โบ๋เวินและลี่ซวนที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานยังมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตระหนก ถึงกับหัวร่อไม่ออก โบ๋เวินหันหน้ามาถามว่า
“ท่านใช่เคยบอกเราว่า ท่านประมุขเพิ่งรับเด็กน้อยทั้งสี่นี้เป็ศิษย์ได้ไม่นานใช่หรือไม่”
ลี่ซวนมองทิศทางของประตู ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยถอนหายใจออกมากล่าวอย่างเ็ปว่า
“เด็กน้อยเหล่านี้ล้วนเป็ตัวประหลาดที่น่าสะพรึง ใช่แล้วท่านประมุขเพิ่งรับพวกเขาเป็ศิษย์ได้ไม่นาน”
โบ๋เวินผงกศีรษะกล่าวว่า
“นับเป็ยอดอัจฉริยะจริงๆ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ทว่าสามารถบรรลุถึงระดับนี้”
ลี่ซวนหันมามองอีกฝ่าย สีหน้าคล้ายหัวร่อไม่หัวร่อกล่าวว่า
“หากเราบอกท่านว่าเด็กน้อยพวกนี้เพิ่งเริ่มต้นฝึกตนได้สามวันเล่า”
โบ๋เวินใบหน้าแข็งทื่อหันหน้ากลับมาทีละนิ้วอย่างยากเย็น สองตาเบิกโพลงอ้าปากกว้างจนสามารถยัดไข่ไก่เข้าไปได้ลูกหนึ่ง ลี่ซวนคิดว่าใช่แล้วไม่ว่าผู้ใดได้ยินล้วนเป็เช่นนี้ แม้แต่เขาเองยังรู้สึกเหลือเชื่อ ไหนเลยจะคาดว่าวันเวลาเพียงผ่านมาแค่สามวัน เด็กน้อยเหล่านี้ก็เติบโตถึงขั้นนี้ อีกก้าวเดียวก็จะตามเขาทันแล้ว ตนเองใช้เวลาครึ่งชีวิตถึงจะมีจุดนี้ได้ ์ช่างไม่ยุติธรรมเป็เช่นนี้เอง
โบ๋เวินพลันหัวเราะฮาฮาออกมาราวกับเป็เื่ขบขันที่สุดในชีวิต หัวร่อจนน้ำตาเล็ดน้ำเสียงสะท้อนสะท้านไปทั้งหออาวุธ ลูกศิษย์ทุกคนถึงกับหยุดเงียบ หันมองมาทางเดียวกันได้ยินโบ๋เวินกล่าวว่า
“ผู้าุโลี่ซวนท่านช่างรู้จักกล่าวล้อเล่นยิ่งนัก วาจานี้ทำเราปวดท้องไปหมด”
ลี่ซวนกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า
“ที่ข้ากล่าวเป็ความจริง เด็กน้อยทั้งสี่นี้เพิ่งเริ่มฝึกตนเมื่อสามวันก่อน ท่านประมุขก็เพิ่งรับพวกเขาเป็ศิษย์เมื่อสามวันก่อน เป็วันเดียวกับที่ศิษย์พี่ของท่านและเ้าสำนักพิรุณพายุจะบุกมาวันเดียว”
โบ๋เวินหยุดหัวเราะ ใบหน้ากลับกลายเป็นิ่งเฉยกะพริบตาปริบๆ ไม่พูดจา
ทว่าคำกล่าวทั้งหมดนี้กลับเข้าหูของลูกศิษย์เกือบสองร้อยชีวิตในหออาวุธ ยามนั้นทุกคนล้วนมีสีหน้าเดียวกับโบ๋เวินกะพริบตาปริบๆ ราวกับตัวโง่งม ดวงตาไร้ประกายครุ่นคิดพร้อมกันว่า ในโลกมีคนเช่นนี้อยู่จริงหรือ ฝึกตนสามวันได้ถึงระดับนี้? เป็ลูกศิษย์ทั้งสี่เป็ปีศาจหรืออาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาเป็ปีศาจกันแน่?
