ไต้ซือลุกขึ้นยืน แววตาคล้ายกับไม่สนใจในเื่ที่ผ่านๆ มา มองเฉินเกอและหนิงมู่ฉือด้วยแววตาคมปลาบพร้อมกับยิ้ม
หนิงมู่ฉือเอ่ยเรียกอย่างแปลกใจ “ไต้ซือ?”
“สีกาคงจะเป็หลานสาวของซั่งกวนเหวยหยางสินะ ไม่คิดเลยว่าจะโตขนาดนี้แล้ว” เสียงของไต้ซือใสกังวานประดุจกระดิ่ง แทรกซึมเข้าไปในใจผู้คน
หนิงมู่ฉือรับคำก่อนจะยิ้มหวาน “ท่านตาฝากข้ามาทักทายท่านด้วยเ้าค่ะ”
ไต้ซือยิ้ม มองเฉินเกอที่ไม่พูดไม่จาั้แ่เข้ามาอย่างหวาดระแวง หยิบแส้ขึ้นมาปัดไปทางนั้นทางนี้ เฉินเกอเอี้ยวตัวหลบพร้อมกับหยิบมีดสั้นออกมา สายตาที่มองไต้ซือไม่เป็มิตรอย่างเห็นได้ชัด
หนิงมู่ฉือไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดเหตุการณ์ถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้ หากในใจก็นึกเป็ห่วงาแของเฉินเกอ เฉินเกอในตอนนี้ไม่สามารถต่อสู้กับผู้ใดได้
นางจึงรีบเอ่ยออกมา “ไต้ซือ เขาเพิ่งได้รับาเ็สาหัสมาเ้าค่ะ”
“ชะตาชีวิตเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน มีบุพเพแต่ไร้วาสนา!” ไต้ซือเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทำให้นางมีสีหน้างุนงงยิ่ง
ไต้ซือไม่นำพากับประโยคก่อนหน้านี้ของหนิงมู่ฉือ ชกหมัดใส่เฉินเกอ เฉินเกอก็ไม่น้อยหน้า หลบหมัดก่อนจะถือมีดสั้นพุ่งเข้าใส่ไต้ซือ
หนิงมู่ฉือตื่นใเป็อย่างมาก หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป ต้องมีใครสักคนเสียชีวิตเป็แน่ นางเอามือปิดหู ลุกขึ้นยืนะโออกมาว่า “หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ครั้นเห็นมีดสั้นเกือบโดนหนิงมู่ฉือ เฉินเกอจึงรีบเก็บกลับคืนที่เอวเช่นเดิม คาดไม่ถึงว่าไต้ซือจะไม่หยุด ชกหมัดมาที่หน้าอกเขาอย่างแรง าแเก่ายังไม่หายดี เมื่อถูกหมัดนี้เข้าไป เขาก็กระอักเืออกมา
หนิงมู่ฉือเห็นเฉินเกอกระอักเืออกมา รีบวิ่งเข้าไปดูอาการ นางมองไต้ซืออย่างไม่เชื่อสายตา “ท่านทำแบบนี้หมายความเช่นไร พวกเรามาหาท่านด้วยจิตใจบริสุทธิ์ เหตุใดท่านถึงต้องทำร้ายเขา!”
นางพยุงเฉินเกอให้ลุกขึ้น เฉินเกอมองไปที่ไต้ซือด้วยแววตาคมกริบ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มขณะเอ่ย “ไต้ซือฝีมือดีจริงๆ ข้าน้อยเลื่อมใส”
“ความเกลียดชังในตัวประสกช่างรุนแรงนัก ดูท่าประสกคงเป็คนในยุทธภพ อาตมาแค่ช่วยประสกขจัดความเกลียดชังเท่านั้น” เอ่ยจบก็ยื่นมือออกมา เฉินเกอมองมือแห้งกร้านของไต้ซือพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ในเมื่อท่านรู้ว่าข้าจะมา เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมค้อม”
“ของที่ประสก้าหาได้อยู่ที่นี่ไม่ ขออภัยที่อาตมาไร้ความสามารถ” ไต้ซือหลับตาพร้อมกับลงไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นเช่นเดิม
“จะเป็ไปได้อย่างไร ต้นหญ้าฟั่นอินอยู่ที่นี่ คนในยุทธภพล้วนลือกันว่าที่อารามเต๋าชิงอวี้มีต้นหญ้าฟั่นอินอยู่หนึ่งต้น!” เฉินเกอะโเสียงดัง เส้นเืที่คอปูดโปน หน้าขึ้นสีแดงเข้มด้วยความไม่พอใจ
ที่แท้ที่จอมยุทธ์น้อยเฉินมาที่อารามเต๋าแห่งนี้ก็เพื่อมาหาหญ้าฟั่นอิน เหตุใดเขาถึงไม่ยอมบอกนาง ในใจหนิงมู่ฉือตอนนี้ทั้งรู้สึกไม่ดีและโศกเศร้า อาจเป็เพราะนางเป็ห่วงจอมยุทธ์น้อยเฉินก็เป็ได้ คิดได้ดังนั้นนางจึงยืนเงียบ ไม่ได้กล่าวคำใดออกไป
“ข่าวลือก็คือข่าวลือ เชื่อไม่ได้ ประสกมาสายเกินไป หญ้าฟั่นอินเพียงต้นเดียวของอารามแห่งนี้ถูกคนขโมยไปแล้ว” น้ำเสียงของไต้ซือฟังดูน่าอึดอัด หนิงมู่ฉืออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เฉินเกอรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ไม่มากนัก ก่อนจะมาเขาตั้งความหวังไว้เพียงว่า อยากจะมาลองดูว่ามีหรือไม่มีเท่านั้น พอมาถึง ก็รู้ว่าไม่มี จึงพอจะทำใจได้ “อาจารย์ข้าบอกว่า ที่เยี่ยนฉือมีต้นหญ้าฟั่นอินปรากฏอยู่สองที่ ที่นี่หนึ่งที่ อีกที่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าคือที่ใด”
ไต้ซือยกมือลูบเครา ลืมตาพร้อมกับยิ้ม “รู้ เพียงแต่ถ้าอยากจะรู้ความลับนี้ต้องมีของมาแลกเปลี่ยน จอมยุทธ์ยินยอมหรือไม่”
เฉินเกออยากตามหาหญ้าฟั่นอินให้เจอไวๆ เพื่อนำไปช่วยอาจารย์ เขาจึงไม่ได้คิดมาก พยักหน้าตอบตกลงออกไปทันที “เชิญพูดมาได้เลย ข้าตอบตกลงทั้งนั้น”
“นอกจากที่อารามของอาตมาแห่งนี้แล้ว อาตมายังได้ยินมาอีกว่า แถวทะเลทรายทางซีเป่ยมีที่ซ่อนสมบัติซึ่งบรรดาเทพเซียนทิ้งเอาไว้ให้ ในที่ซ่อนสมบัตินั้นมีต้นหญ้าฟั่นอินอยู่” ไต้ซือลูบเคราพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีลับลมคมใน
หนิงมู่ฉือรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งแปลกๆ นางได้ยินมานานแล้วว่าทะเลทรายแห่งนั้นมีอันตรายมากมาย แบบนี้ไม่เท่ากับส่งจอมยุทธ์น้อยเฉินไปตายหรอกหรือ ไต้ซือผู้นี้ดูท่าไม่ใช่ไต้ซือธรรมดาแบบที่ท่านตาบอกเลย หากมีที่ซ่อนสมบัติอย่างที่ไต้ซือว่ามาจริง มันจะยังอยู่จนถึงป่านนี้หรือ เวลาผ่านมาจนป่านนี้แล้ว เหตุใดถึงไม่มีผู้ใดไปตามหา ไต้ซือผู้นี้กำลังหลอกใช้จอมยุทธ์น้อยเฉิน
นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา “ไต้ซือ ท่านคิดจะให้พวกเราไปตามหาสมบัติแทนท่าน ของแลกเปลี่ยนนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ”
ไต้ซืออู๋เลี่ยงมองหนิงมู่ฉืออย่างตกตะลึงครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้อง หนิงมู่ฉือจึงยกมือปิดหู “หลานสาวของสกุลซั่งกวนนี่ช่างฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบเสียจริง จุดนี้สีกาเหมือนมารดายิ่ง”
“ไต้ซือรู้จักมารดาของข้าด้วยหรือ”
“อาตมาเคยมีวาสนาได้คุยกับนางสองสามประโยค” ตอนที่ไต้ซือกล่าวประโยคนี้ใบหน้าฉายแววอ่อนโยน
นางรู้สึกไม่ดีกับไต้ซือผู้นี้เป็อย่างยิ่ง คิดจะใช้มารดามาเป็หัวข้อเพื่อใกล้ชิดนาง ฉลาดมาก
เฉินเกอกอดดาบนั่งพิงประตู ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม “ข้าจะหาที่ซ่อนสมบัตินั้นเจอได้อย่างไร”
“วันนี้อาตมารู้สึกไม่ค่อยสบาย พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เอ่ยจบก็ไล่ทั้งสองคนออกจากเรือนไม้ไผ่ก่อนจะปิดประตู
เฉินเกอดูไต้ซือผู้นี้ไม่ออก เขายืนนิ่งอย่างใช้ความคิดอยู่นาน รู้ตัวอีกทีก็พบว่าหนิงมู่ฉือหายไป เขาใอย่างยิ่ง รีบออกวิ่งตามหานางทันที
วิ่งหาอยู่นานก็ไม่เจอแม้แต่เงาของนาง เขาวิ่งหาอีกรอบ ในที่สุดก็เจอนางกำลังนั่งโยนหินลงบนแม่น้ำอย่างเบื่อหน่าย เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจพร้อมกับเดินตรงเข้าไปหา
หนิงมู่ฉือได้ยินเสียงฝีเท้าของเฉินเกอที่กำลังเดินเข้ามาจึงหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้ ทว่าตอนนี้นางยิ้มไม่ออกจริงๆ ทำได้แค่อย่างเดียวคือถอนหายใจออกมา
“เหตุใดท่านถึงไม่บอกข้าว่ามาที่นี่เพื่อ้าตามหาหญ้าฟั่นอิน”
“ข้าแค่กลัวว่าเ้าจะเป็กังวล ข้าก็เลย…” เฉินเกอมีสีหน้าลำบากใจขณะเอ่ยความคิดของตัวเองออกมา
หนิงมู่ฉือส่ายหน้า ยื่นมือไปตบไหล่พลางเอ่ยอย่างโล่งใจ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้าอยากรู้ว่าท่านอยากช่วยอาจารย์ของท่าน แต่ข้ารู้สึกว่าไต้ซือผู้นั้นมีบางสิ่งแปลกๆ ท่านต้องระวังตัวให้ดี”
เฉินเกอพยักหน้า ทว่ายังคงขมวดคิ้วอยู่เช่นเดิม
หนิงมู่ฉือมองท้องฟ้าด้านนอกอารามซึ่งเริ่มมีเมฆครึ้ม นางเอ่ยอย่างกังวลใจ “ดูท่าวันนี้พวกเราคงกลับออกไปไม่ได้แล้ว ฝนกำลังจะตกในอีกไม่ช้า”
เฉินเกอมองอย่างอาลัยอาวรณ์ขณะกล่าวอย่างลำบากใจ “พรุ่งนี้ข้าจะลองไปเสี่ยงโชคที่ทะเลทรายแห่งนั้นดู อาการป่วยของอาจารย์ข้ารอไม่ไหวอีกแล้ว”
