เล่มที่ 4 บทที่ 99 ป่าอสูร
นอกจากจะมีศิษย์ที่เฝ้าภายในหุบเขากระบี่ประมาณสิบกว่าคนแล้ว ก็คงจะมีแค่ปีศาจที่โผล่ออกมาจากช่องโหว่เท่านั้นแหละ
ทว่ามันดูไม่ค่อยเหมือนปีศาจเท่าไรนัก...
หากเป็ปีศาจจริง ป่านนี้คงได้ถูกกินไปแล้ว ไม่รอให้หลินเฟยตื่นมาพบร่องรอยของมันเช่นนี้หรอก
แต่ถ้าไม่ใช่ปีศาจขึ้นมาล่ะ?...
หรือว่าจะเป็ศิษย์ที่อยู่ในอาราม?
จะว่าแบบนั้นก็คงไม่ถูกทั้งหมด...
เพราะไป๋ซินที่มีขั้นบำเพ็ญสูงสุดในบรรดาคนทั้งหมดที่อารามแห่งนั้น ก็ยังอยู่แค่ระดับย่างหยวนขั้นสูงเท่านั้น ถือว่ามีขั้นบำเพ็ญต่ำกว่าไม่น้อยเลย อีกทั้งหลินเฟยเองก็ได้ฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่มา จึงทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไป แม้แต่อสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่มีพลังเทียบเท่าขั้นมิ่งหุน เขาก็ยังสามารถเอาชนะมันได้ด้วยซ้ำ
‘หรือจะมีอย่างอื่นอีก?’
คิดได้ดังนั้นหลินเฟยก็กวาดตาสำรวจไปรอบๆ
ได้ยินว่าหลายปีนี้สำนักเวิ่นเจี้ยนพยายามปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายของหุบเขากระบี่ จึงได้ย้ายพืชพันธุ์เข้ามาปลูกมากมาย ทว่ากลับมีส่วนน้อยเท่านั้น ที่รอดชีวิตจากพลังแร่จิงซ่ามาได้
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกัน ที่บริเวณผาหินจึงมีพืชพันธุ์กลุ่มหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้
หลินเฟยกวาดตามองไป จึงเห็นว่าหญ้าบนพื้นปรากฏร่องรอยเหยียบย่ำชัดเจน
‘แต่ช่างน่าพิลึกเหลือเกิน...’
ที่ไม่มีรอยเท้าแต่อย่างใด
รอยเหยียบนั้นมีรอยบุ๋มอยู่ตรงกลาง ส่วนต้นหญ้าที่ขนาบข้างก็ยังถูกแหวกออกอีกด้วย
“จะเป็ตัวอะไรกันแน่นะ...” หลินเฟยพยายามครุ่นคิดอยู่นานก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าเกิดรอยเช่นนี้ได้อย่างไร
แม้จะเดินห่างจากบริเวณผาหินแล้ว แต่หลินเฟยก็ยังคงครุ่นคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้น
ถึงแม้ครั้งนี้จะยังไม่มีเหตุการณ์อันตรายอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่หลินเฟยกลับรู้สึกไม่สบายใจ เพราะการที่มีบางสิ่งสามารถเข้าประชิดตัวได้เงียบเชียบเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับมีกระบี่เล่มหนึ่งแขวนอยู่บนหัว ซึ่งพร้อมจะแทงลงมาได้ทุกเมื่อเลยด้วยซ้ำ หากหาคำตอบไม่ได้ละก็ เกรงว่าคงจะข่มตาหลับไม่ลงไปอีกหลายวันแน่
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลินเฟยก็เดินทางเข้าสู่ป่ารกร้างผืนหนึ่ง
บริเวณนี้มีต้นไม้รกชัฏจำนวนมาก เมื่อกวาดตามองไปก็เห็นแต่ใบไม้ใบหญ้าเขียวครึ้มเต็มไปหมด สำหรับหุบเขากระบี่แล้ว ภาพตรงหน้าถือว่าเป็ภาพที่หายากเลยทีเดียว ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไร หลินเฟยก็ยิ่งรู้สึกถึงความอันตรายมากเท่านั้น เขาจึงตัดสินใจชักกระบี่หงส์คำรนออกมา...
เพราะหลินเฟยรู้ว่าที่หุบเขากระบี่แห่งนี้ มีป่าอสูรที่เลื่องชื่อตั้งอยู่...
ครั้งอดีตที่เหล่ามารปีศาจบุกเข้ามา ผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงทั้งสี่คนได้ร่วมมือกันสู้ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ จึงสามารถเอาชนะพวกมันได้ ซากศพของมารปีศาจที่ตายก็ได้สลายกลายเป็ไอหยินและไอชั่วร้าย ทำให้พื้นที่รัศมีร้อยลี้จากตรงนี้กลายเป็เขตหวงห้าม และผู้บำเพ็ญฟ่าเซี่ยงทั้งสี่ก็ร่วมมือกันผนึกไอหยินและไอชั่วร้ายเอาไว้ใต้พิภพรัศมีร้อยลี้นี้ ทว่าไม่มีใครคาดคิดเลยว่า พันปีผ่านไป ที่แห่งนี้จะกลายเป็ป่ารกชัฏขึ้นมา
ในตอนนั้นทุกคนก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร เพราะไม่ว่าจะย้ายพืชพันธุ์มาปลูกมากเพียงใด ก็ล้วนตายเพราะพลังจากแร่จิงซ่า แต่คิดไม่ถึงว่าพืชพันธุ์เหล่านี้จะรอดมาได้เพราะไอหยินและไอชั่วร้ายจากซากมารปีศาจที่ล้มตาย
ทว่าไม่นาน ทุกคนก็พบกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น
เพราะมีศิษย์สายตรงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยติดๆกัน ตอนนั้นทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนต่างแตกตื่นไปกันหมด ทำให้ป่าแห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็เขตหวงห้าม กระทั่งหลายร้อยปีถัดมา จึงได้รู้ว่ามีอสุรกายอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้
หลังจากที่รู้ความจริง ทุกอย่างก็พลันกระจ่างชัดขึ้นมา...
เพราะซากศพมารปีศาจที่ล้มตายมีไอหยินและไอชั่วร้ายที่เข้มข้น ยิ่งผสานเข้ากับการรวมพลังของเหล่าผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงเข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้เกิดการปะทะกันของสองขุมพลังอันยิ่งใหญ่ ทำให้โครงสร้างของหุบเขากระบี่แปรเปลี่ยนไป แต่สำนักเวิ่นเจี้ยนเองก็ยังถือว่ามีโชคอยู่บ้าง เพราะหลังจากโครงสร้างหุบเขากระบี่ถูกทำลายลงไป และไม่เกิดเป็ช่องโหว่ของมิติ มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดประตูหยินหยางขึ้นมาอีก บริเวณรัศมีร้อยลี้แห่งนี้จึงกลับกลายเป็ดินแดนอสูรในที่สุด
แต่อาจเป็เพราะขีดจำกัดของฟ้าดิน ไม่ว่าอสุรกายตนไหน เมื่อเข้าสู่ป่านี้ล้วนต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของอสุรกายกุ่ยหวัง
นอกจากนี้ผนึกที่ผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงทั้งสี่ทิ้งไว้ ยังทำให้ที่นี่สามารถเข้าได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถออกไปได้ ดังนั้นอสุรกายที่ก้าวเข้ามาแล้ว ก็จะไม่สามารถออกไปได้อีก
หลังจากนั้นก็มีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนที่ทะนงตนคิดว่ามีฝีมือมากพอ หลังจากเข้ามายังหุบเขากระบี่แล้ว ก็จะต้องมาที่ป่าแห่งนี้เพื่อทดสอบฝีมือตนเอง
แง่หนึ่งก็เพื่อพิสูจน์ความสามารถ แต่อีกแง่หนึ่งก็เพื่อมาเสี่ยงโชคนั่นเอง
เพราะที่ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า
และนักพรตอู๋กุ่ยที่มีชื่อเสียงก็ได้บรรลุขั้นบำเพ็ญ ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย
แต่สำหรับหลินเฟยนั้น...
เขากลับไม่ได้คิดจะมาพิสูจน์ความสามารถแต่อย่างใด
เพราะเส้นทางบำเพ็ญของหลินเฟยนั้นยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรอีก
ที่เข้ามาก็เพราะที่นี่มีไอหยินและไอชั่วร้ายเข้มข้นเท่านั้น
บัดนี้อักขระกระบี่หยินหลีมีเสิ่นทงสองสาย ทั้งดินิถู่และเทียนกุ่ย ซึ่งล้วน้าไอหยินและไอชั่วร้ายมหาศาล
และยิ่งไปกว่านั้น...
จดหมายที่ไป๋ซินส่งมา ยังกล่าวถึงละแวกป่าอสูรที่มีช่องโหว่หนึ่งปรากฏขึ้นมา เขาจึงอยากให้หลินเฟยช่วยไปดูหน่อย หากพอจะทำได้
‘เช่นนั้นจึงลองไปดูหน่อยแล้วกัน...’
สำหรับคนที่ลื่นเป็ปลาไหลอย่างไป๋ซินแล้ว หลินเฟยจึงรู้สึกเฉยๆ หากมีอะไรช่วยได้ ก็ย่อมช่วย
“ที่นี่วังเวงจริงๆ...” หลินเฟยเพิ่งจะก้าวเข้ามาในป่าอสุรกายได้ไม่นาน ก็รู้สึกได้ถึงกระแสลมเย็นสายหนึ่งที่พัดมา มันช่างหนาวเหน็บราวกับตกลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง เพียงพริบตาเดียว ป่ารกชัฏเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนบรรยากาศเป็วังเวงขึ้นมา เมื่อมองไปก็รู้สึกชวนขนลุกไปทั้งตัว
“นายท่าน นายท่าน...” ระหว่างที่หลินเฟยกำลังจมอยู่ในภวังค์อยู่นั้น จู่ๆเทียนกุ่ยที่มีรูปร่างเป็หมอกควันดำพันอยู่รอบแขนหลินเฟยก็บิดไปมา จากนั้นก็ลอยมาตรงหน้าหลินเฟย
“บริเวณนี้มีไอหยินเข้มข้นมาก เหมือนว่าจะมีสมบัติอยู่...”
“หื้อ?” ได้ยินเช่นนั้น หลินเฟยก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าจนเนื้อเต้นยขึ้นมา
“สมบัติอยู่ตรงไหน?” หลินเฟยรีบถามหาตำแหน่งสมบัติโดยไม่รีรอ
“น่าจะอยู่ทางตะวันออก แต่ขณะที่ข้าน้อยกลายร่างเป็เทียนกุ่ยเช่นนี้ ทำให้สูญเสียพลังหยินไปมาก ตอนนี้จึงไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้...” เมื่อพูดจบเทียนกุ่ยก็ประจบประแจงต่อทันที
“แต่นายท่านน่ะ เก่งกาจที่สุดอยู่แล้ว เพียงแค่กระดิกนิ้วนิดเดียวก็ย่อมมีพลังรุนแรงกว่าข้าเป็ร้อยเท่าแน่นอน!”
“...” หลินเฟยลูบจมูกพลางครุ่นคิด ‘เ้านี่ไม่รู้จักประจบทางอ้อมหรือไง?’
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
