ติงเหว่ยพยักหน้าจากนั้นก็ช่วยนางจัดขนมด้วยตนเอง ก่อนจะยื่นส่งให้พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ทัพาุโฉู่อยู่ที่กระโจมบัญชาการด้วย ตอนที่ส่งขนมไปเมื่อครู่นี้ก็มีส่วนของท่านลุงด้วย ต่อไปถ้าเ้าคิดถึงพี่ฟางก็บอกมาตรงๆ เถอะ พวกเรารับรองว่าจะไม่หัวเราะเยาะเ้าหรอก”
เื่ในใจของหญิงสาวนั้นชายหนุ่มคงเดาไม่ออก แต่กับเพื่อนร่วมงานกลับถูกมองทะลุปรุโปร่งได้อย่างง่ายดาย เหล่าทหารหญิงหลายคนก็ผ่านเื่แบบนี้มาก่อน พวกนางจะมองความรู้สึกของฉู่ชีซีไม่ออกได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อได้ยินคำหยอกล้อของนายหญิง พวกนางก็อดหัวเราะไม่ได้
ฉู่ชีซีหน้าแดงจัดด้วยความเขินอายและหงุดหงิดทันที “ไอ๊หยา! ข้าแค่จะเอาไปให้ท่านพ่อกินจริงๆ นะ พวกเ้าร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
พูดจบนางก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนหัวเราะดังขึ้นไปอีก
ที่กระโจมบัญชาการอีกด้านหนึ่ง ยามนี้วางเื่สำคัญของแผ่นดินลงแล้ว ทุกคนต่างได้รับเตี่ยนซินคนละสองชิ้นและปิงเกาอีกคนละหนึ่งถ้วย พวกเขาต่างก็เพลิดเพลินกับรสชาติแปลกใหม่
ท่านแม่ทัพฉู่ไม่รู้ว่าลูกสาวตนเองได้ใช้เขาเป็ข้ออ้างเพื่อส่งขนมไปให้ว่าที่สามีในอนาคต ด้วยอายุที่มากขึ้นฟันจึงไม่ค่อยดี ท่านแม่ทัพจึงชอบขนมนุ่มๆ นี้เป็พิเศษ เขากินไปสองสามชิ้นรวดแล้วดื่มน้ำชา พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ขนมนี่ช่างนุ่มดีจริงๆ เหมาะกับคนแก่แบบข้าจริงๆ”
รองแม่ทัพคนหนึ่งที่ชอบของหวานก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ปิงเล่า [1] นี่ก็รสชาติอร่อย ไม่มีรสคาวเลย เกรงว่าพวกผู้หญิงน่าจะชอบกันมาก”
อวี้ฉือหุ่ยได้ยินดังนั้นก็โอดครวญว่า “เตี่ยนซินชิ้นเล็กเกินไป ปิงเล่าก็มีไม่เยอะ กินแล้วไม่รู้สึกอิ่มท้องเลย”
กงจื้อิที่กำลังแอบภูมิใจเงียบๆ เพราะรู้ว่าขนมนี้เป็ผลงานของหญิงสาวที่เขารัก นึกไม่ถึงว่าพอได้ยินคำพูดเหล่านี้เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจและพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าจะส่งเ้าไปทำงานที่กระโจมพลาธิการ จะได้กินอิ่มทุกวันดีไหม?”
อวี้ฉือหุ่ยที่กำลังจะยัดขนมชิ้นสุดท้ายเข้าปากใจนเกือบสำลัก เขารีบเอามือจับคอและโบกมือไปมา “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยก็แค่…แค่กๆ ข้าน้อยก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ยังไงข้าก็ชอบอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายท่านแม่ทัพมากที่สุด!”
เหล่าแม่ทัพกองทัพอี้จวินที่ปกติสนิทสนมกันอยู่แล้วต่างก็หัวเราะขึ้นมา แม้ว่าอวี้ฉือหุ่ยจะเป็คนที่ชอบกินและใจร้อน แต่ในสนามรบเขากลับเป็นักรบที่กล้าหาญและซื่อสัตย์เป็ที่สุด
อย่าดูแคลนว่าท่านแม่ทัพใหญ่มักจะดุเขาอยู่บ่อยๆ แต่ในความเป็จริงแล้วท่านแม่ทัพใหญ่ก็เอ็นดูเขามาก ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่ว่าอาหารที่แม่นางติงส่งมาให้ทุกวันนั้นมักจะมีส่วนของเขาอยู่ด้วยหนึ่งส่วน นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะได้รับกันง่ายๆ
องครักษ์ทั้งสองก้าวมาข้างหน้าและรายงานว่า “เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ แม่นางติงให้ข้าน้อยมารายงานว่า หากเหล่าท่านแม่ทัพไม่รังเกียจ ตอนมื้อเย็นจะมีอาหารใหม่ๆ จากกลุ่มทหารหญิงส่งมาให้”
กงจื้อิมองไปรอบๆ เห็นใบหน้าที่แสดงความยินดีของทุกคน เขาก็ได้แต่ยิ้มและพูดว่า “่นี้ทุกคนเหนื่อยกันมากพอดี ประกอบกับเหล่าทหารหญิงตั้งใจทำอาหารใหม่ๆ มาให้เรา มิสู้เตรียมจัดเหล้าดีๆ มาสักสองสามไห แล้วมาสนุกกันเถอะ”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ฉลาดเฉลียวยิ่งนัก!”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ!”
มีเหล้ามีเนื้อเป็สิ่งที่เหล่าแม่ทัพรักที่สุด
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็พากันตบมือด้วยความยินดี เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด ทำให้ค่ายทหารดูคึกคักยิ่งกว่าเวลารวมพลทั้งกองทัพเสียอีก ใครไม่รู้มาเห็นเข้าคงคิดว่าทั้งค่ายเป็พวกที่สนใจแต่เื่กินและดื่มอย่างเดียว
เหล่าแม่ทัพใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสวามิภักดิ์ แม้ว่า่นี้จะได้ยินเื่ราวแปลกๆ เกี่ยวกับท่านแม่ทัพใหญ่และแม่ครัวคนนั้น แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
อย่างไรเสียไม่ว่าบุรุษคนไหนก็ต้องมีสาวใช้หรืออนุภรรยาสักคนสองคนที่โปรดปราน ต่อให้หญิงคนนั้นจะมีความสามารถพิเศษอะไร ก็แค่เพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้น
แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างพากันชมไม่ขาดปาก และยังแสดงความเคารพ พวกเขาก็เริ่มรู้สึกตื่นตัวขึ้นสามส่วน และวางแผนที่จะระมัดระวังมากขึ้น พร้อมกับหาข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวท่านนั้นมากขึ้น
มีเพียงท่านแม่ทัพาุโเฝิงที่นั่งกินเตี่ยนซินเงียบๆ ดื่มชาอุ่นๆ ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืมของเขาแสดงอารมณ์ซับซ้อนอยู่ในใจ หากผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นในวังรู้ว่าชายที่นางยอมทิ้งอำนาจครึ่งหนึ่งของตระกูลซือหม่าเพื่อเอาใจ กลับรักและโปรดปรานหญิงสาวคนอื่นถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่านางจะโกรธแค้นสักแค่ไหน?
