ใน่เวลาที่ท่านแม่ทัพซูเหวินตกอยู่ในสภาพที่ไม่เป็ปกติและมักแสดงอาการของคนปัญญาอ่อน ฮูหยินเหมยอิง ซึ่งเป็ภรรยาของท่านแม่ทัพ ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในจวนของตนเองอย่างเงียบสงบ ไม่เคยออกไปข้างนอกเลย แม้แต่บรรดามิตรสหายของนางที่เคยสนิทสนมก็เริ่มรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความเป็อยู่ของนาง
วันนี้ ฮูหยินหูเหม่ย ซึ่งเป็ภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่เช่นเดียวกันกับนาง ได้ตัดสินใจมาเยี่ยมเยียนฮูหยินเหมยอิง ด้วยความรักและความคิดถึงที่มีต่อนาง ท่ามกลางความเงียบสงบของจวน ฮูหยินหูเหม่ยก้าวเข้ามาด้วยใจที่อบอุ่นและเป็ห่วง
“ฮูหยินเหมยอิง เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม? ข้ารู้สึกเป็ห่วงเ้าอย่างยิ่ง…”
การพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นสะท้อนถึงความรักและความห่วงใยที่ฮูหยินหูเหม่ยมอบให้ ฮูหยินเหมยอิงรู้ดีว่านางรักและเคารพเธอเสมือนน้องสาวของตนเอง ความรู้สึกของฮูหยินหูเหม่ยเต็มไปด้วยความตื่นใและความเสียใจหลังจากที่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านแม่ทัพซูเหวิน ซึ่งตอนนี้กลายเป็ชายปัญญาอ่อน
ฮูหยินหูเหม่ยยิ้มให้กับฮูหยินเหมยอิงอย่างอบอุ่น พยายามสร้างบรรยากาศที่เป็มิตรและปลอดภัย แม้จะมีความทุกข์ใจแอบซ่อนอยู่ในดวงตาของเธอ นาง้าให้ฮูหยินเหมยอิงรู้สึกถึงการสนับสนุนและความห่วงใยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ใน่เวลาที่ยากลำบากเช่นนี้
“น้องสุขสบายดีท่านพี่ ข้าขอบคุณท่านพี่ที่มาเยี่ยมเยียนและให้ความห่วงใย”
เธอมองไปยังฮูหยินหูเหม่ยด้วยความรักและความเคารพ สตรีที่อยู่ตรงหน้านี้นางรักและเคารพเช่นเดียวกับพี่สาวที่ใกล้ชิดและทรงคุณค่าในชีวิตของเธอ
ฮูหยินหูเหม่ยวัย 53 ปี แม้จะมีอายุแต่ความงามและความสาวของนางยังคงคงที่อย่างน่าทึ่ง ใบหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์และความสดใส ซึ่งเป็สิ่งที่ดึงดูดและทำให้ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกถึงความน่ารักและสง่างามของนาง นางมีท่าทางที่เป็ธรรมชาติและเต็มไปด้วยเสน่ห์ จนทำให้ความสาวความสวยของนางแทบจะไม่ลดลงเลย แม้เวลาจะผ่านไปก็ตาม
“น้องเหมยอิง ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว หากมีเื่เดือดร้อนอะไร เ้าสามารถบอกพี่สาวคนนี้ได้ทุกเมื่อเลย แล้วแม่ทัพซูเหวินเป็
อย่างไรบ้าง? ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
น้ำเสียงของฮูหยินหูเหม่ยเต็มไปด้วยความกังวลและความรัก เธอแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่
ฮูหยินเหมยอิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและความสงบ:
“ท่านพี่ ขอบคุณที่ห่วงใย ข้าเองก็สุขสบายดีในตอนนี้ หากมีเื่ใดที่น้อง้าความช่วยเหลือ ข้าจะไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากท่านพี่”
เธอหยุดชั่วขณะก่อนจะพูดต่อ:
“เกี่ยวกับท่านแม่ทัพซูเหวิน แม้ท่านพี่จะสุภาพและแข็งแรงดีขึ้น แต่สติปัญญาของท่านก็ยังไม่เหมือนเดิม ยังมีความผิดปกติและความเปลี่ยนแปลงที่ยังคงอยู่ การที่ต้องเห็นท่านแม่ทัพในสภาพเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกเศร้าใจเป็อย่างมาก”
ฮูหยินหูเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเศร้าหมองและความทุกข์ใจ:
“ข้าขอพบแม่ทัพซูเหวินได้รึไม่ สำหรับข้าแล้วเขาก็เปรียบเสมือนน้องชายคนหนึ่ง”
น้ำเสียงของฮูหยินหูเหม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกอ่อนล้าและความเศร้าใจที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ นาง้าเห็นท่านแม่ทัพ
ซูเหวินด้วยความรักและความเป็ห่วงที่มีมาตลอด
ฮูหยินเหมยอิงพยักหน้าและกล่าวออกมาอย่างลังเล:
“ถ้าหากท่านพี่หูเหม่ยอยากพบท่านแม่ทัพ ข้าก็ยินดี แต่ต้องแจ้งให้ท่านพี่ทราบว่าในตอนนี้สภาพร่างกายและจิตใจของเขายังไม่เหมือนเดิมเลย ข้ากลัวว่าเขาอาจจะทำให้ท่านพี่รู้สึกไม่สบายใจ หรืออาจจะล่วงเกินท่านได้”
"หากเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าจะไม่โทษเ้าเป็อันขาด เป็เพราะข้าอยากพบเขาเอง"
คำพูดของนางแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและความปรารถนาที่จะพบแม่ทัพซูเหวิน แม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบากก็ตาม ฮูหยินหูเหม่ยไม่ได้ถือสาหรือรู้สึกกลัวใด ๆ ต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ความผูกพันที่นางมีต่อแม่ทัพนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักและความเป็ห่วงในฐานะพี่สาวที่มีต่อน้องชาย
ฮูหยินเหมยอิงฟังแล้วนิ่งไปเล็กน้อย นางรับรู้ถึงความแน่วแน่ในน้ำเสียงของฮูหยินหูเหม่ย แต่ก็ยังคงมีความกังวลอยู่ลึก ๆ ในใจ
“ท่านพี่หูเหม่ย...” ฮูหยินเหมยอิงเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจ “ถ้าท่านพี่ตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่ขัด แต่ขอให้ท่านระวังตัว”
ฮูหยินเหมยอิงมองพี่สาวของตนด้วยความรักและห่วงใย ััได้ถึงความกล้าหาญของฮูหยินหูเหม่ย ความตั้งใจของฮูหยินหูเหม่ยที่จะพบแม่ทัพซูเหวินทำให้นางไม่สามารถปฏิเสธความ้านี้ได้ นางรู้ว่าฮูหยินหูเหม่ยย่อมเข้าใจและพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
หลังจากที่ฮูหยินหูเหม่ยยืนยันความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ฮูหยินเหมยอิงจึงพยักหน้ารับและสั่งให้สาวใช้ไปพาตัวแม่ทัพซูเหวินมา เมื่อคำสั่งถูกส่งไป สาวใช้จึงรีบเดินออกไปทันที ขณะที่ทั้งสองนางนั่งรอ ฮูหยินเหมยอิงและฮูหยินหูเหม่ยจึงย้ายไปนั่งพักผ่อนและจิบชากันที่ศาลากลางน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบภายในจวน
ศาลากลางน้ำแห่งนี้มีความงดงามและเงียบสงบ รายล้อมด้วยทัศนียภาพของน้ำที่สะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย สายน้ำไหลนิ่งล้อแสงทองที่ตกกระทบผิวน้ำทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและสงบเงียบ ทั้งสองนางนั่งอยู่บนเบาะปักลายงดงามที่จัดเตรียมไว้ในศาลา ถ้วยชาร้อน ๆ ถูกยกขึ้นมาจิบอย่างเบามือ กลิ่นหอมของชาชั้นดีลอยอวลไปทั่ว ทำให้บรรยากาศนั้นผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
เวลาผ่านไปไม่นาน สาวใช้ก็พาท่านแม่ทัพซูเหวินมาถึงศาลากลางน้ำ ฮูหยินหูเหม่ยหันไปมองเห็นร่างของแม่ทัพผู้เคยเป็ที่เคารพและน่ายำเกรง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ชายที่มีอาการปัญญาอ่อน น้ำตาเกือบเอ่อขึ้นมาในตาของนาง แต่เธอยังคงรักษาความสงบนิ่งเอาไว้
ฮูหยินหูเหม่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย:
“แม่ทัพซูเหวิน ท่านสบายดีหรือไม่?”
ท่านแม่ทัพซูเหวินยืนอยู่ด้วยท่าทีเหม่อลอย ดวงตาของเขาดูสับสนและไม่เข้าใจสิ่งรอบตัวอย่างเคย เขาหันไปมองฮูหยินหูเหม่ย แต่แววตากลับว่างเปล่า ไม่แสดงถึงการจดจำหรือความรู้สึกใด ๆ
ฮูหยินเหมยอิงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ มองสถานการณ์ด้วยความรู้สึกที่สะท้อนถึงความเศร้าลึก ๆ ในใจ นางรู้ว่าท่านพี่หูเหม่ย้าเห็นแม่ทัพซูเหวินเพื่อยืนยันความเป็จริงและความห่วงใยที่นางมีต่อเขา แม้สภาพของแม่ทัพจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่น้ำใจของฮูหยินหูเหม่ยก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตา
แม่ทัพซูเหวินไม่ตอบคำถาม นิ่งเงียบ ร่างของเขาเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับไม่มีแรงและไม่รู้ทิศทาง ฮูหยินหูเหม่ยก้าวเข้ามาใกล้ พยายามพูดด้วยความอ่อนโยน:
“ซูเหวิน... ข้าคือหูเหม่ย เ้าจำพี่สาวคนนี้ได้หรือไม่?”
แต่คำถามนั้นไม่ได้รับการตอบกลับ มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ ทั้งสองฮูหยินต่างยืนมองแม่ทัพซูเหวินด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเศร้า ความอ่อนล้า และความเห็นใจ
แม่ทัพซูเหวินที่เคยเป็ชายผู้สง่างามและทรงพลัง ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปเป็ชายที่สับสนและไร้สติ เมื่อเขาโอบกอดร่างของฮูหยินหูเหม่ยอย่างเร่าร้อน เสียงแหบพร่าของเขากระซิบออกมาเพียงคำว่า "พี่สาว... พี่สาว..." คำพูดเหล่านี้แสดงถึงความสับสนในจิตใจของเขา ไม่ใช่การรับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริง แต่เป็เพียงการสะท้อนสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำที่คลุมเครือ
ร่างของฮูหยินหูเหม่ยรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวแม่ทัพ ความใกล้ชิดนี้ทำให้ร่างกายของนางร้อนลุ่มด้วยความประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านหรือดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างใด นางยืนอยู่ในอ้อมกอดของแม่ทัพซูเหวิน โดยที่ใจของนางเต็มไปด้วยความสับสนและความเศร้า นางรับรู้ได้ถึงความเ็ปของเขา ความทรงจำที่พังทลายและสติปัญญาที่หายไปทำให้แม่ทัพซูเหวินไม่ใช่คนเดิมที่เธอเคยรู้จัก
ฮูหยินหูเหม่ยพยายามกลั้นน้ำตาและกอดตอบเขาอย่างอ่อนโยน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล:
“ซูเหวิน... ข้าอยู่ตรงนี้... ข้าคือหูเหม่ย...”
นางรู้ว่าคำพูดเหล่านี้อาจไม่เข้าถึงจิตใจของเขา แต่เธอยังคงพยายามที่จะทำให้เขาสงบลง ความรักและความเมตตาที่นางมีต่อแม่ทัพซูเหวินไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปเพียงใดก็ตาม
แม่ทัพไม่รีรอที่จะรุกคืบ มือหยาบกร้านจากการผ่านศึกััแนบลงบนหน้าอกของฮูหยินด้วยน้ำหนักที่มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาบีบเค้นอย่างแแ่ ฮูหยินรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่กระจายจากปลายนิ้วของเขาไปยังเนื้อนุ่มของนาง ใบหน้าที่เคยขาวผ่องเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ หัวใจของนางเต้นระรัวในอก ทั้งอารมณ์ที่ก่อตัวและความอายที่ไม่อาจปิดบังได้ดึงเอาความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาในคราเดียวกัน
"ถ้าเ้าชอบ เ้าก็ทำต่อไปเถอะ..." นางเอ่ยออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น แววตาของนางแม้จะดูสงบเยือกเย็น แต่ก็แฝงไปด้วยประกายบางอย่างที่บ่งบอกถึงความปรารถนาที่ซ่อนเร้นลึกๆ ในใจ ริมฝีปากของนางยกยิ้มบางเบา เสียงลมหายใจของนางเริ่มแ่เบาและหนักแน่นขึ้น ขณะที่คำพูดของนางเหมือนจะเปิดทางให้ความรู้สึกภายในะเิออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม
