อากาศในโรงพยาบาลทหารอวลไปด้วยกลิ่นยา... แต่เป็กลิ่นที่แปลกแยกและดิบเถื่อนกว่าที่นิพาเคยคุ้นชิน
กลิ่นยาในโลกของเธอคือความสะอาดปลอดเชื้อ คือกลิ่นแอลกอฮอล์ พลาสติก และอากาศที่ผ่านการกรองมาอย่างดี แต่ที่นี่... กลิ่นมันหนักหน่วงและซับซ้อนกว่านั้น กลิ่นฟอร์มาลินที่กัดลึก กลิ่นฉุนของอีเธอร์ที่ทิ้งรสเปรี้ยวไว้ในลำคอแม้จะก้าวเข้ามาในทางเดินนานแล้ว กลิ่นอับชื้นของเืเก่า และกลิ่นสาบของผู้คนที่แออัดยัดเยียดกันในพื้นที่จำกัด
เธอยืนรอในทางเดินแคบๆ กว้างพอให้คนสองคนเบียดตัวสวนกันได้ ผนังปูนฉาบสีขาวบัดนี้มีคราบเหลืองจากความชื้นจับเป็ดวง เพดานปรากฏรอยเขม่าควัน ไฟที่ส่องสว่างก็สลัวเกินกว่าจะให้ความสบายใจ มีเพียงแสงพอให้มองเห็น แต่ก็มืดพอที่จะรู้สึกเหมือนถูกกักขัง
ทหารญี่ปุ่นสองนายเดินสวนผ่านไป ก้าวหนักแน่นและไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ... บางทีนั่นอาจเป็เื่ดี
สิบนาทีแล้ว... สิบนาทีในทางเดินอับๆ นี่ ในปี 2024 ถ้ารอหมอนานขนาดนี้ ฉันคงเดินออกจากคลินิกไปแล้ว แต่ตอนนี้... ฉันกำลังรอพบแพทย์ทหารญี่ปุ่น ในโรงพยาบาลที่ถูกยึด ในเมืองที่ถูกยึดครอง นี่มันสถานการณ์ที่คนฉลาดเขาไม่เดินเข้ามาเองทั้งนั้น
แต่ฉันไม่มีทางเลือก
เสียงรองเท้าบูทหนักๆ ดังมาจากสุดทางเดิน ร่างของนายแพทย์ทาเคดะ เคนจิ ก็ปรากฏขึ้น
---
เขาดูอายุราวห้าสิบกลางๆ สูงกว่าที่นิพาคาดการณ์ไว้สำหรับชายชาวญี่ปุ่นในยุคนี้ ผมสีดอกเลาแซมดำเกินครึ่งศีรษะ ผิวกร้านแดดบ่งบอกถึงการตรากตรำกลางแจ้งมานาน และแว่นตากรอบโลหะที่เขาขยับให้เข้าที่ขณะจ้องมองเธอ ท่าทางของเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกของนายทหารผู้กร่างเกรียง แต่กลับมีรัศมีของอาจารย์แพทย์ผู้เคร่งขรึมที่กำลังจะซักฟอกงานของนักศึกษาแพทย์
"คุณสาวิตรี สุขสวัสดิ์" เขาเอ่ยชื่อเธอเป็ภาษาไทย สำเนียงญี่ปุ่นเข้มแต่ชัดถ้อยชัดคำ "มาตรงเวลา... ดี"
"ค่ะ"
เขาหันหลังกลับทันที ไม่รอคำตอบใดๆ เพิ่มเติม ราวกับเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเธอต้องเดินตามไป นิพาจึงก้าวตามเงียบๆ
---
ห้องที่ทาเคดะพาเธอเข้าไปนั้นเล็กและสะอาดสะอ้านกว่าทางเดินด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด โต๊ะทำงานไม้ขัดมันเรียงเอกสารไว้เป็ระเบียบกริบ ชั้นวางยาติดป้ายฉลากเป็ภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็หมวดหมู่ มีกล้องจุลทรรศน์หนึ่งตัวตั้งอยู่ข้างหน้าต่างบานแคบที่ปล่อยให้แสงส่องเข้ามาเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือ
