บทที่ 3 ทะลุมิติมาแล้ว
"หนาวชะมัด!!"
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางใช้มือที่ผอมบางจนเห็นกระดูกลูบแขน
มันคือความหนาวที่แตกต่างจากพายุหิมะในภารกิจแถบไซบีเรียอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ความเย็นเยียบที่สะอาดสะอ้านของห้องผ่าตัดที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนสุด แต่มันคือความหนาวที่กัดกร่อน...ความหนาวที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มันซึมลึกผ่านเสื้อผ้าฝ้ายบาง ๆ ที่แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็เครื่องนุ่งห่ม ทะลวงผ่านชั้นิัและไขมันอันน้อยนิด เล็ดลอดเข้าสู่กระแสเื และแช่แข็งทุกอณูในร่างกายจนถึงแก่นกระดูก
สวี่จิ้งอีพยายามขยับปลายนิ้ว แต่กลับพบว่ามันแข็งทื่อและไร้ความรู้สึก ร่างนี้เปรียบเสมือนตะเกียงที่น้ำมันใกล้จะหมดสิ้น ลมหายใจแ่ระรินราวกับจะดับสลายไปพร้อมกับสายลมยามค่ำคืนที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามา
"แค่ก แค่ก ๆ ..."
เสียงไอรุนแรงจนแทบจะฉีกปอดออกมาเป็ชิ้น ๆ สวี่จิ้งอีเกร็งร่างรับความเ็ป นั่นคือเสียงของเธอเอง มันแหบแห้ง บาดลึก และเ็ป ในฐานะแพทย์ทหาร สัญชาตญาณสั่งให้เธอทำการวินิจฉัยตัวเองอย่างรวดเร็วแม้ในสภาวะที่สติพร่าเลือน
หนึ่ง: ภาวะอุณหภูมิกายต่ำความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านผ้าห่มซึ่งบางราวกับกระดาษนี้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกรำคาญใจ แต่มันคือนักฆ่าเงียบที่กำลังสูบฉีดความร้อนเฮือกสุดท้ายออกจากร่างที่อ่อนแอ
สอง: การติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรง ทุกครั้งที่หายใจเข้าลึกเข้าไปในทรวงอก มีความเ็ปราวกับมีดกรีด นี่คืออาการปอดบวมอย่างไม่ต้องสงสัย
สาม: ภาวะขาดสารอาหารและน้ำอย่างรุนแรง ความหิวที่บิดเกร็งในช่องท้อง มันไม่ใช่ความหิวโหยทั่วไป มันคือสัญญาณเตือนระดับวิกฤตจากร่างกายว่ากำลังจะเริ่มย่อยสลายกล้ามเนื้อตัวเองเพื่อความอยู่รอด
สถานการณ์: เลวร้ายที่สุด อัตราการรอดชีวิต (หากไม่ทำการรักษา) : 0%
เธอคือฟีนิกซ์ที่ถูกฝึกมาให้เอาตัวรอดในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด แต่ตอนนี้เธออยู่ในร่างของลูกไก่ที่ใกล้จะแข็งตาย สวี่จิ้งอีพยายามรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ขยับปลายนิ้วที่ชาด้าน ััที่ได้กลับมาคือความหยาบกระด้างของคังที่เย็นชืดและผ้าห่มฟางข้าวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้น...
นี่คือความจริงของปี 1975 ไม่มีเตียงโรงพยาบาลที่อบอุ่น ไม่มีเซรุ่ม ไม่มียาปฏิชีวนะ ย่าบอกนะว่าทะลุมิติมาปุ๊บ ก็จะตายต่อปั๊บเลย!! แบบนั้นจะให้เธอทะลุมิติมาให้เหนื่อยทำไมกัน!!
