าราคาเท่าไร?”
หลี่อันหรานตอบ “เต้าเจี้ยวเผ็ดหนึ่งโถเพียงพอให้ท่านขายบะหมี่ได้หนึ่งร้อยชาม ข้าขายให้ท่านโถละสองร้อยห้าสิบอีแปะ”
เถ้าแก่วางตะเกียบทันทีที่ได้ยินคำตอบ “นี่มันจะแพงเกินไปแล้ว ข้าไม่เอา เ้าจ่ายค่าบะหมี่แล้วไปเสียเถอะ”
เขากล่าวจบแล้วทำท่าจะกลับเข้าไปในร้าน แต่ถูกหลี่อันหรานห้ามไว้เสียก่อน “ท่านยังฟังข้าพูดไม่จบเลยเ้าค่ะ เต้าเจี้ยวเผ็ดโถละสองร้อยห้าสิบอีแปะ ท่านใช้ทำบะหมี่ขายได้หนึ่งร้อยชาม ท่านเพียงแค่ต้องคิดราคาบะหมี่เพิ่มชามละสามอีแปะก็จะได้กำไรคืนมาห้าสิบอีแปะแล้ว นี่ไม่ดีหรือเ้าคะ? นอกจากนี้ยังช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้นด้วย ไม่แน่ว่าลูกค้าของท่านจะชอบแบบนี้มากกว่า”
เถ้าแก่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะขมวดคิ้วกล่าว “ข้าขายบะหมี่ชามละสี่อีแปะ ตอนนี้แค่เพิ่มเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้าลงไปก็จะคิดเงินเพิ่มอีกสามอีแปะ ผู้ใดจะยอมจ่ายเงินเจ็ดอีแปะเพื่อบะหมี่ชามเดียวกัน”
แต่หลี่อันหรานยังคงไม่ยอมแพ้ นางลากเขาออกไปข้างนอก เถ้าแก่ปัดมือนางทิ้งเพราะบุรุษสตรีไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน “เ้าอย่าลากข้า มีอะไรก็พูดมาเลย”