เขานั่งลงหลังโต๊ะทำงาน พยักพเยิดให้เธอนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
แล้วแฟ้มกระดาษบางๆ ก็ถูกวางลงบนโต๊ะ คั่นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง
"รายงานจากคนในย่านของคุณ" เขาเริ่มต้น ไม่ได้ยื่นแฟ้มให้เธอ แต่ปล่อยมันวางอยู่อย่างนั้น "ว่าลูกสาวนายแพทย์สงวน... มีความสามารถในการรักษาาแได้ผลดีผิดปกติ" เขาหยุด เว้นจังหวะ สายตาคมกริบมองเธอผ่านเลนส์แว่น "เรียนจบจากที่ไหน"
"โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง และเรียนรู้เพิ่มเติมจากคุณพ่อค่ะ"
"นายแพทย์สงวนสอนอะไรคุณบ้าง"
"เื่สมุนไพร สรีรวิทยาเบื้องต้น และการปฐมพยาบาลค่ะ"
ทาเคดะพยักหน้าช้าๆ เป็การพยักหน้าที่อ่านไม่ออกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ มันคือการประมวลผล คือการคำนวณบางอย่างในใจ
"ผู้หญิงไทยไม่ค่อยมีใครเรียนแพทย์"
"ไม่มีสถาบันที่เปิดรับผู้หญิงโดยตรงค่ะ แต่การดูแลผู้ป่วย... ไม่จำเป็ต้องจบจากโรงเรียนแพทย์เสมอไป"
มุมปากของเขายกขึ้นเพียงนิดเดียว ไม่นับว่าเป็รอยยิ้ม แต่เป็ปฏิกิริยาที่บ่งบอกว่าคำตอบของเธอน่าสนใจกว่าที่เขาคาดไว้
แล้วเขาก็วางบางสิ่งลงบนโต๊ะ
กระดาษสองแผ่น เป็ภาพวาดทางการแพทย์ที่แสดงอาการาเ็สองกรณี คนหนึ่งมีาแที่แขนขวาซึ่งเริ่มเน่าเปื่อย อีกคนมีาแที่หน้าท้อง พร้อมคำบรรยายอาการสั้นๆ เป็ภาษาไทย
"คุณจะรักษาสองกรณีนี้อย่างไร" เขาถามด้วยน้ำเสียงของอาจารย์ผู้คุมสอบ
โจทย์...
นี่ไม่ใช่การสนทนา นี่คือการสอบสวน คือการชั่งน้ำหนัก คือการทดสอบ
นิพาก้มลงมองกระดาษ ใช้เวลาประเมิน... ไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้คำตอบ แต่กำลังชั่งใจอย่างหนักว่าจะเปิดเผยความรู้ของเธอออกมามากน้อยเพียงใด
ตอบน้อยไป... เขาจะมองว่าไร้ค่า ตอบมากไป... เขาจะเห็นในสิ่งที่เธอพยายามซ่อน
แต่ถ้าตอบได้ถูกต้อง... พอดี... เขาจะยิ่ง้าตัวเธอมากขึ้น
"แผลแรก" เธอเริ่มต้น ชี้ไปที่ภาพแรก "ต้องชะแผลออกให้กว้าง ตัดเนื้อตายและระบายหนองออกให้หมด ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและน้ำเกลือ จากนั้นต้องเปิดแผลทิ้งไว้ค่ะ ไม่ใช่ปิดแผล ต้องให้อากาศถ่ายเท"
ทาเคดะไม่พูดอะไร แต่หยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึกเงียบๆ
"ส่วนแผลที่สอง" นิพาพูดต่อ "ต้องประเมินก่อนว่าอวัยวะภายในเสียหายหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีอาการท้องแข็งเกร็งและมีไข้สูง นั่นเป็สัญญาณของการติดเชื้อในช่องท้อง ต้องผ่าตัดด่วน แต่ถ้าท้องยังนิ่ม ดื่มน้ำได้ ก็ให้รักษาแผลภายนอกและเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดค่ะ"