ถึงแม้ท่านแม่ทัพาุโเฝิงจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านอ๋อง แต่การทิ้งชื่อเสียงที่สะสมมาทั้งชีวิตก็ยังทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามตอนนี้เขากลับรู้สึกสบายใจมากขึ้นหลายส่วน…
ไม่รู้ว่าเพราะคืนนี้จะมีงานเลี้ยงและมีอาหารแปลกใหม่หรือไม่ เหล่าแม่ทัพทุกคนจึงขยันเป็พิเศษ หลังจากหารือเื่การทหารเสร็จ ก็ออกไปตรวจตราค่ายทหารกันต่อ ตอนเที่ยงกินอาหารง่ายๆ จากนั้นตอนเย็นก็มารวมตัวกันแต่หัววัน
ฝีมือการทำอาหารของเหล่าทหารหญิงไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวังเลย เนื้อวัวชิ้นใหญ่ที่ถูกหมักด้วยน้ำปรุงรสจนชุ่มฉ่ำและนุ่มนวล เมื่อวางลงบนตะแกรงเหล็กที่ปูบนเตาถ่าน ไม่นานนักกลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายออกมา รอจนเนื้อสุกประมาณเจ็ดถึงแปดส่วน เมื่อน้ำมันจากเนื้อเริ่มหยดลงมา ก็ยกขึ้นมาแล้วจิ้มกับเครื่องปรุงแห้งที่ผสมด้วยพริกป่น ยี่หร่า และถั่วลิสงบด เมื่อกัดคำใหญ่ๆ เข้าไปบอกเลยว่ารสชาติดีเยี่ยมจริงๆ จากนั้นค่อยดื่มเหล้าแรงๆ เย็นๆ เข้าไปอีกหนึ่งอึก ก็รู้สึกราวกับอยู่ใน์และนรกในคราวเดียวกัน ความรู้สึกนี้มันช่างสะใจสุดๆ
วิธีการกินแบบนี้เหมาะสำหรับเหล่าแม่ทัพที่มีนิสัยห้าวหาญมาก ทุกอย่างน่าพึงพอใจไปหมด แม้ว่าอาจจะยุ่งยากในการย่างบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะใครๆ ก็มีองครักษ์ติดตามสักสองสามนายอยู่แล้ว แค่เรียกมาช่วยก็จบเื่
ทุกคนกินเนื้อคำโตๆ ดื่มเหล้าอึกใหญ่ๆ พูดคุยกันถึงเื่ความกล้าหาญของตนเอง เสียงพูดคุยสนุกสนานดังลั่น บรรยากาศครึกครื้นเป็ที่สุด
กว่าจะถึงเวลาเลิกงานเลี้ยง ก็ล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนแล้ว กงจื้อิตั้งใจล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อขจัดกลิ่นเหล้าออกไป จากนั้นจึงเดินไปที่กระโจมข้างๆ
ติงเหว่ยกำลังนั่งอยู่กับอวิ๋นอิ่ง ตังกุยและคนอื่นๆ พวกนางกำลังตรวจสอบทรัพย์สินอยู่ ก่อนหน้านี้เฉิงต้าโหยวได้เอาเงินไปเกือบหมด และ่นี้ติงเหว่ยยังใช้เงินไปกับการทำอุปกรณ์ทำครัวอีก แม้ว่าจะสามารถนำวัตถุดิบออกมาจากโรงครัวได้ แต่เงินรางวัลก็ต้องจ่ายอย่างใจกว้างสักหน่อย หลังจากใช้จ่ายไปหลายครั้งก็ทำให้การเงินเริ่มฝืดเคือง
ยิ่งไปกว่านั้นตามแผนของนาง ทุกเมืองจะต้องมีร้านค้าในรูปแบบเครือข่ายห้าร้าน หมายความว่าการซื้อร้านค้าจะต้องซื้อห้าร้าน ซึ่งไม่ใช่เงินร้อยสองร้อยตำลึงจะสามารถแก้ปัญหาได้
อวิ๋นอิ่งที่เป็ผู้ติดตามใกล้ชิดที่สุดก็รู้ดีถึงนิสัยของนายหญิง จึงคิดและพูดอย่างระมัดระวังว่า “แม่นาง เงินจำนวนนี้ดูจะไม่พอเท่าไรนัก ถ้าอย่างนั้น…”
ติงเหว่ยวางรายการในมือลงและนวดขมับ แล้วตอบว่า “ข้ารู้ว่าเ้าจะพูดอะไร รอให้ข้าคิดดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน อีกอย่าง่นี้ข้าสังเกตเห็นว่ามีบางคนฉลาดเฉลียวมาก เหมาะกับการเป็เถ้าแก่ เ้าคิดว่ายังไง?”