สมองของศัลยแพทย์สนามประมวลผลอาการของร่างกายใหม่นี้อย่างรวดเร็วและเยือกเย็นราวกับกำลังอ่านแฟ้มประวัติคนไข้ บทสรุปปรากฏขึ้นมาชัดเจน หากปล่อยไว้ไม่เกินสามชั่วโมง ร่างนี้จะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตอย่างถาวร
นี่คือเส้นตายแรกของเธอ สั้นกว่าที่คิดไว้มาก
เธอฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วให้เปิดขึ้น ภาพที่เห็นพร่ามัวในตอนแรก ก่อนจะค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนคมชัดขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว
เพดานคือโครงไม้ผุ ๆ ที่มุงด้วยฟางแห้งอย่างลวก ๆ มองเห็นดวงดาวกะพริบพราวผ่านช่องโหว่ได้หลายแห่ง ผนังคือดินเหนียวที่แตกระแหง ลมหนาวลอดผ่านช่องโหว่เข้ามาอย่างโหดร้ายไร้ปรานี พื้นคือดินอัดแน่นที่เย็นเฉียบ เธอนอนอยู่บน ‘คัง’ หรือเตาดินที่ควรจะให้ความอบอุ่น แต่บัดนี้มันกลับเย็นชืดไม่ต่างจากแผ่นน้ำแข็ง
รอบกายเธอมีร่างของหญิงสาวอีกสี่ถึงห้าคนนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน ทุกคนหลับสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาและเสียงไอค่อกแค่กเป็ครั้งคราวที่บ่งบอกว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่
นี่คือกระท่อมรวมของเหล่าปัญญาชนเยาวชน หรือที่เรียกกันว่าจือชิงในคอมมูนชิงซานอันห่างไกลและยากจน
ทันใดนั้นเอง คลื่นความทรงจำมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่สมองของเธออย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่เป็ภาพ เสียง และความรู้สึกของเ้าของร่างเดิม เด็กสาวที่ชื่อ สวี่จิ้งอี เหมือนกัน
ภาพของครอบครัวในเมืองหลวง พ่อแม่ที่เป็อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้เ็าและให้ความสำคัญกับหน้าตาทางสังคมยิ่งกว่าสิ่งใด ภาพของพี่ชาย สวี่เจียหาว ผู้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของครอบครัว และเพื่ออนาคตที่สดใสของเขา เธอ สวี่จิ้งอีผู้อ่อนแอและเงียบขรึม จึงถูกสละให้เดินทางมายังชนบทอันแร้นแค้นแห่งนี้ตามนโยบายขึ้นเขาลงห้วยของทางการ
ความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง ความน้อยเนื้อต่ำใจที่กัดกินหัวใจเงียบ ๆ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักในไร่นาที่ไม่คุ้นเคย ความหิวโหยที่กลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุด ความเจ็บป่วยที่ไม่มีใครใส่ใจ เธอเป็ไข้มาสามวันแล้ว ได้เพียงยาต้มสมุนไพรรากหญ้าจากหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้าน ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย
ความทรงจำสุดท้ายของเด็กสาวคนนั้นคือความรู้สึกของการยอมจำนนต่อความมืดมิด เธอเลือกที่จะปล่อยมือจากโลกที่โหดร้ายใบนี้ด้วยตัวเอง
‘ช่างเป็ทางเลือกที่โง่เขลา’ สวี่จิ้งอีแห่งศตวรรษที่ 21 คิดอย่างเ็าขณะที่สลัดความรู้สึกสิ้นหวังของเ้าของร่างเดิมทิ้งไป ‘ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังไม่มีคำว่าแพ้ในสนามรบแห่งชีวิต’
เธอหลับตาลงอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อยอมแพ้ แต่เพื่อรวบรวมสมาธิที่เหลืออยู่น้อยนิด
‘มิติโกดัง...’ เธอเพ่งจิตไปที่ความว่างเปล่าในห้วงความคิด ทันใดนั้น ภาพของโกดังขนาดใหญ่ที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับภาพโฮโลแกรม พื้นที่ 1,000 ตารางเมตรถูกจัดสรรอย่างเป็ระเบียบ ชั้นวางเหล็กสูงจรดเพดานเรียงรายไปด้วยยุทธปัจจัยที่เธอเตรียมมาตลอดสามสิบวัน ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมเหมือนตอนที่เธอจากมา เวลาในมิตินี้หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์
แผนการช่วยชีวิตฉุกเฉินถูกร่างขึ้นในสมองภายในเสี้ยววินาที
ขั้นตอนที่หนึ่ง: เพิ่มอุณหภูมิร่างกายจากภายในและให้พลังงานเร่งด่วน ความคิดของเธอสั่งการ ‘มิติ! โซน A-1! ยาปฏิชีวนะ! โซน C-4! โปรตีนบาร์! โซน D! กระติกน้ำอุ่น!’
วัตถุสองชิ้นก็ปรากฏขึ้นในมือที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางทันที หนึ่งคือแท่งช็อกโกแลตให้พลังงานสูงสำหรับทหาร อีกหนึ่งคือกระติกน้ำร้อนสแตนเลสขนาดเล็กที่บรรจุน้ำอุ่นเอาไว้ เธอบรรจงแกะเปลือกช็อกโกแลตอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอไม่สามารถกินมันได้ กลิ่นช็อกโกแลตจะปลุกคนทั้งกระท่อม เธอทำได้เพียงกัดมันหนึ่งคำเล็ก ๆ อมไว้ใต้ลิ้น ปล่อยให้พลังงานและน้ำตาลค่อย ๆ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าเพราะว่าช็อกโกแลตแทงนี้ดูเหมือนจะทำให้เธอมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...เร็วกว่าปกติ
จากนั้นเธอก็เปิดกระติกน้ำ ควันอุ่น ๆ ลอยขึ้นมาปะทะใบหน้าที่ซีดเซียว เธอจิบน้ำอุ่นเข้าไปอย่างระมัดระวัง ความร้อนไหลผ่านลำคอที่เจ็บระบมลงสู่ช่องท้อง ไล่ความหนาวเย็นที่เกาะกุมอยู่ภายในออกไปทีละน้อย
ขั้นตอนที่สอง: จัดการกับต้นตอของปัญหาการติดเชื้อ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น เธอนึกถึงชั้นวางยาปฏิชีวนะ ยาเม็ดสีขาวสองเม็ดปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ อะม็อกซีซิลลิน 500 มิลลิกรัม และพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม นี่คือยาพื้นฐานที่สุดในยุคของเธอ แต่ในยุค 1975 นี้ มันคือยาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายได้ เธอโยนยาทั้งสองเม็ดเข้าปากแล้วดื่มน้ำอุ่นตามลงไปจนหมด รสขมของยาไม่อาจเทียบได้กับรสชาติของความพ่ายแพ้
เมื่อยาและพลังงานเริ่มเข้าสู่กระแสเื ร่างกายที่ใกล้จะหยุดทำงานของเธอก็เหมือนเครื่องจักรที่ถูกหยอดน้ำมันอีกครั้ง อาการสั่นเทาจากความหนาวเริ่มลดลง ความรู้สึกที่ปลายนิ้วมือและปลายเท้าค่อย ๆ กลับคืนมา เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งบัดนี้สามารถเปิดค้างไว้ได้นานขึ้น เธอส่งขวดน้ำกระติกน้ำอุ่นและเศษขยะกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง ป้องกันคนอื่นที่นอนอยู่ตื่นมาเห็นหรือได้กลิ่น ก่อนจะพลิกตัวนอนตะแคงอย่างเชื่องช้า สำรวจสภาพแวดล้อมอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งด้วยสายตาของพยัคฆ์สาวที่เพิ่งตื่นจากการจำศีล
แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เธอเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนอื่น ๆ ได้ชัดเจนขึ้น แต่ละคนผ่ายผอมจนแก้มตอบ ดวงตาหลับพริ้มแต่คิ้วยังคงขมวดเข้าหากัน แม้ในยามหลับฝัน ความทุกข์ยากก็ยังคงตามหลอกหลอน
"แค่ก แค่ก ๆ ..."