"ทำไมต้องเปิดแผลทิ้งไว้" เขาถาม สอดแทรกขึ้นมา ยังคงเป็น้ำเสียงที่ใช้ทดสอบ
"เพราะแผลที่ถูกปิดทั้งที่ยังมีเนื้อตายอยู่ข้างใน เชื้อโรคจะยิ่งเจริญเติบโตในที่อับและมืด การเปิดแผลให้อากาศเข้าถึงจะช่วยยับยั้งเชื้อบางชนิด และทำให้เราทำความสะอาดแผลได้จนกว่าจะแน่ใจว่าสะอาดดีแล้วจริงๆ จึงค่อยเย็บปิดในภายหลัง"
ทาเคดะวางปากกาลง เขามองหน้าเธอนิ่งนาน ไม่ใช่สายตาของคนที่กำลังตัดสิน แต่เป็สายตาของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพิจารณาข้อมูลใหม่... ข้อมูลที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากเด็กสาวชาวสยาม
"นายแพทย์สงวนสอนเื่การเปิดแผลแบบนี้หรือ"
"คุณพ่อล้มป่วยอยู่ค่ะ ตอนนี้ฉันเป็คนดูแลร้านยาทั้งหมด"
เขายิ่งจ้องเธอนานขึ้นไปอีก
"ลูกสาวของเขา..." เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "อายุเท่าไหร่"
"สิบเก้าค่ะ"
ทาเคดะลุกขึ้น เดินไปที่ชั้นวางยา หยิบขวดแก้วสีชาใบเล็กออกมาวางบนโต๊ะ
"รู้จักนี่ไหม"
นิพามองฉลาก "Carbolic acid... กรดคาร์โบลิกค่ะ ใช้สำหรับฆ่าเชื้อ"
"ใช้อย่างไร"
"ต้องเจือจางก่อนใช้ค่ะ สัดส่วนประมาณหนึ่งต่อยี่สิบ ใช้ล้างเครื่องมือผ่าตัด ล้างมือศัลยแพทย์ หรือล้างแผลก็ได้ แต่ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะถ้าความเข้มข้นสูงเกินไปจะกัดิัให้ไหม้ได้"
ทาเคดะหยิบขวดกลับคืนไปโดยไม่พูดอะไร เขาเดินไปที่หน้าต่าง เหม่อมองออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง
"สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารของกองทัพเรายี่สิบนายติดเชื้อรุนแรงที่ขา" เขาพูดขึ้นเรียบๆ โดยไม่หันกลับมา "ห้านายถูกตัดขาไปแล้ว และสองนาย... เสียชีวิต"
นิพาเงียบกริบ
"หมอที่นี่... รู้วิธีรักษาอาการแบบนั้นไหม"
"รู้ค่ะ" เธอตอบอย่างสุขุม "แต่การรักษาที่ปลายเหตุมันไม่พอ เราต้องรู้ด้วยว่าเชื้อโรคนั้นมาจากไหน ไม่ใช่แค่รักษาแผลที่มองเห็น"
ทาเคดะหันขวับกลับมา แววตาที่มองเธอเปลี่ยนไปแล้ว มีบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมในดวงตาหลังกรอบแว่นนั้น... บางอย่างที่บอกว่าเขาได้ยินในสิ่งที่เขากำลังค้นหามาตลอด
"นั่งลง" เขาบอก "เราคงต้องคุยกันอีกยาว"
---
การทดสอบดำเนินไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม
ทาเคดะไล่ถามั้แ่เื่การติดเชื้อ ยาสลบ การดูแลแผลหลังผ่าตัด ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้แผลหายช้าในสภาพอากาศร้อนชื้น
