ยามดึกสรรพเสียงเงียบสงัด
หลี่หลานหลานนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง ่เวลาฟ้าสว่างนางทำงานได้เงินมามากกว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง หญิงสาวตื่นเต้นจนหลับไม่ลง และไม่ยอมให้เฝิงต้าจู้ได้หลับเช่นกัน นางเอ่ยพึมพำว่า “แต่ก่อนน้องสาวมิได้เป็เช่นนี้ เมื่อก่อนนางเคยหัดเรียนเขียนอ่านตัวอักษรมาจากด้านนอก กลับมาไม่ว่าพวกเราพี่น้องจะพยายามเกลี้ยกล่อมนางเท่าใด นางก็ไม่เคยยอมสอนพวกเราเลย”
เฝิงต้าจู้ง่วงเสียจนเปลือกตาทะเลาะกันอยู่รอมร่อ เขาเอ่ยออกไปส่งๆ ว่า “นั่นเป็เพราะนางยังเยาว์นัก ยังไม่รู้ความ”
“แต่ก่อนไม่ว่าน้องสาวจะได้รับอะไรดีๆ หรือของเล่นอะไรสนุกๆ นางล้วนไม่เคยแบ่งปัน แอบกินแอบเล่นอยู่คนเดียว” หลี่หลานหลานเอ่ยต่อ “น้องสาวมีรูปโฉมงดงาม แต่ก่อนนางไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา ยิ่งไม่เคยสนใจพี่รองเลยด้วยซ้ำ”
เฝิงต้าจู้ส่งเสียงกรนดังกระหึ่ม
หลี่หลานหลานปิดเปลือกตาลง ในสายธารความคิดหวนย้อนกลับไปยังกาลก่อนยามที่ยังอยู่บ้านบิดามารดา หลี่ชิงชิงที่เอ่ยด้วยสีหน้าหยิ่งผยองว่านางจะไม่มีวันแต่งงานกับบุรุษที่ขาเปื้อนโคลน ได้แต่ก้มหน้าทำนาไปวันๆ แต่นางจะแต่งงานกับบัณฑิต เป็สตรีของถงเซิง นักปราชญ์ผู้ผ่านการสอบขุนนาง...
่เวลานั้นหลี่ชิงชิงช่างแสนถือตัว และเย่อหยิ่งเสียเหลือเกิน
ยามนี้หลี่ชิงชิงแต่งงานออกไปแล้ว นางเปลี่ยนเป็คนมีน้ำใจ เข้าหาได้ง่ายมากขึ้น และไม่เคยดูถูกชาวไร่ชาวนา อีกทั้งยังไม่เคยเอ่ยถึงเื่เหล่าบัณฑิตอีก
หลี่ชิงชิงเริ่มตระหนักในพื้นฐานความจริงและความสามารถของตนเอง ซึ่งหลี่หลานหลานรู้สึกว่าหลี่ชิงชิงที่เป็เช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน
“หือ?” เฝิงต้าจู้ถูกหลี่หลานหลานปลุกให้ตื่น เขานึกว่ามีเื่อันใดเกิดขึ้นเสียอีก
หลี่หลานหลานเอ่ยด้วยความสงสัย “ข้าถามน้องสาวมากี่ครั้งกี่หน แต่นางก็ไม่ตอบเสียทีว่าจะไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่ที่หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนกับข้าหรือไม่ เ้าว่านางจะไปหรือไม่?”
เฝิงต้าจู้ตอบโดยไม่แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ “คงจะไปนั่นแหละ”
หลี่หลานหลานคิดถึงคนที่บ้านเดิมที่ยังคงอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน ยามนี้หยาดฝนเริ่มโปรยปราย ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนจะตกเหมือนกันหรือไม่ บ้านเดิมของนางมีรอยรั่วมากมาย เฮ้อ หากคนที่บ้านเดิมเรียนรู้วิธีการทำซาลาเปาได้ แล้วก็ขายซาลาเปาเช่นกัน...
กลางดึกคืนนั้น หยาดพิรุณเริ่มตกลงมา
หลี่หลานหลานเกรงว่าวันที่ฝนพรำเช่นนี้จะมีคนซื้ออาหารจำพวกแป้งน้อย นางจึงทำออกมาสามร้อยกว่าลูก ทว่ากลับให้พวกเฝิงต้าจู้สามพี่น้องนำไปขายเพียงสองร้อยกว่าลูก ส่วนที่เหลือเตรียมให้หลี่ชิงชิงนำกลับไปด้วย
รุ่งอรุณมาถึง หยาดฝนเริ่มเบาลง
หลี่ชิงชิงมองตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยซาลาเปาบนพื้น นางอดพูดไม่ได้ว่า “พี่สี่ ท่านให้ซาลาเปาข้าเยอะเกินไปแล้วเ้าค่ะ”
“น้องสาว บ้านแม่สามีของเ้ามีคนเยอะ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมบ้านด้วย เ้าใช้ซาลาเปานี่การรับรองคนที่มาช่วยสร้างเสีย บ้านข้าไม่มีของล้ำค่าใด มีเพียงซาลาเปาเท่านั้นที่ให้ได้ และซาลาเปาพวกนี้ยังเป็ผลงานที่เ้าสอนข้าทำขึ้นมา ดังนั้นอย่าได้เกรงใจไป” หลี่หลานหลานปรารถนาจะให้หลี่ชิงชิงอยู่ต่ออีกสักหลายวัน ทว่าหลี่ชิงชิงแต่งงานแล้ว อีกทั้งบ้านสามีของนางยังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม คงไม่ดีนักหากจะรั้งให้อยู่นานกว่านี้
ท้ายที่สุด หลี่ชิงชิงก็ยอมรับซาลาเปาไป
หลี่หลานหลานถามว่า “เ้าจะไปหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนหรือไม่?”
“พวกเขามิได้บอกว่าข้าเป็บุตรสาว เป็สินค้าขาดทุนหรือ สตรีที่แต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปจากบ้าน” หลี่ชิงชิงเองก็นับว่าเป็นักเลงที่เฉลียวฉลาดอยู่เหมือนกัน นางกางสองมือออกก่อนเอ่ยว่า “การที่ข้าไม่กลับไปย่อมเป็ความปรารถนาทั้งหมดของพวกเขาแล้ว”
“ข้าเองก็หาได้มีสินเดิมเช่นกัน พี่รองเองก็ไม่มี” หลี่หลานหลานเอ่ยแย้ง “เฮ้อ ท่านพ่อท่านแม่จะต้องคิดถึงเ้าแน่นอน”
“คิดถึงข้าหรือ? หยุดล้อข้าเล่นได้แล้วเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงส่ายศีรษะ ก่อนจะเรียกหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ “พวกเรากลับหมู่บ้านตระกูลหวังกันเถิด”
หลี่หลานหลานเอ่ยถามอย่างร้อนรน “เ้าจะไม่กลับหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนจริงๆ หรือ?”
“ไม่กลับไปจริงๆ เ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงย้ำเสียงหนักแน่น ก่อนเอ่ยอีกว่า “ท่านอย่าได้คิดจะโน้มน้าวข้าอีกเลย แต่หากท่านอยากกลับ ข้าย่อมไม่ห้ามท่าน”
“เฮ้อ แต่นั่นคือบ้านมารดาของเ้าเชียวนะ”
หลี่ชิงชิงแย้มยิ้มบางก่อนเอ่ย “บ้านมารดาของข้าคือบ้านของท่านกับบ้านพี่รองเ้าค่ะ”
“นับว่าใจเ้ายังมีมโนธรรมอยู่” ในใจของหลี่หลานหลานรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ย้อนกลับไปเมื่อปีนั้น นางแต่งเข้าตระกูลเฝิงโดยไร้สินเดิม ครานั้นนางถูกญาติฝั่งตระกูลเฝิงดูถูกเหยียดหยาม ต่อมาไม่ว่ายามใดที่เหล่าญาติสนิทพูดถึงเื่สินเดิมก็มักจะยกเื่ของนางขึ้นมาพูด
หลี่ชิงชิงงดงามกว่านาง ตระกูลหวังที่นางแต่งงานด้วยก็มีภาพลักษณ์ดีกว่าตระกูลเฝิง ทว่าตระกูลหวังมีสมาชิกในตระกูลมากมาย หลี่ชิงชิงเองก็แต่งเข้าโดยไร้สินเดิมเช่นนั้น ไม่รู้ว่า่แรกที่นางแต่งเข้าไป จะถูกเหล่าคนในตระกูลหวังดูถูกเหยียดหยามหรือไม่
หลี่หลานหลานค่อนข้างเข้าใจว่า เหตุใดหลี่ชิงชิงถึงไม่ยินดีที่จะกลับหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนกับนาง
เฝิงซื่อสี่มิอาจหักใจอำลาหลี่ชิงชิงและหวังจวี๋ นางถึงขนาดร้องไห้จนจมูกแดงก่ำ ทำเอาหลี่หลานหลานและเฝิงจินเองก็ร้องไห้ตามไปด้วยเช่นกัน
การคมนาคมในแคว้นต้าถังมิได้สะดวกเท่าไรนัก มีคนบางคนที่ใช้ทั้งชีวิตอยู่เพียงบริเวณไม่ไกลจากบ้านของตน ไปไม่ไกลเกินกว่าสิบลี้
ทั้งหวังเลี่ยงและหวังจวี๋เอง หากไม่ได้หลี่ชิงชิงพามา เกรงว่าคงมิอาจเดินทางมาเยี่ยมญาติได้ไกลถึงเพียงนี้
หลายวันมานี้ สองพี่น้องเดินทางมาไกลจากบ้านถึงเจ็ดสิบลี้ ผ่านทั้งอำเภอิเฉิง ตำบลไท่ ตำบลจิ่วชวี และหมู่บ้านตง พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกทั้งยังได้กินอาหารอร่อยๆ นับว่าได้รับไปไม่น้อยเลยทีเดียว
มันสมองของหวังเลี่ยงถูกลับจนเฉลียวฉลาดขึ้นมาไม่น้อย นิสัยของหวังจวี๋เองก็กลับมาร่าเริงสดใสมากขึ้นอีกครั้ง
หยาดฝนในฤดูใบไม้ร่วงยังคงโปรยปรายไม่หยุด เกวียนลาออกเดินทางจากตำบลไท่ไปยังตำบลจิ่วชวี เป็กลุ่มหลี่ชิงชิงสามคนนั่นเองที่นั่งอยู่บนเกวียนลาคันนี้
แน่นอนว่าการนั่งเกวียนลาย่อมมีค่าใช้จ่าย หนึ่งคนต่อหนึ่งเหรียญทองแดง
เมื่อถึงที่หมายปลายทาง กลุ่มของหลี่ชิงชิงทั้งสามก็เปลี่ยนไปนั่งเกวียนลาที่มุ่งหน้าสู่ตำบลชิงอวี๋แทน
ถนนหลักขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ การนั่งบนเกวียนลานั้นโคลงเคลงเป็อย่างยิ่ง ทว่าอย่างน้อยก็เร็วกว่าการเดินเท้ามาก
ก่อนสายัณห์ตะวันรอน กระดูกของหลี่ชิงชิงใกล้จะแตกสลาย ทว่าในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านตระกูลหวัง
การเดินทางไปเยี่ยมญาติครั้งนี้ เป็ครั้งแรกหลังจากแต่งงานที่นางอยู่ห่างจากบ้านตระกูลหวัง รวมเวลาทั้งหมดก็เป็เก้าวัน
เอ่ยขึ้นมาแล้ว นางก็รู้สึกคิดถึงตระกูลหวังอยู่บ้างจริงๆ
ทั้งหลี่หงหงและหลี่หลานหลานล้วนใจดีกับนางยิ่ง ทว่าท้ายที่สุดแล้ว บ้านของพี่สาวทั้งสองก็มิใช่บ้านของนาง วันนี้บ้านที่แท้จริงของนางก็คือบ้านตระกูลหวัง
ภายในหมู่บ้านตระกูลหวังมีแดดจัดต่อเนื่องเป็เวลาสามวัน พื้นตามถนนในหมู่บ้านทั้งแห้งแตก ไร้โคลน ยามที่เดินผ่านจึงไม่ทำให้รองเท้าฟางเปรอะเปื้อน
ทุกครัวเรือนล้วนใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศที่มีแดดจัด ด้วยการนำผ้าปูที่นอนไปตากแดด นี่คือเวลาอันแสนเหมาะสมที่จะโอบรับความอบอุ่นกลับไปให้เต็มที่
มีสมาชิกในตระกูลหวังหลายคนที่ยืนอยู่ในลานบ้านเพื่อเก็บผ้าปูที่นอน ทันทีที่พวกเขาเห็นหลี่ชิงชิง หวังเลี่ยงและหวังจวี๋ก็ะโทักทายทันที
“หวังเลี่ยง เ้าเดินทางกลับมาจากที่ใดกัน?”
หวังเลี่ยงเอ่ยตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “ข้ากับน้องสาวติดตามพี่สะใภ้สามกลับบ้านของนางขอรับ”
“พวกเ้าหายกันไปหลายวันเหลือเกิน บ้านเดิมของพี่สะใภ้สามพวกเ้าอยู่ไกลหรือ?”
หวังเลี่ยงตอบเสียงดังฟังชัด “เกือบจะถึงเมืองเซียงแล้วขอรับ”
“บ้านของเ้าต่อเติมเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมาชิกในครอบครัวของเ้าล้วนอาศัยอยู่ในเรือนอิฐ!"
ยามนั้นเอง หวังเลี่ยงพลันตื่นเต้นขึ้นมา เขาเอ่ยกับหลี่ชิงชิงและหวังจวี๋ว่า “บ้านของเราซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
ทั้งบ้านของหลี่หงหงและหลี่หลานหลานล้วนเป็บ้านมุงจาก ยามนี้มีเพียงบ้านตระกูลหวังเท่านั้นที่ทำด้วยอิฐ
“นับว่าสร้างเสร็จเร็วยิ่งนัก” ก่อนที่หลี่ชิงชิงจะจากไป โครงสร้างถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว ใต้ดินเองก็ปูชั้นปูนขาวไว้ค่อนข้างหนาเพื่อป้องกันความชื้นและน้ำขึ้น อีกทั้งยังมีแผ่นกันความมัน คราแรกนางคิดว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนถึงจะทำเสร็จด้วยซ้ำ
ชาติที่แล้วนางเคยอาศัยอยู่ในอาคารสูง ทว่าตอนนี้นางกำลังตั้งหน้าตั้งตาชมเรือนอิฐแสนธรรมดา
เพียงไม่นาน ทั้งสามคนก็เห็นบริเวณที่เคยเป็บ้านมุงจากของบ้านตระกูลหวัง ยามนี้ถูกแทนที่ด้วยเรือนอิฐสร้างใหม่สี่หลัง
เรือนอิฐที่มีอิฐสีแดง กระเบื้องสีดำ ประตูไม้ ดูแล้วทั้งแข็งแรงและสง่างามกว่าบ้านมุงจากมาก
บ้านหลังนี้เป็เรือนอิฐที่มีเพียงหลังเดียวในหมู่บ้าน!
ในยามนั้นเหล่าคนที่สร้างบ้านได้เก็บงานเรียบร้อยแล้ว ต่างพากันมารวมตัวที่ประตูห้องครัวเพื่อรับอาหารเย็น
เมื่อทุกคนเห็นกลุ่มหลี่ชิงชิงสามคน ก็ออกมาทักทายกันอย่างอบอุ่น
“หวังเลี่ยง หวังจวี๋ พวกเ้าหายไปหลายวันจนเรือนอิฐของพวกเ้าสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว”
“หวังเลี่ยงอ้วนขึ้นแล้ว เด็กคนนี้ตามพี่สะใภ้สามกลับบ้านเดิม เพื่อกินดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญเชียว!”
“น้องห้า!” เสียงของหลี่เอ้อร์หลินดังชัดที่สุด ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้เถ้า มือของเขาถือชามที่ว่างเปล่า ดูเหมือนว่าเขายังไม่ได้รับอาหาร
หลี่ชิงชิงเห็นคนจากบ้านเดิมก็รู้สึกใยิ่ง “พี่สาม?”
หลี่ชิงชิงคิดไม่ถึงเลยว่า หลี่เอ้อร์หลินจะเดินทางไกลกว่าเจ็ดสิบลี้เพื่อมาเยี่ยมนาง ระยะทางเจ็ดสิบลี้ที่ว่ารวมสิบลี้บนูเาที่มีเส้นทางขรุขระ และยากลำบากในการเดินทางด้วย