เสียงไอแหบแห้งไม่แพ้กันดังขึ้นจากร่างที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตามความทรงจำนี่คือ จ้าวิ่ ปัญญาชนเยาวชนสาวจากเซี่ยงไฮ้ที่ถูกส่งมาพร้อมกัน ที่นอนอยู่ไม่ไกลจากเธอไอโขลกออกมาเป็ชุด ร่างของเธอสั่นสะท้านอยู่ใต้ผ้าห่มบาง ๆ ใบหน้าแดงก่ำอย่างผิดปกติ จากความทรงจำ จ้าวิ่เป็เพื่อนที่สนิทที่สุดของร่างนี้ และคอยช่วยเหลือเธอหลายครั้ง
‘ดูเหมือนว่า ฉันจะไม่ใช่คนป่วยเพียงคนเดียวในที่นี้’
สวี่จิ้งอีปรายตามองเพื่อนร่วมห้องที่กำลังไอโขลกเขลกเพียงครู่เดียว ก่อนจะดึงสายตากลับมา แม้ลึก ๆ จะรู้สึกเวทนา แต่สมองส่วนเหตุผลกลับสั่งการเฉียบขาดการแสดงตนว่าเป็หมอในตอนนี้ มีแต่จะสร้างปัญหาที่จัดการได้ยากตามมาในยุคสมัยที่ความรู้คือดาบสองคมและการทำตัวโดดเด่นอาจหมายถึงจุดจบ เธอต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ให้ถ่องแท้เสียก่อน
‘การเอาตัวรอดของตัวเองคือสิ่งสำคัญอันดับแรกเสมอ’ นี่คือบทเรียนที่สนามรบสลักลึกลงไปในจิติญญาของเธอ ผู้ที่รอดชีวิตเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ช่วยเหลือผู้อื่น
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เริ่มปรากฏขึ้นในร่างกายที่เคยหนาวเหน็บจนแทบไร้ความรู้สึก
สวี่จิ้งอีขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะและพลังงานจากช็อกโกแลตเริ่มทำงานแล้วก็จริง แต่มัน รุนแรงและรวดเร็วกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้มาก
ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากช่องท้องไม่ได้เป็เพียงความอบอุ่นธรรมดา แต่มันคล้ายกับมีกระแสธารเล็ก ๆ ที่มีชีวิต ไหลเวียนไปตามเส้นเือย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านความหนาวเย็นที่เกาะกุมไขสันหลัง ขับไล่ความเ็ปในปอดให้ทุเลาลงในอัตราความเร็วที่น่าตกตะลึง
‘ยาจากศตวรรษที่ 21 ออกฤทธิ์ได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ?’ เธอตั้งคำถามในใจ พลางยกมือขึ้นกำและแบดู ความฝืดเคืองของข้อต่อหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยพละกำลังที่เอ่อล้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าช็อกโกแลตคำเล็ก ๆ นั้นไม่ได้เพียงแค่ให้แคลอรี แต่มันกำลังซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอให้กลับมาสมบูรณ์ในพริบตา
โดยที่สวี่จิ้งอีไม่รู้ตัว ของทุกชิ้นที่ถูกนำออกมาจากมิติแห่งนั้น ไม่ได้เป็เพียงวัตถุธรรมดาอีกต่อไป แต่ทว่ามัน....(ไรท์ไม่บอก)
ในตอนนี้ เธอปัดความสงสัยนั้นทิ้งไป โดยเหมาเอาว่าเป็เพราะร่างกายของคนยุคนี้ไม่เคยได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน จึงตอบสนองต่อยาดีเป็พิเศษ
เมื่อร่างกายฟื้นตัวจนเกือบจะเป็ปกติ ความคิดของเธอก็พุ่งเป้าไปที่อนาคตทันที บัดนี้สมองของเธอไม่ได้คิดถึงแค่การเอาชีวิตรอดในคืนนี้อีกต่อไป แต่กำลังวางแผนข้ามช็อตสำหรับวันพรุ่งนี้ และวันต่อ ๆ ไป
จากความทรงจำของร่างเดิม เธอรู้ดีถึงความโหดร้ายของระบบคะแนนงาน (Work points) ปัญญาชนเยาวชนทุกคนจะได้รับปันส่วนอาหารเพียงน้อยนิดเพื่อกันตาย ส่วนที่เหลือต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานในคอมมูน ซึ่งจะถูกนำไปคำนวณเป็อาหารและสิ่งของจำเป็เพิ่มเติมเมื่อถึงสิ้นปี
สวี่จิ้งอีคนเดิมนั้นร่างกายอ่อนแอ ทำงานไม่เก่ง คะแนนงานจึงอยู่อันดับท้าย ๆ เสมอ อาหารที่ได้รับไม่เคยพอกิน นี่คือวงจรอุบาทว์ที่นำเธอไปสู่ความตาย ร่างกายอ่อนแอ ทำงานได้น้อย ได้อาหารน้อย ร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอลง
‘ต้องทำลายวงจรนี้ให้ได้’
-----
สวี่จิ้งอีนั่งนิ่งอยู่บนคังดินที่เย็นชืด ร่างกายของเธอยังคงอ่อนล้าจากการต่อสู้กับความตายเมื่อคืน แต่สมองกลับทำงานด้วยความเร็วสูงสุดราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ยาปฏิชีวนะจากปี 2025 ได้หยุดความตาย แต่ความหิวโหยที่บิดเกร็งในช่องท้องคือศัตรูตัวฉกาจที่กำลังตั้งทัพใหม่ เธอกำหมัดที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกแน่น ััได้ถึงความอ่อนแอของร่างกายนี้อย่างชัดเจน ไม่พอ!! เธอจะต้องแข็งแรงขึ้นและต้องเร็วที่สุด การพึ่งพาคะแนนงาน (Work points) ที่ได้จากการทำงานหนักจนแทบรากเืแลกกับข้าวต้มที่ใสจนมองเห็นเงาสะท้อนก้นชาม นั่นไม่ใช่การเอาชีวิตรอด... นั่นคือการรอความตายอย่างช้า ๆ
ตอนนี้เธอมีอาหารมากมายที่ขนมาด้วยจากยุคของเธอ แต่การที่จะนำพวกมันออกมากินมาใช้จำต้องมีที่มาที่ไป เธอต้องหาแหล่งที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเธอมีอาหารจากที่ไหน เป็ช่องทางที่ไม่ต้องพึ่งพาการปันส่วนจากคอมมูน ในสมองที่ถูกอัปเกรดด้วยความจำแบบภาพถ่าย ตลาด คือคำตอบของทุกสิ่ง มันคือกลไกพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์
แต่ว่าในยุคนี้ ปี 1975 ยุคที่การค้าเสรีคือหางของทุนนิยมที่ต้องถูกตัดทิ้ง เท่าที่เธอรู้จากความทรงจำอันเ็ปของร่างเดิม การค้าขายยังไม่ได้เปิดกว้าง ทุกอย่างยังจำเป็ต้องแอบซ่อน
แต่ว่าสวี่จิ้งอีแสยะยิ้มบางเบาที่มุมปาก ความเ็าฉายชัดในแววตา มนุษย์นั้นฉลาดและมักจะปรับตัวกับทุกสถานการณ์ กฎมีไว้เพื่อควบคุม แต่ความหิวโหยมีอำนาจเหนือกว่ากฎ เมื่อห้ามก็ยิ่งหาทางที่จะทำ เมื่อกดก็ยิ่งหาทางที่จะซ่อน
ดังนั้น ไม่นานสมองของเธอก็แล่นไปยังสถานที่ที่คนในยุคนี้ทำการแลกเปลี่ยนกันโดยที่ทางการไม่รู้ หรืออาจจะรู้ แต่ทำเป็หลับหูหลับตาเพื่อรักษาสมดุลอันเปราะบางของสังคมที่ขาดแคลนแห่งนี้ ความคิดของเธอแล่นไปยัง ตลาดมืด สถานที่ที่เธอเคยได้ยินคนในหมู่บ้านพูดถึงกันแว่ว ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหวาดกลัวและโหยหา
นั่นคือทางรอดเดียวในตอนนี้ แต่มันก็คือปากเหวเช่นกัน
การจะก้าวเท้าเข้าสู่ตลาดมืดไม่ใช่เื่ยาก แต่การจะเดินออกมาพร้อมผลกำไรโดยไม่ถูกจับกุมนั้นเป็อีกเื่ เธอจำเป็ต้องมี 'สินค้า' สินค้าที่ล้ำค่าพอจะดึงดูดสายตาผู้ซื้อ แต่ต้องไม่โดดเด่นจนล่อหมาป่าหรือดึงดูดความสนใจจากทางการ
สวี่จิ้งอีเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของกระท่อม แสงจันทร์สลัวเผยให้เห็นหีบไม้ใบเล็กสภาพเก่าคร่ำครึ ซึ่งเป็สมบัติทั้งหมดของเ้าของร่างเดิม ภายในนั้นมีเพียงเสื้อผ้าปะชุนเก่า ๆ สองสามชุด หนังสือเรียนมัธยมปลายที่ขาดวิ่น และจดหมายจากทางบ้านที่เต็มไปด้วยคำสั่งสอนอันแห้งแล้งมากกว่าความห่วงใย ไม่มีสิ่งใดในหีบใบนั้นที่มีค่าพอจะแลกกับอาหารมื้อต่อไปได้เลย
เธอยิ้มเยาะที่มุมปากอย่างเ็าไม่มี... ในโลกภายนอกงั้นเหรอ?
จิตของเธอหวนดิ่งลึกลงไปใน มิติโกดัง อีกครั้ง คราวนี้สายตาของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ยารักษาโรคหรืออาหารฉุกเฉิน แต่เธอกวาดตามองไปทั่วอาณาจักรส่วนตัวขนาด 1,000 ตารางเมตรราวกับจักรพรรดินีที่กำลังตรวจตราท้องพระคลัง
ชั้นวางสินค้าเหล็กสูงจรดเพดานเรียงรายสุดลูกหูลูกตา โซนอาหารแห้ง อาหารสด เนื้อสัตว์มากมาย ข้าวสารข้าวเ้าขาวบริสุทธิ์นับร้อยกระสอบ แป้งสาลีเนื้อละเอียดที่หาไม่ได้ในยุคนี้ น้ำตาลทรายแดง น้ำมันพืชใสแจ๋ว โซนของใช้ สบู่ก้อนหอมกรุ่น ยาสีฟัน ผ้าฝ้ายเนื้อดี โซนของฟุ่มเฟือย นาฬิกาข้อมือ อาหารกระะป๋อง สุรา บุหรี่ชั้นดีมากมาย มันมีมากเกินไป!! มากจนเลือกไม่ถูก สวี่จิ้งอีคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ข้าวสารและแป้งสาลีนั้นดีแต่หนักเกินไปสำหรับการขนย้ายด้วยร่างที่อ่อนแอนี้ แถมข้าวที่ขาวเกินไปอาจเป็จุดสังเกต อาหารกระป๋องหรือของที่มีฉลากสมัยใหม่ก็เสี่ยงเกินไปที่จะนำออกมา
สายตาของเธอเลื่อนผ่านสิ่งของเ่าั้ ไปหยุดอยู่ที่ชั้นวางด้านในสุด มุมที่เก็บของล้ำค่าที่เธอเตรียมมาเพื่อใช้เป็ 'ทุนรอนก้อนโต' กล่องไม้กำมะหยี่เรียงรายเป็ระเบียบ ภายในนั้นคือ โสมป่าอายุร้อยปี รูปร่างงดงามเหมือนคน และ เห็ดหลินจือขนาดเท่าจานข้าว ทั้งหมดเธอซื้อมาจากร้านยาจีนแผนโบราณที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุค 2025
ในยุคที่การแพทย์ล้าหลังและผู้คนเจ็บป่วยล้มตายได้ง่าย ๆ ของบำรุงชีวิตเหล่านี้ไม่ได้มีค่าแค่เงินตรา แต่มันหมายถึง 'ชีวิต' ผู้มีอำนาจหรือเศรษฐีในเงามืดย่อมยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อให้ได้มา
‘โสมป่าเอาไว้สำหรับดีลใหญ่เพื่อตั้งตัว ส่วนของเล็กน้อยอย่าง เนื้อหมู น้ำตาลทราย สบู่ หรือนาฬิกา เอาไว้สำหรับแลกเปลี่ยนรายวัน’
แผนการค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเป็รูปเป็ร่าง เธอมี 'ทุน' เริ่มต้นที่มากกว่าใครในยุคนี้มหาศาล ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่คือ เธอต้องหาข้ออ้างที่แเีที่สุดในการนำพวกมันออกมาใช้ เธอคิดวางแผนอยู่นาน..จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า
สวี่จิ้งอีลืมตาขึ้นก่อนใคร ร่างกายของเธอยังคงอ่อนล้า แต่ไข้ได้ทุเลาลงแล้วอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกโหวงในท้องยังคงอยู่ ทว่าสมองกลับปลอดโปร่งและเฉียบคมราวกับใบมีดที่เพิ่งลับใหม่ เธอไม่ได้ใช้เวลาไปกับการซึมซับบรรยากาศ แต่กำลังประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็วราวกับสแกนเนอร์
เสียงครืดคราดในลำคอของใครคนหนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัดอันเปราะบางนั้น มันไม่ใช่เสียงไอธรรมดา แต่เป็เสียงของคนใกล้ตาย เสียงลมหายใจที่ต้องต่อสู้เพื่อผ่านหลอดลมที่อักเสบและบวมเป่ง
สายตาของสวี่จิ้งอีจับจ้องไปยังร่างที่นอนขดตัวอยู่บนฟากนอนฝั่งตรงข้าม... จ้าวิ่
**** น้องต้องช่วยเพื่อนนะ ****