นิพาตอบทุกคำถาม แต่ตอบในระดับที่ "ถูกต้องตามหลักการ" ไม่ใช่ในระดับที่ "ล้ำยุค" เธอจงใจเลือกใช้คำอธิบายที่ฟังดูเหมือนมาจากการสังเกตและประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ความรู้จากตำราแพทย์ที่ยังไม่มีใครเขียนขึ้นในยุคนี้
ในห้องประชุมที่โรงพยาบาลปี 2024 เธอเคยสอนลูกศิษย์ว่า "ถ้าไม่รู้ให้บอกว่าไม่รู้ ถ้ารู้ต้องอธิบายให้ชัดเจน" แต่ตอนนี้... สถานการณ์มันซับซ้อนกว่านั้นลิบลับ
ทาเคดะฉลาดเกินไป เขาสังเกตเห็นในรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม ลำดับคำถามของเขาไม่ใช่แค่การตรวจสอบความรู้ แต่มันคือการไล่ต้อน คือการขีดวงเพื่อหาขอบเขตว่าความรู้ของเธอไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
เขากำลังหยั่งความลึกของเธอ
เมื่อเขาถามถึงเทคนิคการผ่าตัดลำไส้ นิพาหยุดคิดไปชั่วอึดใจก่อนจะตอบ "ฉันเคยเห็นคุณพ่อทำค่ะ แต่ไม่เคยลงมือทำเอง"
นั่นเป็ความจริงครึ่งเดียว... สาวิตรีไม่เคยทำ แต่ตัวเธอ... นิพา... ทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ครั้งนี้ทาเคดะมองเธอนานกว่าทุกครั้ง
เขาไม่พูดอะไรอีก แต่ขยับปากกาในมือ จดบางอย่างที่เธอไม่มีทางมองเห็น
---
เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง ทาเคดะวางปากกา เก็บกระดาษ จัดเรียงเอกสาร ทุกการกระทำของเขาเปี่ยมไปด้วยระเบียบวินัยของคนที่ควบคุมทุกอย่างในชีวิต
"คุณรู้... มากกว่าที่เด็กสาวอายุสิบเก้าควรจะรู้" ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น เสียงเรียบเฉย ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็การสรุปข้อเท็จจริงที่น่าขนลุก
"คุณพ่อสอนไว้มากค่ะ"
"พ่อสอน..." เขาทวนคำ น้ำเสียงนั้นว่างเปล่าจนอ่านไม่ออกว่าเชื่อหรือไม่
เขาลุกขึ้น เป็สัญญาณว่าการสนทนาได้จบลงแล้ว
"ขอบคุณที่มา คุณสาวิตรี" เขาเอ่ย "กองทัพอาจจะเรียกตัวคุณมาอีก"
นิพาลุกขึ้น โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วเดินไปยังประตู
"สาวิตรี"
เธอหยุดชะงัก หันกลับไป
"ทหารยี่สิบนายที่กำลังติดเชื้อ" ทาเคดะพูด น้ำเสียงยังคงเรียบเย็นเหมือนเดิม "ถ้าคุณรู้วิธีรักษา... เรามีวิธีหาตัวคุณ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง
"เข้าใจแล้วค่ะ" นิพาตอบกลับ เสียงไม่สั่นแม้แต่น้อย
แล้วเธอก็ก้าวออกจากห้องไป
---
ทางเดินด้านนอกมีกลิ่นอีเธอร์ฉุนกว่าตอนขามา... ที่ไหนสักแห่งในตึกนี้กำลังมีการผ่าตัด เสียงเครื่องมือโลหะกระทบกันแ่เบาและเสียงคำสั่งเป็ภาษาญี่ปุ่นลอยแว่วมาจากปลายทาง