ไท้หยูอยู่ในห้องโถงใหญ่ของสำนักวางเห่ารานไว้บนตั่งหยกเย็นคลุมผ้ากำมะหยี่เอาไว้ หลังจากรักษาอาการาเ็เบื้องต้นให้ก็ให้เห่ารานรับประทานโอสถรักษาอาการบอบช้ำภายในเข้าไป ด้วยตัวยาที่ล้ำเลิศเพียงไม่กี่ชั่วก้านธูปอาการของเห่ารานก็ดีขึ้นมาก ใบหน้าสองแก้มกลับมามีเืฝาดทว่าริมฝีปากยังซีดเซียวอยู่บ้าง
ในห้องโถงจุดกำยานหอมชนิดหนึ่งซึ่งนอกจากให้กลิ่นหอบซาบซ่านแล้ว ยังทำให้ร่างกายผ่อนคลายหากคนาเ็สูดเข้าไปยังบรรเทาความเ็ปเปลี่ยนเป็เคลิบเคลิ้มเป็สุข ไท้หยูจ้องมองลูกศิษย์ตนเองแววตาเต็มเปี่ยมด้วยความรักและเอ็นดู ศิษย์พี่ใหญ่ที่ดูสมองทึบผู้นี้กลับเป็บุรุษมากรัก เกรงว่าอนาคตภายหน้าคงได้รับความลำบากไม่น้อย คนที่เถรตรงไม่รู้จักบิดพลิ้วพลิกแพลงเมื่อเป็คนมากรักมักถูกทรยศหักหลังอยู่บ่อยครั้ง
พลันหวนนึกถึงตนเองเมื่อยังหนุ่มเมื่อชีวิตที่แล้วก็เป็คนมากรักตื่นเต้นต่อความหวาบหวามคนหนึ่งดังนั้นไม่คิดจะตำหนิศิษย์รักอันใด ยามนั้นพอดีเห่ารานรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตายังคงเป็ประกายสุกใสทว่าในประกายเ่าั้แฝงความหม่นหมองหลายส่วน คล้ายดอกไม้หน้าฝนถูกพายุกดทับจนอับเฉาใกล้ล้มทลาย
เห่ารานเห็นว่าที่เฝ้าตนเองอยู่กลับเป็อาจารย์มิใช่ใบหน้าที่พริ้งพรายชวนลุ่มหลงก็เกิดความรู้สึกหดหู่วูบหนึ่งจากนั้นรู้สึกว่าตนเองเห็นอาจารย์แล้วผิดหวังกลับเป็ความผิดมหันต์ในฐานะศิษย์จึงพยายามฝืนกายหยัดยืนขึ้นทว่าทันทีที่ขยับร่างก็กระทบกับอาการเ็ปจนต้องร้องโอยออกมา
ไท้หยูมองดูศิษย์รักด้วยแววตาอ่อนโยนกล่าวว่า
“นอนพักอยู่เฉยๆ อย่าได้ขยับวุ่นวาย อาจารย์ใช้ตัวยาดีประกบแผลให้เ้า หากเ้าขยับตัวจนแผลปริแตกตัวยาไหลออกจนหมด ไยมิใช่เสียของเปล่าๆ”
ได้ยินเช่นนั้นแล้วเห่ารานพลันหยุดพยายามยืนขึ้นสองตาแหงนมองเพดานสำหรับไท้หยูมองเห็นแววตาของศิษย์รักพลันเห็นว่าเพิ่มความเข้าใจต่อโลกขึ้นมาหลายส่วน เห่ารานพลันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงละห้อยหดหู่ว่า
“อาจารย์ศิษย์ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ศิษย์มิทราบเพราะเหตุใดจึงเกิดความวู่วาม ศิษย์ใช่ทำผิดไปแล้วหรือไม่”
ไท้หยูมองใบหน้าของเห่าราน คิดในใจขึ้นว่ารักครั้งแรกมักเป็ที่ตราตรึงอยู่เสมอ ไม่ว่าเ็ป ทุกข์หรือสุขจะกลายเป็สิ่งที่ไม่มีวันลืมเลือน เมื่อทุกข์แล้วข้ามพ้นไปแล้วชีวิตก็ยกขึ้นอีกระดับหนึ่งเท่ากับเติบใหญ่อย่างแท้จริง
ไท้หยูพลันกล่าวว่า
“อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เป็สิ่งที่พิเศษ ไม่สามารถกล่าวว่าถูกหรือผิด มีเพียงเ้าทำลงไปแล้วรู้สึกสำนึกเสียใจหรือไม่ หากไม่ได้ทำแล้วจะรู้สึกเสียใจภายหลังหรือไม่”
เห่ารานดวงตาแดงก่ำปรากฏน้ำตาสองสายไหลหลั่งลงมากล่าวว่า
“ที่ทำลงไปไม่สำนึกเสียใจแม้แต่น้อย ยามนั้นไม่ทราบเพราะเหตุใดพอเห็นพี่...พี่หลินน่าถูกกระทำเช่นนี้ในใจกลับเกิดเพลิงโทสะออกมา แม้นทราบอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็คู่หมั้นของนาง เป็ว่าที่สามีในอนาคต แต่ทว่าศิษย์กลับไม่สามารถยับยั้งชั่งใจ ศิษย์ทำร้ายว่าที่สามีในอนาคตของนาง พี่หลินน่าใช่เกลียดศิษย์ไปแล้วหรือไม่”
ไท้หยูมองศิษย์ที่ลุ่มหลงในรักของตนเองกล่าวอย่างละห้อยหดหู่ พลางครุ่นคิดขึ้นใจว่า เด็กเอยนี้เป็เพียงส่วนเล็กๆ ในชีวิตของเ้าเท่านั้น ความรักเช่นนี้เ้ายังคงต้องพบอีกมากจากนั้นกล่าวว่า
“ทำไปแล้วไม่สำนึกเสียใจก็แล้วกันไป ไยต้องมากังวลว่าสิ่งที่ทำไปจะทำให้ผู้อื่นเกลียดชังหรือไม่ เป็บุรุษพึงกระทำอย่างเปิดเผยกล้าทำก็กล้ารับกับสิ่งที่จะตามมา ส่วนนางจะเกลียดชังเ้าหรือไม่ อย่าได้ยอมแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้”
“แต่ว่าอาจารย์ นางเป็คู่หมั้นของผู้อื่นคาดว่าปีหน้านางคงตบแต่งเข้าบ้านสวี่เฉินผู้นั้น จากนั้น จากนั้น....” คำพูดตามหลังไม่อาจกล่าวออกจากปาก รู้สึกเ็ปอย่างยิ่ง
“เป็คู่หมั้นแล้วเป็ไร ยังมิใช่สามี”
เห่ารานกลับแตกตื่นเบิกตาโตน้ำตาไหลทะลักยิ่งกว่าเดิม
“แต่ว่าอาจารย์ต่อให้เป็คู่หมั้นก็มิอาจละเมิด ทำเช่นนั้นจะผิดทำนองคลองธรรม อาจถูกฟ้าลงทัณฑ์์ก็จะลงโทษ”
ไท้หยูกลับคิดว่าเ้าเด็กนี้อายุน้อยนิดรู้หรือว่า์มีจริง หรือว่าเื่เล็กน้อยเช่นนี้ฟ้าจะกวาดตามองเพื่อตัดสินโทษ หากเป็เช่นนั้นฟ้าไยมิใช่เหน็ดเหนื่อยแย่ ทั้งโลกมิทราบมีคนประพฤติเื่ผิดมโนธรรมมากน้อยเท่าใด เื่เล็กน้อยของเ้าเทียบผู้อื่นได้หรือ
“เช่นนี้หมายความว่าเ้าจะยอมรับชะตากรรมเป็บุรุษที่แพ้พ่ายหรือ”
เห่ารานขบริมฝีปากขาวซีดกล่าวเสียงแข็งว่า
“ไม่ ศิษย์ไม่ยินยอม”
ไท้หยูกลับหัวเราะออกมากล่าวว่า
“ประเสริฐ เด็กเอย เ้าเห็นว่าแม่นางหลินน่าของเ้ารักชอบบุรุษคู่หมั้นของตนเองหรือไม่” เห่ารานได้ยินอาจารย์เรียกว่าแม่นางหลินน่าของตนพอฟังสองหูถึงกับอึงอลวูบรู้สึกร้อนผ่าวเล็กน้อย ไท้หยูโบกมือคราหนึ่งในมือพลันเพิ่มถ้วยน้ำชามา จิบน้ำชาคำหนึ่งแล้วกล่าวสืบต่อว่า
“หากว่าไม่ เช่นนั้นก็มิได้ผิดทำนองคลองธรรมอันใด กลับเป็การฉุดช่วยผู้อื่นจากบ่อเกิดแห่งความทุกข์ เ้าเห็นว่าหากนางตกแต่งให้คู่หมั้นผู้นั้นเท่ากับตกนรกทั้งเป็ เช่นนั้นย่อมต้องช่วยเหลือนางขึ้นมาจากขุมนรก สำหรับบุรุษสตรีหากรักชอบกันแล้วต่อให้ปีนป่ายขึ้น์ยังไม่หวั่น”
เห่ารานยามกะทันหันถึงกับตะลึงลานวูบรู้สึกสิ่งที่อาจารย์กล่าวมากับที่เคยอ่านในตำราปราชญ์เขียนเอาไว้แตกต่างกันสุดขั้ว แต่ทว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าวมากลับเป็น้ำผึ้งเดือนห้าเย้ายวนใจอย่างยิ่ง
“อาจารย์อนุญาตให้ศิษย์แต่งงานหรือไม่”
ไท้หยูถึงกับหัวเราะออกมาเด็กน้อยผู้นี้ช่างเลอะเลือนยิ่งนักปากกล่าวว่า
“เ้ายังเด็กเท่านี้กลับคิดถึงเื่แต่งงานแล้ว แน่นอนหากนางยินยอมแต่งกับเ้า เมื่อถึงตอนนั้นอาจารย์ยังจะส่งเทียบเชิญให้ฮ่องเต้มาร่วมงานวิวาห์ของเ้า”
เห่ารานกลับคืนสู่ใบหน้าอิ่มเอมแดงระเรื่อ ริมฝีปากคืนเืฝาดกลับมาแล้ว แววตายิ่งฉายประกายความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ไท้หยูมองปราดเดียวก็ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้พ้นจากความทุกข์ตรมแล้วดังนั้นกล่าวให้อีกฝ่ายพักผ่อนให้มาก จากนั้นสั่งสอนอีกสองสามคำแล้วค่อยลุกขึ้นจากไป ก้าวไปได้สองก้าวพลันนึกได้เื่หนึ่งจึงหันกายกลับกล่าวว่า
“เ้าทำได้ดียิ่ง หลังจากหายเจ็บแล้วอยากได้สิ่งใดให้มาบอกต่ออาจารย์ เป็รางวัลของเ้า” สำหรับเด็กน้อยวัยนี้ชื่นชอบการชมเชยเช่นนี้ที่สุด ไท้หยูจึงไม่ลืมที่จะเติบเชื้อเพลิงให้คบไฟ
ที่ไท้หยูสอนเช่นนี้มิใช่สอนให้เด็กน้อยผู้นี้กลายเป็ตัวเลวร้ายฉุดฉวยสตรีของผู้อื่นมาเป็ภรรยา ทว่าตนเห็นว่าเห่ารานเป็เด็กที่สัตย์ซื่อเถรตรงเกินไป หากไม่รู้จักบิดพลิ้วดัดแปลงบ้างอนาคตจะกลายเป็นิสัยที่ยากแก้ไข อีกประการหนึ่งที่เขากล่าวไปย่อมไม่มีสิ่งใดแปลกปลอม แน่นอนว่าเป็คู่หมั้นของผู้ที่รักใคร่กลมเกลียว ไปหลงรักชอบพอย่อมผิดจริง ทว่าหากสตรีผู้นั้นมิได้ยินยอมแต่เป็ทางบ้านคลุมถุงชนให้ก็แตกต่างออกไปแล้ว
ไท้หยูมาจากอีกโลกหนึ่งดังนั้นความคิดจึงแตกต่างจากคนในโลกใบนี้ เขายังรู้สึกว่าการคลุมถุงชนนี้สมควรหายไปจากโลกนี้ ไม่ว่าผู้ใดเมื่อเกิดเป็มนุษย์ย่อมต้องมีอิสระในการเลือก ยิ่งเป็การเลือกคู่หมั้นคู่ชีวิตนี้มิอาจถูกผู้อื่นบังคับหาให้เด็ดขาด ดังนั้นเขาสอนให้เห่ารานเป็ผู้มีอิสระในการเลือก
ตอนนั้นพอดีกับลูกศิษย์ทั้งสามมาถึงพอดี จึงวิ่งหาอาจารย์ด้วยดวงตาเป็ประกาย ซวี่ฉีที่ขุ่นเคืองอยู่ยังอาละวาดระบายอารมณ์ให้อาจารย์ฟังอยู่หลายคำ ยามนั้นไท้หยูพลันนึกขึ้นว่าซวี่ฉีก็ต้องสั่งสอนั้แ่เนิ่น ๆ หากมิเช่นนั้นโตขึ้นจะกลายเป็สตรีดุร้ายป่าเถื่อนเป็แน่ นี่มิทราบว่าอารามร้อนรุ่มกราดเกรี้ยวนี้เกี่ยวข้องกับแนวทางที่ให้นางฝึกหรือไม่
ที่ซวี่ฉีฝึกมิได้เป็แนวทางฝึกตนของมนุษย์ ดังนั้นนางมิได้มีระดับขั้นฝึกตนอันใดแต่เป็การฝึกตามสายเื ไท้หยูคิดว่าอาจเพราะการฝึกสายเืได้กระตุ้นสัญชาตญาณดิบของบรรพบุรุษออกมาดังนั้นทำให้นางเป็คนป่าเถื่อนโหดร้ายเช่นนี้ หากเป็สิ่งที่แฝงมากับสายเืคงยากจะแก้ไขกลับกลายแล้ว ทว่ายังสั่งสอนซวี่ฉีไปหลายคำ