เงิน 100 หยวนที่ได้มาจากการตอกหน้านางหลิวเมื่อวานนี้ถูกวางไว้อย่างเป็ระเบียบบนโต๊ะไม้ ชูเฟินในร่างของหย่าลี่มองมันด้วยสายตาประเมิน เงินจำนวนนี้ในยุค 80 ถือว่าไม่น้อย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเปิดร้านหรือซื้อผ้าพับใหญ่ๆ สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือการ "สร้างแบรนด์" และแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ดีที่สุดของเธอก็คือ ต้าหรง และ ชิงชิง
"แม่จ๋า... เสื้อตัวนี้หนูใส่ไม่ได้แล้วเหรอจ๊ะ?" ชิงชิงเดินลากเสื้อกั๊กผ้าฝ้ายตัวเก่าสีตุ่นที่มีรอยปะขาดวิ่นตรงชายเสื้อเข้ามาหา
ชูเฟินรับเสื้อตัวนั้นมาดู แววตาของดีไซเนอร์ระดับโลกเริ่มทำงาน เธอไม่ได้มองเห็นแค่เศษผ้าที่ใกล้เปื่อย แต่เธอมองเห็นโครงสร้างและลวดลายที่ซ่อนอยู่
"ใส่ได้สิจ๊ะ แต่มันต้องแปลงโฉมนิดหน่อย" เธออุ้มชิงชิงขึ้นมานั่งบนตัก "วันนี้แม่จะทำให้หนูกลายเป็ตุ๊กตาที่สวยที่สุดในค่ายทหารเลย ดีไหม?"
เด็กหญิงตบมือชอบใจ ส่วนต้าหรงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ มองแม่ด้วยสายตาสงสัย "แต่มันเก่ามากเลยนะแม่ ผ้าสีนี้มันดู... เหมือนผ้าขี้ริ้วเลย"
ชูเฟินหัวเราะเบาๆ "ต้าหรงลูกรัก ในโลกของแฟชั่น ไม่มีคำว่าขี้ริ้ว มีแต่คำว่าวางถูกที่หรือไม่เท่านั้น"
ชูเฟินเริ่มงานในทันที เธอลงมือเนรมิตผลงานอย่างประณีต เธอไม่ได้มีจักรเย็บผ้าไฟฟ้าเหมือนในชาติก่อน มีเพียงเข็มเย็บผ้าอันเล็ก กรรไกรที่เพิ่งลับจนคมกริบ และด้ายไม่กี่สี แต่ทักษะการเย็บแบบ ชั้นสูงที่ติดตัวมาจากิญญาเดิมนั้นยังคงอยู่ครบถ้วน
เธอเริ่มจากการเลาะตะเข็บเสื้อกั๊กตัวเก่าของชิงชิงออกอย่างเบามือ จากนั้นเธอหยิบเศษผ้าไหมสีชมพูที่เหลือจากการถูกแม่เลี้ยงฉีกทึ้งเมื่อวาน (ซึ่งเธอนำมาซักและรีดจนเรียบ) มาใช้ประโยชน์
"แม่จะทำอะไรน่ะ?" ต้าหรงขยับเข้ามาดูใกล้ๆ
"แม่จะใช้เทคนิค การเย็บปะลวดลายจ้ะ" ชูเฟินอธิบายพลางใช้กรรไกรขลิบผ้าไหมสีชมพูเป็รูปกลีบดอกไม้เล็กๆ หลายสิบกลีบ
เธอเริ่มบรรจงเย็บกลีบผ้าไหมเ่าั้ลงบนรอยปะที่เคยดูน่าเกลียดบนเสื้อผ้าฝ้ายสีตุ่น แทนที่จะซ่อนรอยขาด เธอกลับทำให้รอยขาดนั้นกลายเป็ 'เกสรดอกไม้' ทุกฝีเข็มที่เธอลากผ่านเนื้อผ้าช่างแม่นยำและรวดเร็ว เธอใช้เทคนิคการปักแบบนูนเพื่อให้ดอกไม้ดูมีมิติ ราวกับมันกำลังผลิบานออกมาจากตัวเสื้อจริงๆ
สำหรับกางเกงของต้าหรงที่เข่าขาดทั้งสองข้าง ชูเฟินไม่ได้แค่ปะผ้าธรรมดา เธอตัดเศษผ้าสีเขียวขี้ม้าจากชุดทหารเก่าของพ่อหย่าลี่ที่ชำรุดแล้ว มาทำเป็กระเป๋าปะทรงเหลี่ยมสไตล์ Cargo ซึ่งเป็เทรนด์ที่จะโด่งดังในเวลาต่อมา เธอตกแต่งด้วยการกุ๊นขอบด้วยด้ายสีส้มสว่างเพื่อให้ดูมีลูกเล่นแบบสปอร์ต
"เสร็จแล้ว... ต้าหรง ชิงชิง ไปลองสิลูก"
เมื่อเด็กทั้งสองสวมชุดที่แม่แปลงโฉมให้เสร็จและเดินออกมากลางห้อง ชูเฟินถึงกับยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
ชิงชิงอยู่ในเสื้อกั๊กสีตุ่นที่บัดนี้ดูหรูหราด้วยลวดลายดอกไม้ปักมือจากเศษผ้าไหม คอเสื้อถูกตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เก่าๆ ที่หย่าลี่นำมาขยำให้เกิดวอลลุ่มจนดูเหมือนระบายสไตล์เ้าหญิงยุโรป ส่วนต้าหรงดูเท่เหมือนนายทหารตัวน้อยในชุดกางเกงที่มีกระเป๋าเยอะๆ และเสื้อยืดที่ถูกตัดแต่งทรงให้เข้ารูปพอดีตัว
"แม่จ๋า! หนูเหมือนในรูปวาดเลย!" ชิงชิงหมุนตัวไปมาจนชายเสื้อปลิว
"ผม... ผมดูแข็งแรงขึ้นเยอะเลยครับแม่" ต้าหรงลูบกระเป๋ากางเกงใหม่ด้วยความทึ่ง
ขณะนั้นเอง เสียงประตูบ้านก็ถูกผลักออก หลงอี้เฉิน ก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับห่อกับข้าวที่ซื้อมาจากสโมสรทหาร เขาตั้งใจจะเอามาให้ลูกๆ เพราะคิดว่าหย่าลี่คงไม่มีปัญญาทำอะไรให้เด็กๆ ทาน
แต่ทันทีที่เขาเห็นลูกชายและลูกสาวที่ยืนอยู่กลางห้อง อี้เฉินถึงกับชะงักจนห่อกับข้าวเกือบหลุดมือ
"นี่มัน... อะไรกัน?" เขาพึมพำ ดวงตาคมกริบจ้องมองชุดของลูกๆ อย่างไม่เชื่อสายตา "พวกแกไปเอาชุดพวกนี้มาจากไหน? ใครซื้อให้?"
"แม่ทำเองครับพ่อ!" ต้าหรงรีบอวด "แม่ใช้เข็มกับด้ายซ่อมให้เรา แม่เก่งมากเลย!"
อี้เฉินเดินเข้ามาใกล้ๆ เขาโน้มตัวลงมองลวดลายปักบนเสื้อของชิงชิง แม้เขาจะเป็ทหารที่ไม่รู้เื่แฟชั่น แต่เขาก็ดูออกว่างานฝีมือระดับนี้มันประณีตเกินกว่าจะเป็ฝีมือของชาวบ้านทั่วไป ฝีเข็มเรียบสม่ำเสมอ การวางสีสันดูสบายตาแต่โดดเด่นอย่างบอกไม่ถูก
เขาหันไปมองภรรยาที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ ในมือเธอยังถือเข็มและด้ายอยู่ ชูเฟินมองสบตาเขาด้วยแววตาท้าทาย
"คุณทำเองจริงๆ เหรอหย่าลี่?" น้ำเสียงของอี้เฉินลดความแข็งกระด้างลงไปหนึ่งระดับ
"ในบ้านนี้มีใครคนอื่นอยู่อีกเหรอคะ?" ชูเฟินย้อนถามพลางปักเข็มลงบนหมอนปักด้าย "หรือคุณคิดว่ามีดีไซเนอร์จากปักกิ่งแอบมุดหน้าต่างเข้ามาทำให้ลูกๆ คุณตอนคุณไม่อยู่?"
อี้เฉินเม้มปาก เขาไม่ชินกับคำพูดประชดประชันที่แฝงไปด้วยความฉลาดของเธอ "ผมแค่ไม่เคยรู้ว่าคุณมีฝีมือขนาดนี้... ปกติเห็นคุณเอาแต่ร้องไห้บอกว่าผ้าพัง เข็มตำมือ"
"คนเราพอถึงจุดที่หลังชนฝา มันก็ต้องดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาทั้งนั้นแหละค่ะ" ชูเฟินลุกขึ้นเดินไปหาเขา "เงินเดือนที่คุณให้มามันน้อยเกินกว่าจะซื้อชุดใหม่ให้ลูกได้บ่อยๆ ฉันก็เลยต้องใช้ 'หัวสมอง' ช่วยแทน 'กระเป๋าสตางค์' หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไรนะคะที่คุณพันโท"
อี้เฉินมองสำรวจใบหน้าของหย่าลี่อีกครั้ง แสงเทียนสลัวในบ้านทำให้เธอซูบผอมน้อยลงและดูมีสง่าราศีขึ้นอย่างน่าประหลาด "ถ้าคุณตั้งใจทำดีเพื่อลูก ผมก็ไม่มีอะไรจะว่า... กับข้าวนี่วางอยู่บนโต๊ะ รีบพาลูกไปกินก่อนจะเย็น"
เขาวางห่อกับข้าวลงแล้วทำท่าจะเดินเลี่ยงเข้าไปในห้องพักของเขา แต่ชูเฟินเรียกเขาไว้ก่อน
"อี้เฉินคะ"
เสียงเรียกนั้นทำให้เขาหยุดกึกแต่ไม่หันกลับมา
"พรุ่งนี้ฉันจะพาลูกๆ ออกไปเดินเล่นที่ตลาดและสโมสรทหาร... ฉันอยากให้คุณรู้ไว้ว่า ต่อจากนี้ไป ครอบครัวของคุณจะไม่ใช่ตัวตลกในสายตาใครอีก เพราะฉันจะทำให้ทุกคนต้องเหลียวมองลูกๆ ของเราด้วยความอิจฉา"
อี้เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ "ตามใจคุณ แต่อย่าไปก่อเื่ก็พอ"
เมื่อเขาลับสายตาเข้าห้องไป ชูเฟินก็หันมาหาลูกๆ พร้อมรอยยิ้มผู้ชนะ เธอรู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น การทำให้สามีประทับใจน่ะง่าย แต่การทำให้คนทั้งกองพลยอมรับในฝีมือของเธอนั้นคือของจริง
"กินข้าวกันเถอะลูก พรุ่งนี้แม่จะพาไปโชว์ตัว"