นิพาก้าวออกมาสู่อากาศภายนอก เธอหยุดยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึกๆ สองสามครั้งเพื่อขับไล่กลิ่นโรงพยาบาลออกจากปอด
ทาเคดะฉลาด เขารู้ว่าเธอรู้มากกว่าที่พูด แต่เขายังไม่รู้ว่าเธอรู้ลึกแค่ไหน
และนั่นคือไพ่ใบเดียวที่เธอยังถืออยู่ในมือ
ปัญหาคือ... เธอไม่รู้ว่าเขาจะเล่นไพ่ใบนี้อย่างไร
เธอเดินกลับบ้านไปตามถนนหนทางที่เริ่มคุ้นตา ผ่านร้านรวงที่ยังคงปิดประตูเงียบเหงา ผ่านกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าอาคารสำนักงานที่ถูกยึดเป็กองบัญชาการ ผ่านชาวบ้านที่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อเดินผ่านทหาร และก้มหน้าหลบสายตาเมื่อถูกจ้องมอง
เมืองทั้งเมืองกำลังเรียนรู้วิธีที่จะเอาชีวิตรอดภายใต้การยึดครอง
และเธอกำลังเรียนรู้ว่าความรู้ในหัวของเธอ... ได้ทำให้เธอกลายเป็ทรัพยากรที่มีค่าสำหรับทุกคน ทั้งฝ่ายที่เธออยากจะช่วย และฝ่ายที่เธอเกลียดชัง
ทาเคดะ้าหมอ ไม่ใช่ตัวเธอ แต่ในสถานการณ์นี้... ทั้งสองสิ่งนั้นแยกจากกันไม่ออก
กลิ่นขี้เถ้าจากบ้านที่ถูกไฟไหม้ปลายตรอกลอยโชยมากับลม นิพาหยุดนิ่ง มองไปยังทิศทางนั้น
สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าทาเคดะจะไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ
แต่สิ่งที่เขากำลังจะยื่นให้... มันจะเป็โอกาส หรือเป็กับดักกันแน่
---
สรวิชญ์รอเธออยู่ที่ปากตรอก
เขายืนอยู่ในมุมเดิมที่คุ้นเคย มุมที่มองเห็นได้ทั้งสองทาง มุมที่เธอจะเห็นเขาก่อนใคร และมุมที่ทำให้เขาดูเหมือนไม่ได้รอใครเป็พิเศษ แต่ดวงตาของเขากวาดมองอยู่ตลอดเวลา
"เป็ยังไงบ้าง" เขาถามทันทีที่เธอเดินเข้าไปในระยะ
"เขาแค่ทดสอบความรู้" นิพาตอบสั้นๆ "และเขาฉลาดมาก"
สรวิชญ์มองหน้าเธอ สายตาของเขาอ่านบางอย่างที่อยู่นอกเหนือคำพูด
"เขา้าอะไร"
"หมอ" เธอตอบ "ทหารของเขาติดเชื้อที่แขน เขา้าคนที่จะรักษาได้"
ความเงียบโรยตัวลงชั่วครู่
"แล้วคุณจะทำ"
"ยังไม่รู้" เธอตอบตามตรง "มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข"
"ถ้าคุณรักษาทหารญี่ปุ่น คนของเสรีไทยบางส่วนจะมองว่าคุณเป็คนทรยศ"
"รู้" เธอสวนทันควัน "แต่ถ้าฉันปฏิเสธ ทาเคดะก็จะไม่ปล่อยฉันไว้แน่ และนั่นจะทำให้ฉันหมดประโยชน์กับทุกฝ่าย"
สรวิชญ์นิ่งเงียบไป มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างปล่อยนิ่งอยู่ข้างลำตัว
"ก่อนคุณออกมา เขาพูดอะไรทิ้งท้าย"
นิพาลังเลอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริง
"เขาบอกว่า... ถ้าฉันรู้วิธีรักษา เขามีวิธีหาตัวฉันเจอ"
