“พี่รู้ว่าเธอไม่ได้รีบจริง” เป็การบังคับทางอ้อมเพื่อให้เธอร่วมทานอาหารเช้าด้วยกัน สิ้นคำของชายหนุ่ม สีหน้าโกรธจัดจากิญญาที่ตามติด เธอหันขวับมองมาทาง อินทิราพร้อมกับดวงตาสีแดงเพลิง ชุดนางรำที่สวยงามกลับกลายเป็ชุดสีดำสนิท ผมสีดำค่อยๆ แผ่สยายออกปกคลุมไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม เพียงเสี้ยววินาทีรถก็เสียหลักชนกับเสาไฟข้างทางอย่างจัง
“โครม” ทั้งสองถูกแรงกระแทก ฉุดให้ร่างเหวี่ยงไปมากระแทกกับสิ่งของต่างๆ ภายในรถจนหมดสติ เือาบเต็มกาย ควันโพยพุ่งออกจากตัวรถซึ่งด้านหน้ายับยู่ยี่หายอย่างหนัก จนแทบมองไม่ออกว่าเป็รถหรูราคาแพง เสียงผู้คนแตกตื่นวิ่งเข้ามาดูที่เกิดเหตุในทันที
“มีสองคนติดอยู่ข้างในมาช่วยกันหน่อยเร็ว” ชายสูงอายุสองคนพยายามเรียกคนที่อยู่บริเวณนั้นให้ช่วยกันนำร่างที่ติดอยู่ภายในรถออก จากนั้นพลเมืองดีอีกกลุ่มก็วิ่งเข้ามาช่วยกันอย่างเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตทั้งสอง ก่อนจะโทรเรียกรถฉุกเฉินนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เสียงหวูดของรถพยาบาลดังว่อนไปตามทาง ิญญาร้ายยังคงตามติดทั้งสอง โดยนั่งพับเพียบอยู่บนหลังคารถฉุกเฉินด้วยสีหน้ายิ้มย่องออกมาอย่างสะใจ
“นี่ยังไม่สาแก่ใจกู กูจักเอาให้มึงตาย อีกลิ่นทิพย์” ดวงตาสีแดงเพลิงฉายแววดุดันออกมา ผมสีดำสยายลอยละลิ่วปลิวตามลม
“เฮ้ยพี่ ใครไปนั่งอยู่บนหลังคารถวะนั่น” หนึ่งในชายที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ เบิกตากว้างเมื่อเห็นคนแต่งตัวประหลาดนั่งอยู่ในที่ไม่ควร
“มึงบ้าหรือเปล่า ไม่เห็นมีอะไรเลย” ชายคนขับที่กำลังตามหลังรถฉุกเฉินพูดตะคอกใส่เพื่อน คนถูกเอ็ดจึงขยี้ตามองอีกครั้งภาพของหญิงนางรำก็อันตรธานหายไป ก่อนคนขับจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวออกไปคนละทาง
“ผมขอโทษด้วยนะ กับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดทางเราจะดูแลเป็อย่างดี” นายธเนศเ้าของมหาวิทยาลัยที่อินทิราศึกษาอยู่ และเป็บิดาของคเชนทร์ เดินเข้ามาดูอาการของหญิงสาวในห้องพักผู้ป่วยพร้อมด้วยกระเช้าดอกไม้ติดมือมาวางไว้ด้านข้าง พลางหันไปพูดขอโทษวารีด้วยความรู้สึกผิด ชายชราหันมองร่างที่ทอดนอนอยู่บนเตียงโดยไม่รู้สึกตัว ศีรษะถูกพันด้วยผ้าสีขาว
“โชคดีนะที่ไม่เป็อะไรมากไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นผมคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต” ชายชราหันมาหาวารีพลางพูดด้วยแววตาละอายใจ
“หนูขอโทษนะคะคุณแม่ คะนิ้งผิดเองที่ชวนอิงค์มาปาร์ตี้แล้วดูแลไม่ดี ถ้าคะนิ้งให้คุณไผ่ไปส่งคงไม่เกิดเื่แบบนี้” คะนิ้งเข้ามายกมือไหว้ก้มหน้าขอโทษวารีด้วยอีกคน หญิงชรามองหน้าทุกคนในห้อง แล้วพยักหน้ายิ้มรับคำขอโทษ เธอไม่คิดโกรธโทษพวกเขา พลันนึกถึงคำทำนายของหลวงพ่อวัดป่า ที่ท่านพึ่งเตือนมาหยกๆ
“อาจเป็ดวงของลูกสาวดิฉันเอง ตอนนี้ลูกสาวดิฉันปลอดภัยก็ดีใจมากแล้ว”
“ถ้ามีอะไรให้เราช่วยเหลือ บอกผมได้เลยนะครับ ทางเรายินดีอย่างเต็มที่” ธเนศหันมากำชับอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไปยังห้องของลูกชายที่พักฟื้นอยู่ติดกัน
สิ้นเสียงปิดประตู วารีหันมาจับมือคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหวาดระแวงกลัวความปลอดภัยของลูกสาวเป็อย่างมาก เพราะกำลังเผชิญอยู่กับสิ่งลึกลับที่มองไม่เห็น มือของมารดายกขึ้นลูบศีรษะหญิงสาวช้าๆ ด้วยความรักก่อนจะจับมือบางขึ้นมาจูบอย่างทะนุถนอม เพราะลูกคือแก้วตาดวงใจของเธอ
“ด้วยบุญที่แม่เคยทำ แม่ขอยกให้หนูทั้งหมดนะกลิ่น ขอให้คุณพระคุ้มครองชีวิตของลูก” หญิงชราพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอาบสองแก้ม เธอไม่อาจยอมรับหากต้องสูญเสียบุตรสาวอันเป็ที่รักซึ่งเหลืออยู่เพียงคนเดียวในชีวิต
ก่อนจะหันไปเปิดกระเป๋าแล้วนำสายสิญจน์ของพระวัดป่า มามัดที่ข้อมือของอินทิรา มือเหี่ยวย่นค่อยๆ ผูกเป็เงื่อนตายให้แน่นที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ ก่อนจะลองดึงดูสองสามครั้งให้แน่ใจว่าแ่าดีแล้ว
แสงสีทองจากสายสิญจน์สีน้ำตาลอ่อนเปล่งประกาย ปกคลุมร่างของอินทิราเอาไว้ ผลักให้ดวงิญญาที่ยืนยิ้มย่องอยู่ปลายเตียงกระเด็นถอยออก
“อีกลิ่นทิพย์” แสงสีทองแห่งพุทธคุณผลักให้ดวงิญญาของกลิ่นจันทร์ ถูกดึงกลับมายังต้นไทรใหญ่ในมหาวิทยาลัย ผิวกายละเอียดของเธอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา กรีดร้องด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส เพิ่มไฟโทสะให้แก่ดวงิญญามากขึ้นไปอีก
“คิดว่าแค่นี้จะทำอันใดกูได้งั้นรึ กูจักไม่มีวันยอมให้มึงได้ครองคู่กัน หากกูมิได้ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังในตัวคุณพี่” ดวงิญญานางรำประกาศกร้าว พร้อมกับกระแสลมโบกสะบัดไปทั่วบริเวณ
“คุณพี่เองก็กระไร มันเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง มิเหมือนคนเดิมแม้สักนิด เหตุใดจึงจำมันได้ขึ้นใจ ทีกับข้าท่านมิเคยคิดจำเช่นนั้นรึ” น้ำตาแห่งความอัดอั้นปล่อยออกมาพร้อมกับลมที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