อวิ๋นอิ่งเดินเข้ามาดูรายชื่อบนกระดาษและคิดว่าพวกนางเป็คนที่มักจะเข้าใจคำพูดของนายหญิงได้ง่ายกว่า และทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี อีกทั้งยังเป็คนที่ชาญฉลาดและเข้ากับผู้อื่นได้ดี จึงตอบว่า “แม่นางพูดถูก ถ้าเทียบกับในหมู่พี่น้องพวกเขามีฝีมือทำอาหารธรรมดา แต่พวกเขาก็เป็ที่ชื่นชอบและได้รับการสนับสนุนอย่างมาก”
“เช่นนั้นก็ดี เมื่อได้ที่ตั้งร้านในเมืองแล้ว งานที่ต้องจัดการก็ให้พวกนางเป็คนจัดการ”
ขณะที่นายบ่าวกำลังพูดคุยกันอยู่ ก็เห็นกงจื้อิในชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้า สวมมงกุฎผมสีเงินเดินเข้ามา แสงเทียนสีเหลืองนวลส่องให้เห็นใบหน้าของเขาที่ปกติจะดูเ็าอยู่สามส่วน แต่ตอนนี้กลับดูอ่อนโยนขึ้นมาก
ติงเหว่ยเดาว่าเขาคงดื่มเหล้าไปไม่น้อย จึงรีบเทน้ำแกงแก้เมาที่เตรียมไว้บนโต๊ะให้ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้อันเกอเอ๋อร์ยังงอแงอยากจะไปหาท่านเพื่อเล่นด้วยอยู่เลย ตอนนี้ง่วงนอนจนหลับไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าท่านจะมา”
กงจื้อินึกถึง่เวลาที่ผ่านมา เขายุ่งอยู่กับงานจนละเลยแม่ลูกคู่นี้ไปจึงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เขานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ และถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ขาเ้ายังเจ็บอยู่ไหม? ท่านผู้าุโเหว่ยออกไปอีกแล้วหรือเปล่า ถ้าเจ็บมากก็ให้คนไปตามเขากลับมานะ”
เมื่อติงเหว่ยคิดถึงอาจารย์ที่ไม่น่าเชื่อถือของตนเองก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ก่อนหน้านี้เขายังให้คำมั่นอย่างหนักแน่นว่าจะคอยควบคุมดูแลการฝึกของนางอย่างเข้มงวด ปรากฏว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็หายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา
“ขาของข้าดีขึ้นจนเกือบจะหายแล้ว ไม่จำเป็ต้องให้ท่านผู้าุโเฝ้าอยู่ที่ค่ายตลอดเวลา”
ติงเหว่ยยิ้มพร้อมกับเลื่อนถ้วยน้ำแกงไปให้ กงจื้อิไม่แม้แต่จะมอง เขายกขึ้นดื่มหมดในรวดเดียว
อวิ๋นอิ่งที่มีไหวพริบดีรีบเดินมารับถ้วยน้ำแกงไปเก็บ จากนั้นจึงพาตังกุยกับเหลียนเชี่ยวออกไป
ติงเหว่ยนึกถึงถุงเงินที่ว่างเปล่าของตนเอง จึงกลอกดวงตากลมโตไปมาแล้วถามอย่างมีเลศนัยว่า “คืนนี้พวกท่านพอใจกับเนื้อย่างหรือไม่?”
กงจื้อิเหลือบมองสมุดบัญชีที่วางอยู่บนโต๊ะ เห็นตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่บรรทัดล่างสุด ทำให้เขาอดขำในใจไม่ได้ แต่ภายนอกเขายังทำเป็ไม่รู้และตอบว่า “ก็ดี”
ติงเหว่ยพยายามต่อไป นางถามด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นว่า “แล้วท่านว่าการเปิดร้านนี้จะทำเงินได้หรือไม่? ยิ่งไปทางเหนือมากเท่าไร อากาศก็ยิ่งหนาวเย็นมากขึ้น ชาวบ้านก็ยิ่งมีนิสัยห้าวหาญดุดันมากขึ้น แน่นอนว่าพวกเขาต้องชอบการกินเนื้อย่างชิ้นใหญ่โตมากกว่าการกินอาหารจานเล็กๆ”
“อืม” กงจื้อิยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยหนึ่งคำ ติงเหว่ยกัดฟันแน่น พยายามอดทนและพูดต่อไป “ที่จริงแล้ว ข้าคิดว่าร้านที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในอนาคตน่าจะเป็ร้านเตี่ยนซินและร้านขายปิงผิ่น ท่านอย่าดูถูกอาหารเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เชียว กำไรของมันสูงจนน่ากลัว”
ตอนแรกนางแค่้าเกลี้ยกล่อมกงจื้อิเพื่อขอยืมเงินจำนวนหนึ่ง แต่พูดไปพูดมากลับรู้สึกตื่นเต้น “ยกตัวอย่างเช่นขนมตั้นเกาอันนั้น แค่ไข่หนึ่งฟอง แป้งละเอียดหนึ่งเหลี่ยง [2] ก็สามารถทำตั้นเกาได้สามชิ้น ต้นทุนเพียงหกเหวิน แต่เค้กสามชิ้นนี้ขายได้ถึงสามสิบเหวิน กำไรสูงถึงสี่เท่าของต้นทุน ยิ่งไปกว่านั้น พวกปิงผิ่นรูปแบบต่างๆ ต้นทุนนอกจากดินประสิวแล้วก็มี นม ไข่ และน้ำตาล ที่เหลือใช้น้ำเป็หลัก ขุดบ่อสักบ่อหนึ่งก็พอใช้ไปตลอดชีวิต นี่เป็การลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง”
ในดวงตาของกงจื้อิมีประกายรอยยิ้มที่ชัดเจนขึ้น เขายื่นมือไปจับมือเล็กๆ ของนางแล้วถามว่า “แล้วยังไงต่อ?”
“แล้วก็…” ติงเหว่ยกำลังจะโน้มน้าวต่อ แต่ในที่สุดก็รู้สึกตัวว่าโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว จึงโกรธจนหน้าแดงและะโว่า “แล้วก็ขอให้ท่านแม่ทัพเบิกเงินเดือนสิบปีล่วงหน้าให้ข้าเลยด้วย!”
กงจื้อิรักในท่าทางที่มีชีวิตชีวาของนางที่สุด ไม่ว่านางจะโกรธหรือดีใจล้วนทำให้เขาหลงใหลไม่หยุด
“เ้านี่นะ!” เขายื่นมือออกไปอุ้มติงเหว่ยขึ้นมาอย่างง่ายดายและวางนางไว้บนตักของเขา จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเ้าขาดเงินก็บอกมาตรงๆ ไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมแบบนี้”
“ฮึ!” ติงเหว่ยยังคงรู้สึกอับอาย นางจึงขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจและหันหน้าหนีไปอีกทาง นางพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า “ข้าจะกล้าได้ยังไงเล่า!”
กงจื้อิยกมือจับใบหน้าของนางให้หันกลับมา มองนางด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก จากนั้นเขาก็หยิบตั๋วเงินออกมาจากอก สีหน้าของเขาทั้งจนใจและเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ข้าจัดเตรียมไว้ให้เ้าตั้งนานแล้ว อย่าว่าแต่สิบปีเลย ข้าให้เ้าได้แม้กระทั่งค่าจ้างตลอดชีวิต”
ติงเหว่ยเห็นตั๋วเงินหนาๆ ในมือของเขาก็ดีใจขึ้นมาทันที แต่ยังคงไม่ยอมแพ้ ปากก็พูดเถียงกลับไปว่า “ชาติหน้าข้าอาจจะเกิดเป็คุณหนูที่ร่ำรวย ใครจะไปอยากเป็แม่ครัวให้ท่านกันล่ะ”
“ได้ งั้นชาติหน้าเ้าเป็คุณหนูผู้ร่ำรวย ข้าจะเป็พ่อครัวให้เ้าเอง” กงจื้อิไม่โต้แย้งกับนางอีก และยอมรับคำพูดของนางด้วยความอ่อนโยน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นภาพในหัวของติงเหว่ยก็ปรากฏขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็ภาพของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ทั้งหล่อเหลาและกล้าหาญ สวมเกราะทองคำแต่กลับผูกผ้ากันเปื้อนเก่าๆ ยืนอยู่หน้าเตาไฟขนาดใหญ่ โบกตะหลิวอย่างขะมักเขม้น มันช่างดูตลกเสียเหลือเกิน
-----------------------------------------
[1] ปิงเล่า 冰酪 หมายถึง โมจิไอศกรีมรสนม
[2] เหลี่ยง 两 หมายถึง 500 กรัม
