“เ้าดูจะสนใจในที่นี่ไม่น้อย” หนิงเชินเอ่ยพลางยกชาบนโต๊ะขึ้นจิบ
หลี่อันหรานเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม “ทุกคนล้วนลือกันว่าครอบครัวเ้ามีเงิน แต่ข้าไม่รู้ว่ามีเงินเยอะเพียงใด วันนี้ได้มาเห็นเองกับตา นับว่าได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้”
หลี่อันหรานเพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้นก็ได้ยินหนิงเชินแค่นเสียงเย็นเยียบว่า “เมื่อก่อนครอบครัวเ้ายากจนจนไม่มีแม้แต่ข้าวให้กิน เป็ธรรมดาที่จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นบ้านข้า นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างข้ากับเ้า”
มือของหลี่อันหรานพลันนิ่งค้างกลางอากาศ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ไม่แม้กระทั่งจะดื่มมัน อากัปกิริยาบ่งบอกชัดว่าไม่พอใจ
หนิงเชินมองนางด้วยรอยยิ้มเจือร่องรอยการดูถูก “เ้าคิดว่าตอนนี้ตัวเองค้าขายได้เงินนิดหน่อยแล้วถือว่ามีเงินแล้วหรือ? อย่าลืมสิ ถึงแม้ตอนนี้บ้านของเ้าจะล้อมด้วยรั้ว ถึงแม้จะได้ย้ายจากกระท่อมฟางมาอยู่บ้านไม้ ทว่าหากเทียบกับบ้านของข้าแล้วยังถือว่าห่างกันหลายชั้น”
หลี่อันหรานทำเพียงยกยิ้ม
นึกไม่ถึงว่าสิ่งแรกที่ต้องพบเมื่อมาที่นี่จะเป็การดูถูกของเขา แม้ในใจจะรู้สึกไม่จำนน แต่ก็ต้องยอมรับว่าฐานะครอบครัวของนางในตอนนี้ยังห่างไกลจากครอบครัวหนิงเชินมากจริงๆ
“ทำไม? ไม่ชอบที่ข้าพูดความจริงหรือ?” ครั้นเห็นนางยังมีรอยยิ้ม ตัวเขาเองย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
“ข้ายอมรับว่าไม่เคยเห็นสถานที่ที่หรูหราเช่นบ้านเ้ามาก่อน บอกตามตรง ข้าไม่รู้เช่นกันว่าคนรวยในยุคนี้เป็อย่างไร นอกจากนี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์มากนัก เลือกทุ่มเทกำลังวังชากับเื่ที่ตัวเองสนใจมากกว่า”
หนิงเชินขมวดคิ้ว เขามองนางอย่างสับสนงุนงง
หลี่อันหรานค่อยโบกไม้โบกมือพลางว่า “ขออภัย ออกนอกเื่ไปหน่อย ไม่ต้องสนใจที่ข้าพูดก็ได้ คิดเสียว่าข้าไม่รู้ประสีประสา”
ครานี้หนิงเชินไม่อยากสนทนากับนางต่อแล้ว เขาเข้าเื่ทันที “เ้ามีธุระอะไรที่นี่?”
หลี่อันหรานเห็นเขากลับเข้าประเด็นหลักก็ตอบว่า “ข้าได้ยินว่าเ้าเก็บพริกบนูเาเกือบหมดแล้ว ทั้งยังกักตุนเอาไว้”
“ถูกต้อง” เขาตอบอย่างราบเรียบ
“ข้าอยากถามว่าเ้าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร? หรือว่าเ้าอยากทำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดตามป้าสะใภ้รองของข้า?”
หนิงเชินชำเลืองตามองนาง “ไม่เกี่ยวข้องกับเ้า เ้ามาทำอันใดกันแน่?”
หลี่อันหรานหรี่ตามองเขาไม่วางตา “เ้าน่าจะรู้ว่าข้ามาที่นี่เพราะอะไร เ้าเก็บพริกไปหมดเพราะ้าให้ข้ามาหาใช่หรือไม่? ในเมื่อเป็แบบนี้ เ้าจะทำไขสืออีกเพื่ออันใด?”
หนิงเชินไม่ตอบ
หลี่อันหรานไม่เร่งร้อนเช่นกัน นางยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบ บัดนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดครึ้มดูท่าว่าจะมีฝนตก
“วันนี้ข้ามาหาเ้าแล้ว พวกเรามาคุยกันตรงๆ เถิด ข้า้าซื้อพริกของเ้าไปทำน้ำพริก ้าเงินเท่าไร?”
หนิงเชินค่อยเผยยิ้มอีกครั้ง ครานี้รอยยิ้มของดูคล้ายรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
คิ้วของหลี่อันหรานกระตุกเบาๆ แม้นางจะไม่อยากจำนน แต่ก็ต้องยอมอดกลั้นไว้
“ข้าไม่ได้จะนำพริกพวกนี้ไปทำน้ำพริกหรือเต้าเจี้ยวเผ็ด ข้าไม่เห็นของแบบนั้นอยู่ในสายตา อย่าลืมสิว่าบ้านข้าขายเครื่องเคลือบ”
หลี่อันหรานอยากพูดมากว่า ขายเครื่องเคลือบแล้วมันอย่างไร?
ขายเครื่องเคลือบแล้วสูงส่งกว่าขายอาหารนักหรือ? การค้าขายมีการแบ่งชนชั้นหรืออย่างไร?
“ข้ารู้! แต่ข้าไม่ได้สนใจ เ้า้าเท่าไรก็เสนอราคามาเถอะ ข้าจะลองพิจารณาดู” หลี่อันหรานยื่นข้อเสนอ นางคิดไว้ั้แ่ก่อนมาแล้วว่าเขาจะปฏิเสธ
หนิงเชินมองนางด้วยสายตาที่ไม่อาจปกปิดร่องรอยดูแคลน “ข้าไม่้าเงิน เ้าน่าจะรู้ดีว่าต่อให้เสนอเงินมากเท่าไร ข้าก็ไม่ขาย”
หลี่อันหรานกัดฟันแน่น นางเกลียดนิสัยเ้าเล่ห์เพทุบายของหนิงเชินที่สุดแล้ว เขาเป็พวกที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ
แม้จะเป็พ่อค้าแต่กลับเป็พ่อค้าที่เ้าเล่ห์มาก ไม่มีศีลธรรมแต่อย่างใด
แต่แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็เพราะสังคมในยุคนี้บังคับให้เป็แบบนั้นเช่นกัน ทว่าแิในการทำธุรกิจของหลี่อันหรานต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ทั้งสองคนไม่มีทางเข้ากันได้ และไม่มีทางเจรจากันได้โดยราบรื่นเช่นกัน
หนิงเชินเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องใจเมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของนาง “หากเ้า้าพริกที่ข้าเก็บมาจริงๆ ก็ใช่จะไร้หนทางเสียทีเดียว ข้าสามารถยกให้เ้าโดยไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียว”
หลี่อันหรานแปลกใจนัก กระนั้น นางรู้สึกว่าแบบนี้ไม่เหมาะสมนัก “เ้าจะใจดีขนาดนั้นเชียว? เกรงว่าคงมีเงื่อนไขอะไรกระมัง”
หนิงเชินคลี่ยิ้ม “ข้าชอบที่เ้าฉลาดแบบนี้นี่แหละ ถูกต้อง ข้ามีเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไร?”
“เงื่อนไขก็คือ… สิ่งที่ข้าเคยบอกเ้าเมื่อตอนนั้น”
หลี่อันหรานขมวดคิ้ว อึดใจต่อมาพลันลุกขึ้นยืนพรวด “หนิงเชิน เ้าจงใจให้คนไปเก็บพริกเพราะวางแผนเช่นนี้มาั้แ่แรกแล้วสินะ”
“ข้าเองก็เป็พ่อค้า ย่อมต้องมองการณ์ไกลเป็ธรรมดา”
หลี่อันหรานยอมรับว่าหนิงเชินมีหัวคิดและความสามารถด้านการค้าจริง มิเช่นนั้นพริกของนางคงไม่ถูกเขาชิงเก็บไปเช่นนี้
“เ้ามีภรรยาอยู่แล้ว จะมาทำให้ข้าลำบากใจเพื่ออะไร?” หลี่อันหรานพยายามให้น้ำเสียงตัวเองอ่อนลง
“ข้ายังไม่แต่งงาน”
“แต่ว่า…” หลี่อันหรานกัดฟัน “เ้ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็ใกล้จะแต่งนางเข้าบ้าน แต่ดูสภาพข้าสิ สกุลหนิงจะยอมรับข้าได้อย่างไร? เป็ไปไม่ได้แน่” นางพูดจนปากเปียกปากแฉะ
หนิงเชินเข้าใจผิดว่านางยินดีอยู่กับตัวเอง เขาลุกมาหานางทันทีจนหลี่อันหรานต้องถอยหลังหนี
“ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะเป็อย่างไร! ตราบใดที่ข้า้า สกุลหนิงจะไม่คัดค้านแน่นอน อีกอย่าง ขอเพียงเ้ารักษารอยแผลเป็บนใบหน้าให้หายดีก็ไม่เป็อะไรแล้ว” หนิงเชินกลับมากล่าวอย่างสุขุมอีกครั้ง
หลี่อันหรานขมวดคิ้วมุ่น นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่หนิงเชินมาบอกว่า้าอยู่กับนาง แต่แล้วเมื่อนางปฏิเสธ เขากลับพยายามขืนใจนางด้วยกำลัง
ยิ่งไปกว่านั้น นางเคยได้ยินมานานแล้วว่าเขาออกไปสำมะเลเทเมาข้างนอกเป็ประจำ จะจริงใจกับสตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ก็แค่คุณชายเสเพลคนหนึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือ นิสัยและแิด้านการค้าของนางกับเขาไปด้วยกันไม่ได้
ดังคำกล่าวที่ว่า ทัศนคติไม่ตรงกัน ต่างคนก็ต่างไป
คู่ครองที่นางตามหาไม่ใช่คนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน แต่ต้องเป็คนที่ทำให้นางรู้สึกใจเต้นและยินดีฝากชีวิตที่เหลือไว้กับเขา
“ไม่ ข้าขอปฏิเสธ!” นางยังคงยืนกรานคำตอบตัวเอง
หนิงเชินมีสีหน้าไม่พอใจทันที เขาพลันสาวเท้ายาวๆ เข้ามากดไหล่หลี่อันหรานให้นั่งลงกับเก้าอี้อย่างแรง ไม่แม้แต่จะให้นางตั้งตัวด้วยซ้ำ
รูปร่างของหลี่อันหรานผอมบาง แม้จะเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็ยังสู้บุรุษแบบหนิงเชินไม่ได้อยู่ดี
“หนิงเชิน เ้าจะทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! เ้าคนสารเลว ปล่อยนะ” นางดิ้นสุดชีวิต แต่กลับไม่เป็ผลแม้แต่น้อย
“มิมีผู้ใดที่นี่กล้าปฏิเสธข้าทั้งนั้น เ้าคิดว่าตัวเองยังเป็เหมือนเมื่อก่อนหรือ? ไม่รู้หรือว่าผู้คนภายนอกพูดถึงเ้าว่าอย่างไรบ้าง? ทุกคนพูดกันว่าเ้าเป็นังอัปลักษณ์ คนเช่นเ้ามีสิทธิ์อะไรมาปฏิเสธข้าครั้งแล้วครั้งเล่ากัน?” หนิงเชินกัดฟันกรอด ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมา
