ล่วงเข้าสู่ราตรี วิกาลเย็นเยียบดุจสายน้ำ
เซียวเฉินไม่ได้รับผลกระทบจากเนี่ยอวิ๋นเหอจนอารมณ์ปั่นป่วน ทว่ายามนี้จิตใจเขากลับสงบนิ่งถึงขีดสุดแทน
ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างและลึกล้ำ
ราวกับกำลังครุ่นคิด
สุดท้ายนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาจนกระทั่งฟ้าสาง
แสงอรุณทะลุราตรีมืดมิด นำแสงสว่างมาสู่แดนดิน อาทิตย์ยังไม่ขึ้นทางตะวันออกท้องนภาก็เป็สีขาวราวเกล็ดท้องปลา
ต้องมานะบากบั่นใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด
เซียวเฉินที่ฝึกวิชาเสร็จนานแล้วก็เปิดประตูเดินออกมา
ผ่านการตกตะกอนหนึ่งคืน เขาทำได้ถึงขั้นใจสงบดุจน้ำนิ่งไร้ระลอกคลื่นโดยสมบูรณ์ เื่ในอดีตและเนี่ยอวิ๋นเหอไม่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเขาอีกต่อไป
อีกสามวันจะถึงการประลองห้าสถานศึกษา
วันนี้พวกเซียวเฉินกะว่าจะเดินเที่ยวในเมืองชางเซิ่งสักรอบ ดังนั้น ในไม่ช้าทั้งเจ็ดคนจึงออกมาจากที่พักของสถานศึกษาชางหวง มาถึงถนนเก่าแก่ที่เจริญรุ่งเรืองมาก
ได้เห็นสิ่งของสวยๆ งามๆ มากมายและฝูงชนเนืองแน่นไม่ขาดสาย ดวงตาของทุกคนฉายแววผ่อนคลาย
่นี้จิตใจของพวกเขาตึงเครียดเกินไป
ได้เวลาผ่อนคลายเสียที
“วันนี้พวกเราไม่เมาไม่กลับดีหรือไม่?” ฉู่เฉินเฟิงและกู้สิงเฉินเสนอ ซูเฉินเทียน เซียวหวง เซียวเฉินเห็นชอบด้วยทันที มีเพียงมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์และเสิ่นเล่ยที่เงียบ
เพราะพวกนางดื่มสุราไม่ค่อยได้
มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์และเสิ่นเล่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะ ทุกคนเดินเตร็ดเตร่บนถนนโบราณอย่างรื่นรมย์
ราตรีเคลื่อนเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ยามรัตติกาล ไฟตะเกียงบนถนนโบราณส่องสว่าง ผู้คนคึกคักและตื่นเต้นมากกว่าตอนกลางวัน
คนทั้งเจ็ดหาร้านแห่งหนึ่ง สั่งสุราและกับแกล้มอย่างดีมาเต็มโต๊ะ
ไม่ว่าการประลองห้าสถานศึกษาจะเป็อย่างไร วันนี้พวกเขาไม่เมาไม่เลิกรา
หลังสุราตกถึงท้อง ใบหน้าของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์และเสิ่นเล่ยก็แดงก่ำ ดวงเนตรงามหรี่ปรือ ทรวงอกร้อนลวกดุจมีเพลิงผลาญ
ส่วนพวกเซียวเฉินกลับหัวเราะเสียงดังด้วยความสนุกสนาน กินเนื้อชิ้นใหญ่ ดื่มสุาามโต เป็ความปรารถนาของพวกเขา อิสระเสรี ไร้การผูกมัด
เห็นคนทั้งห้าดื่มอย่างครึกครื้น เสิ่นเล่ยและมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็สบตากันแล้วยิ้มแย้ม
จริงเสียด้วย บุรุษทุกคนชอบดื่มสุรา
ในเวลานี้เอง ชั้นล่างมีเสียงเอะอะและเสียงดังขึ้นทุกที สุดท้ายมีคนห้าหกคนเดินขึ้นมา แต่ละคนเป็บุรุษแกร่งกร้าว ทั่วร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและพลังรุนแรง อีกทั้งหน้าตาห้าวหาญ ก้าวย่างเปี่ยมพลัง
พวกเซียวเฉินอดมองไม่ได้
เซียวหวงเอ่ยวาจา “นี่คือศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินในเขตใต้ ศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินใช้เคล็ดวิชาตาราฝึกวิชา เป็ผู้ฝึกยุทธร่างกาย ทุกคนเป็บุรุษ ความสามารถของพวกเขาแข็งแกร่งมาก ระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อยิ่งกว่าสัตว์ปิศาจ เป็คู่ต่อสู้อันแข็งแกร่ง ได้ยินว่าปีนี้สถานศึกษาเทียนเฉินมีศิษย์ขั้นเสวียนฟ้าหกชั้นฟ้ามาร่วมประลองด้วย ครั้งนี้สถานศึกษาเทียนเฉินคิดจะสร้างชื่อ”
ระหว่างที่เซียวหวงเอ่ยวาจา เสิ่นเล่ยและมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็หันไปมองพวกเขาแวบหนึ่ง แค่แวบเดียวนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้สรรพสิ่งล้มตาย บวกกับเวลานี้ดวงตาของสตรีสองนางหรี่ปรือ ใบหน้าแดงก่ำดุจมีจิตปฏิพัทธ์ พวกนางงดงามจนทุกสิ่งทาบไม่ติด
แค่แวบเดียว ก็ทำให้ศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินตกตะลึงอยู่ตรงนั้น
ไม่เบนสายตาออกไปอีก
ในดวงตาแฝงความปรารถนา ทั้งหกคนล้วนเป็เช่นนี้ ทำเอาเสิ่นเล่ยและมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก
“ดูสิ พวกเขาโง่มากเลย!” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์หัวเราะ
เสิ่นเล่ยส่งเสียงอืม แสดงว่าเห็นด้วย ใบหน้าของสตรีสองนางมีรอยยิ้ม
ไม่เพียงศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินเท่านั้น แม้แต่ฉู่เฉินเฟิงก็โง่งม
เขาไม่เคยเห็นเสิ่นเล่ยหัวเราะมาก่อน คิดไม่ถึงว่าจะจับใจคนเช่นนี้…
ส่วนเซียวเฉินที่อยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้าไม่น่าดู จากนั้นมองศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉิน เอ่ยเสียงเ็า “ควบคุมดวงตาของพวกเ้าให้ดี อย่าได้หาเื่ใส่ตัว”
ประโยคเดียวเย็นเยียบเสียดกระดูกดุจน้ำแข็ง
รังสีแกร่งกร้าวพลุ่งขึ้นในพริบตา ปราณแห่งการเข่นฆ่าทรงพลังพุ่งทะยาน
ศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินต่างถอยหลังอย่างระแวดระวังทันที จากนั้น สายตาจับจ้องบนร่างของเซียวเฉินด้วยแววตาไม่ประสงค์ดี
“สหาย เ้ากำลังว่าพวกเราหรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นแล้วอย่างไร? นอกจากพวกเ้าแล้วยังมีใครอีก?”
แววตาของลี่โม่เฟิงเปลี่ยนเป็อันตราย เขาพูดกับเซียวเฉินอย่างเ็า “เ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็ใคร? จะให้โอกาสเ้าขอโทษสักครั้ง ไม่เช่นนั้น อย่าว่าแต่เ้าเลย แม้แต่สหายของเ้าก็จะติดร่างแหไปด้วย” ลี่โม่เฟิงเชิดหน้าหยิ่งหยอง เขาคือผู้มีพร์ของสถานศึกษาเทียนเฉินและเป็หนึ่งในศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษา ย่อมมีความหยิ่งทะนง
ในขณะเดียวกันก็บ่งบอกถึงความสามารถของเขา
อายุยี่สิบสี่ปี ความสามารถขั้นเสวียนฟ้าสี่ชั้นฟ้าระดับสูงสุด
ความสำเร็จเช่นนี้ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง แม้แต่สำนักในก็ให้ความสำคัญ
ทว่าเซียวเฉินกลับเอ่ยอย่างดูแคลน “ขยะของสถานศึกษาเทียนเฉินเท่านั้น ที่นี่คือเมืองชางเซิ่ง ไม่ใช่เขตใต้ของเ้า และที่นี่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เ้าจะโอ้อวดความสามารถ ไสหัวไปไกลๆ อย่ารบกวนอารมณ์สนุกของพวกเรา ไม่เช่นนั้น จะให้พวกเ้าถูกหามออกไป”
เซียวเฉินเพิ่งเอ่ยจบ เซียวหวงที่อยู่ด้านข้างก็ร้องว่าดี
“ศิษย์น้องเล็กกล่าวได้ถูกต้อง แค่ขยะกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”
คำพูดวางอำนาจของเซียวเฉินและเซียวหวงดึงดูดสายตาคนรอบด้านทันที
“พวกเขามีฐานะอะไร ถึงกับกล้าล่วงเกินศิษย์ผู้มีพร์ของสถานศึกษาเทียนเฉิน?” บางคนมองพวกเซียวเฉินด้วยสายตาสงสัย
“คงหน่ายชีวิตแล้ว เ้าดูร่างเล็กๆ ของพวกเขาสิ จะทนการทุบตีได้หรือไม่?”
“คาดว่าอีกสักครู่คงถูกศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินอัดจนฟันร่วงเกลื่อนพื้น ดูสิว่าพวกเขาจะเหิมเกริมได้อย่างไร”
“เด็กน้อยที่น่าสงสาร...”
ลี่โม่เฟิงมองพวกเขาแล้วเอ่ยช้าๆ “พวกเ้าเป็ใครกัน?”
ซูเฉินเทียนกล่าว “ซูเฉินเทียนแห่งสถานศึกษาชางหวง” ประโยคเดียวทำให้สีหน้าของลี่โม่เฟิงแปรเปลี่ยนทันควัน เขาเคยได้ยินนามของซูเฉินเทียน เห็นว่าเป็บุคคลผู้มีพร์อันดับสองของสถานศึกษาชางหวง พร์เอกอุ เป็บุคคลอันร้ายกาจ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เจอที่นี่
แต่ลี่โม่เฟิงก็ไม่เกรงกลัว
ศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินมีนิสัยชอบการต่อสู้และพลังต่อสู้ก็แข็งแกร่ง
สายตาของลี่โม่เฟิงมีประกายร้อนระอุ
“ซูเฉินเทียน เห็นว่าเ้าเป็อัจฉริยะอันดับสองของสถานศึกษาชางหวง มีความสามารถแข็งแกร่ง วันนี้เ้ามาสู้เป็เพื่อนข้าสักครา หากเ้าชนะ พวกเราจะขอโทษแล้วจากไป หากเ้าแพ้ ต้องมอบเขาให้พวกเราจัดการ!” ว่าแล้วก็ชี้นิ้วไปทางเซียวเฉิน แววตาเย็นเยียบอึมครึม
ซูเฉินเทียนลุกขึ้นจะเดินไป แต่กลับถูกเซียวเฉินขวางไว้
จากนั้นยิ้มให้ลี่โม่เฟิง “เอาข้าเป็เดิมพัน เ้าถามข้าแล้วหรือ หืม?”
“จะสู้กัน สถานศึกษาชางหวงเราก็ไม่มีคนขลาด!”
กู้สิงเฉินและฉู่เฉินเฟิงต่างเอ่ยอย่างเ็า พลังเสวียนบนร่างไหลออกมารางๆ
ลี่โม่เฟิงมีสีหน้าน่าเกลียด พวกเขามีเพียงหกคน แต่สถานศึกษาชางหวงมีเจ็ดคน และคนที่มาเข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษาได้นั้น ความสามารถต้องไม่อ่อนด้อย หากลงมือทั้งกลุ่มขึ้นมา คนที่เสียเปรียบคือพวกเขา
“ทำไม สถานศึกษาชางหวงจะใช้คนมากรังแกคนน้อยหรือ?”
ซูเหอ ศิษย์ของสถานศึกษาเทียนเฉินที่อยู่ด้านหลังลี่โม่เฟิงกล่าว จากนั้น คนทั้งหกก็ปล่อยพลังเสวียน เตรียมตัวต่อสู้
เซียวเฉินเดินออกมา หัวร่อเ็า
“สถานศึกษาชางหวงเราไม่เคยกระทำเื่ต่ำทราม ยิ่งกว่านั้น จัดการพวกเ้าไม่ต้องใช้คนทั้งกลุ่ม ข้าคนเดียวก็พอ”
ลี่โม่เฟิงมองเซียวเฉินด้วยแววตาอำมหิต
“เ้าเหิมเกริมมาก คงมีสักวันที่ตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ตัว”
เซียวเฉินยิ้มบางๆ “ไม่รบกวนให้เ้าต้องเป็กังวล เ้าจะสู้มิใช่หรือ ข้าจะสู้เป็เพื่อนเอง รอเ้าเอาชนะข้าให้ได้ก่อนจึงจะมีคุณสมบัติท้าสู้กับศิษย์พี่ซู”
ว่าแล้ว เซียวเฉินก็ยืนอยู่ต่อหน้าลี่โม่เฟิง เผชิญหน้ากันเงียบๆ กลิ่นอายต่อสู้ปะทุโดยไร้เสียง...