สรวิชญ์ไม่ตอบสนองในทันที
แต่แววตาของเขาเปลี่ยนไป... เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยจนคนอื่นอาจไม่สังเกต แต่นิพาเห็น มันเป็แววตาของนักวางแผนที่เพิ่งตระหนักว่ามีตัวแปรใหม่ที่ไม่คาดคิดโผล่เข้ามาในสมการ
"ระวังตัวให้ดี" เขาพูดในที่สุด
"รู้"
"ทาเคดะไม่ใช่คนโง่ และไม่ใช่คนที่คุณจะไว้ใจได้"
"เื่นั้นก็รู้เหมือนกัน"
สรวิชญ์จ้องหน้าเธออีกครั้ง ในดวงตาคู่นั้นมีบางอย่างที่เธอยังอ่านไม่ออกทั้งหมด ไม่ใช่แค่การประเมินหรือความระแวง แต่เป็บางสิ่งที่หนักแน่นกว่านั้น... บางอย่างที่ยังไม่มีชื่อเรียก
"คุณตอบว่า 'รู้' บ่อยเหลือเกินนะ" เขาพูดเบาๆ เหมือนเป็ความเห็นลอยๆ
"ก็เพราะว่ามันเป็เื่จริง"
มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย... ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
---
นิพายืนมองแผ่นหลังของเขาจนลับหายเข้าไปในความพลุกพล่านของถนน
ทาเคดะ้าหมอ
สรวิชญ์ก็้าหมอ
ชาวบ้านในตรอกนี้ก็้าหมอ
และฉัน... มีความรู้ทางการแพทย์แห่งศตวรรษที่ 21 อยู่ในยุคที่เพนิซิลลินยังไม่มีวางขายด้วยซ้ำ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอจะเป็ประโยชน์ต่อใครได้บ้าง แต่อยู่ที่ทุกคนที่้าตัวเธอ... ต่างก็้าในสิ่งที่ขัดแย้งกันเอง
เธอเดินกลับเข้าตรอก กลิ่นขี้เถ้าจางๆ ผสมกับกลิ่นอาหารเย็นที่เริ่มลอยออกมาจากบ้านเรือน ชีวิตปกติที่พยายามจะดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่ปกติ
ที่หน้าประตูบ้าน ขวัญยืนรออยู่ ในมือของเด็กสาวถือสมุดบันทึกเล่มที่นิพามอบให้
"ขวัญจดเพิ่มค่ะ" เธอยื่นสมุดให้ "อยากให้พี่หมอช่วยตรวจว่าขวัญเข้าใจถูกไหม"
นิพารับสมุดมาเปิดดู ลายมือที่เรียบร้อย ภาษาที่กระชับและชัดเจน บันทึกทุกสิ่งที่เธอได้เห็นและได้ยินในวันนั้น
แม่นยำทุกรายละเอียด
ขวัญเรียนรู้ได้เร็วจนน่าทึ่ง และเธอไม่ได้แค่จดจำ... เธอทำความเข้าใจมันด้วย
"ถูกต้องทุกอย่าง" นิพาพูดพลางปิดสมุด "พรุ่งนี้เรามาเรียนเื่ต่อไปกัน"
ขวัญรับสมุดคืน พยักหน้ารับคำ แล้วหมุนตัวกลับบ้านไปเงียบๆ
นิพายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูครู่ใหญ่ ในหัวของเธอกำลังร่างบทต่อไป... บทต่อไปที่จะต้องสอนขวัญ บทต่อไปที่เธอต้องเรียนรู้เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ และคำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบ...
ทาเคดะจะเรียกตัวเธออีกเมื่อไหร่
และสิ่งที่เขากำลังจะขอ... จะเป็โอกาสให้เธอรอด หรือจะเป็กับดักที่ลากเธอลงสู่ก้นบึ้งของาครั้งนี้กันแน่
