ไม่นาน ปราณเืเนื้อที่แผ่ออกมาจากยาโลหิตส่วนที่สามก็ถูกปราณเืสีเขียวที่ขดตัวอยู่ในหัวใจของเนี่ยเทียนเขมือบกลืนไปจนเกลี้ยง
หลังจากปราณเืสีเขียวเส้นนั้นกลืนกินปราณเืเนื้อส่วนใหญ่ที่มาจากยาโลหิตไปหมดแล้วก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ไม่แม้แต่จะขยายใหญ่ขึ้น
ในความคิดของเนี่ยเทียน ก่อนหน้านี้เขาแค่กินเนื้อสัตว์วิเศษไปส่วนหนึ่งก็สามารถทำให้ปราณเืสีเขียวนั้นฟื้นตื่นขึ้นมาได้แล้ว อีกทั้งยังมีพร์แรกของสายเื---การถ่ายโอนพลังแห่งชีวิตก่อกำเนิดขึ้นมาด้วย
ปราณเืเนื้อที่เกิดจากยาโลหิตเม็ดหนึ่งมีเส้นใยเืและน้ำแผ่ออกมามากกว่าในเนื้อสัตว์วิเศษมากมายนัก เดิมทีเขาคาดหวังว่าปราณเืสีเขียวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทางที่ดีที่สุดก็คือมีพร์แห่งสายเือีกอย่างหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมา
การเงียบสงบของปราณเืสีเขียวทำให้เขาผิดหวังอย่างมาก และก็ทำให้เขาได้พิจารณาถึงความลี้ลับของสายเืเสียใหม่
ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่าปราณเืสีเขียวเส้นนั้นน่าจะอยู่ในหัวใจของเขามา่ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ใน่ระยะเวลานั้น เส้นใยน้ำและเืที่แผ่มาจากเนื้อสัตว์ที่วิเศษเขากินเข้าไปในประตู์ รวมไปถึงปราณเืเนื้อที่มีแต่เดิมในร่างกายของเขาก็น่าจะแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว กลายมาเป็สารบำรุงปราณเืสีเขียวเส้นนั้น
ปราณเืสีเขียวเดิมทีเปี่ยมล้นจนถึงระดับที่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพได้ จากนั้นเมื่อได้กินอาหารในครั้งสุดท้ายถึงได้ปลุกให้สายเืแห่งชีวิตตื่นขึ้นมาตามที่ควรจะเป็ และก่อเกิดเป็พร์แรกแห่งสายเื
การก่อเกิดของพร์แรกแห่งสายเื ได้ผ่านการสะสมมาเป็เวลาที่ยาวนานั้แ่ก่อนหน้านี้ เพียงแต่ตัวเขาไม่รู้เองก็เท่านั้น
คิดจะให้ปราณเืสีเขียวนั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง สารหล่อเลี้ยงปราณเืเนื้อที่จำเป็อาจต้องมีปริมาณมากกว่านี้
เพียงแค่เส้นใยเืและน้ำที่แผ่ออกมาจากยาโลหิตเม็ดเดียว น่าจะยังอยู่ในระดับห่างไกลเกินกว่าที่จะทำให้ปราณเืสีเขียวเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีกครั้ง
“สายเื...”
หลังจากฤทธิ์ของยาโลหิตหนึ่งเม็ดเผาผลาญจนหมดสิ้น เนี่ยเทียนครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งจึงเริ่มเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสายเือย่างชัดเจน
เขาตระหนักได้ว่าหากคิดจะให้ปราณเืสีเขียวเส้นนั้นมีพร์แห่งสายเืก่อเกิดขึ้นมาอีกครั้ง เขาอาจจำเป็ต้องใช้เวลาในการสั่งสมนานกว่านี้
เขาจึงไม่คิดมากอีกต่อไป
“ด้านล่าง!”
และเวลานี้เอง โจวอี้แห่งสำนักภูตผีก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ พลันยื่นมือชี้ไปข้างล่าง
เนี่ยเทียนที่ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะก้มหน้าลงมองลอดไปตามช่องโหว่โครงกระดูกของโครงกระดูกปีศาจเื จึงพบว่าเบื้องใต้คือป่ารกร้างสีแดงเข้มผืนหนึ่ง
บนป่าผืนนั้น คนเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งกำลังหนีกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง
ภูตผีปีศาจชั้นต่ำสองตนที่พละกำลังไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนักกำลังไล่ฆ่าคนเผ่ามนุษย์เ่าั้ ซึ่งในมือของภูตผีปีศาจชั้นต่ำหนึ่งในนั้นยังถือแขนเนื้อสีขาวอยู่ข้างหนึ่ง ปากของมันที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมกำลังกัดกินแขนที่เห็นได้ชัดว่าเป็ของเด็กสาวเผ่ามนุษย์คนหนึ่ง
โจวอี้กล่าวด้วยสีหน้ามืดทะมึน “เนี่ยเทียน เ้าให้โครงกระดูกปีศาจเืเคลื่อนต่ำลงหน่อย”
“ตกลง” ความคิดของเนี่ยเทียนเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง
เมื่อความคิดของเนี่ยเทียนเปลี่ยนไป โครงกระดูกปีศาจเืที่ลอยอยู่กลางอากาศในสภาพคว่ำหน้าก็พลันเคลื่อนกายลงต่ำ
โครงกระดูกปีศาจเืที่เดิมทีลอยอยู่ห่างจากป่ารกร้างเกือบสองร้อยเมตร เมื่อเคลื่อนกายลงมา พริบตาเดียวก็ขยับเข้ามาใกล้กับพื้นดิน
รอจนโครงกระดูกปีศาจเืห่างจากพื้นแค่ไม่กี่สิบเมตร โจวอี้แห่งสำนักภูตผีก็พลันบินลงมา
ผ้าใบสีดำสนิทหลายผืนลอยออกมาจากกำไลเก็บของของโจวอี้ เมื่อผ้าใบนั้นโบกสะบัดรับลม ิญญาพยาบาทดุร้ายหลายตนก็ลอยขึ้นมาบนผืนผ้านั้น
เจตจำนงเย็นเยียบระลอกแล้วระลอกเล่าที่ส่งมาจากโจวอี้ซึ่งรวมเข้ากับพวกิญญาพยาบาท พลันพัดเข้าใส่ภูตผีปีศาจชั้นต่ำสองตนนั้นทันที
ภูตผีปีศาจชั้นต่ำไม่รู้จักใช้พลังจิติญญา เมื่อถูกปณิธานเย็นเยียบจากโจวอี้พุ่งเข้าโจมตีจึงกุมหัวแผดเสียงคำรามทันใด
ผ้าใบหลายผืนคล้ายกระบี่แหลมคมหลายเล่มที่แทง “สวบๆ” เข้าใส่ภูตผีปีศาจชั้นต่ำสองตนนั้น จนพวกมันตายคาที่
“ใต้เท้าโจวอี้แห่งสำนักภูตผี!”
“ใต้เท้าโจวอี้! ท่านกลับมาจากประตู์แล้วรึ?”
คนเ่าั้ที่แตกฮือพากันหนีตายพอมองเห็นว่าภูตผีปีศาจชั้นต่ำสองตนที่ไล่ตามพวกเขาถูกสังหาร และเห็นโจวอี้ที่ปรากฏตัวกะทันหันก็ตื่นเต้นกันขึ้นมาทันควัน
ดูเหมือนว่าโจวอี้เองก็จะรู้จักพวกเขาจึงถามว่า “เมืองเป่ยหยวนเป็อย่างไรบ้าง?”
“ผู้ที่อยู่เมืองเป่ยหยวนส่วนใหญ่ล้วนถูกภูตผีปีศาจชั้นต่ำฆ่าตายไปหมดแล้ว มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่หนีรอดมาได้” คนหนึ่งตอบ
โจวอี้สีหน้าเ็ป พยักหน้าให้คนเ่าั้แล้วกล่าวว่า “พวกเ้าจงหนีไปทางสำนักโลหิต”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้ โจวอี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่ต่อ เขาะโผลุงกลับขึ้นไปอยู่บนโครงกระดูกปีศาจเือีกครั้งด้วยใบหน้านิ่งขรึม
“เฮ้อ” หงช่านแห่งวังยมบาลถอนหายใจยาวหนึ่งครั้ง ส่ายหัวไม่พูดอะไร
สีหน้าเนี่ยเทียนก็มืดมัวเช่นกัน
หลีจิ้งที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นดอกบัวสีเื ตอนที่โครงกระดูกปีศาจเืเคลื่อนกายลงต่ำก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ขยับ
เมื่อเห็นว่าโจวอี้กลับขึ้นมาอยู่บนโครงกระดูกปีศาจเือีกครั้งแล้ว นางจึงควบคุมให้แท่นดอกบัวสีเืเคลื่อนหน้าไปยังทิศทางที่ตั้งของสำนักภูตผีต่อ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
บนผืนป่ารกร้างสีแดงเข้มปรากฏเมืองแห่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับเมืองเฮยอวิ๋น แท่นดอกบัวสีเืและโครงกระดูกปีศาจเืที่เนี่ยเทียนนั่งอยู่ค่อยๆ มาปรากฏอยู่เหนือเมืองแห่งนั้น
“เมืองเป่ยหยวน!” โจวอี้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เมื่อเนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนโครงกระดูกปีศาจเืมองต่ำลงไปยังเมืองเป่ยหยวนที่อยู่ด้านล่าง สีหน้าก็ยิ่งมืดทะมึน
เขาสังเกตเห็นว่าเมืองเป่ยหยวนที่เดิมทีควรมีมนุษย์ธรรมดามากมายซึ่งพึ่งพิงสำนักภูตผีรวมตัวกันอยู่ บัดนี้มีเพียงแค่ภูตผีปีศาจชั้นต่ำไม่กี่ตัวที่ลอยล่องอยู่ในเมือง
เท่าที่เส้นสายตาของเขามองเห็นได้ก็ไม่มีคนเผ่ามนุษย์อยู่แม้แต่คนเดียว
เห็นได้ชัดว่าเมื่อถูกภูตผีปีศาจชั้นต่ำมาอาละวาด เมืองที่มีขนาดเท่ากับเมืองเฮยอวิ๋น และผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ก็ให้บริการสำนักภูตผีมาโดยตลอดได้ถูกฆ่าล้างบางไปแล้ว
ตามองเมืองเป่ยหยวน ทว่าในสมองของเนี่ยเทียนกลับมีภาพของเมืองเฮยอวิ๋นลอยขึ้นมา
เมืองเฮยอวิ๋นก็เหมือนเมืองเป่ยหยวนซึ่งเป็เมืองที่มนุษย์ธรรมดาอยู่อาศัย และยังเป็เมืองที่มีตระกูลเนี่ย ตระกูลอวิ๋นและตระกูลอันดำรงอยู่
เมืองเช่นนี้ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงก็มักจะมีขอบเขตแค่กลาง์เท่านั้น อย่างมากสุดก็คือต้น์ที่มีแค่คนสองคน เผชิญหน้ากับการระรานของภูตผีปีศาจชั้นต่ำ จึงแทบจะไม่สามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้เลย
เมืองเป่ยหยวนยังเป็ขนาดนี้ แล้วเมืองเฮยอวิ๋น...ตอนนี้จะเป็อย่างไรบ้าง?
เขาเริ่มกังวล ต่อให้พวกเสิ่นซิ่วแห่งสำนักโลหิตและลี่ฝานเดินทางไปถึงเมืองเฮยอวิ๋น ก็ใช่ว่าจะไปได้ทันกาล
เขากำลังกังวลว่าท่านตาและท่านป้าใหญ่ของเขาจะไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือของพวกภูตผีปีศาจชั้นต่ำ รอไม่ทันให้พวกเสิ่นซิ่วและลี่ฝานปรากฏตัว
“ภูตผีปีศาจ!”
เมืองเป่ยหยวนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทำให้ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เข้าใจว่าการต่อสู้ระหว่างเผ่ามนุษย์และภูตผีปีศาจนั้นโหดร้ายทารุณมากเพียงใด
หากภูตผีปีศาจเหล่านี้โจมตีอาณาจักรหลีเทียนได้อย่างแท้จริง ผู้แข็งแกร่งของเจ็ดสำนักอาจเอาชีวิตรอดได้
ทว่าตระกูลต่างๆ ที่พึ่งพิงเจ็ดสำนัก คนธรรมดาที่อ่อนแอ ไม่รู้ว่าสุดท้ายผู้ที่มีชีวิตรอดจะเหลือสักกี่คน
“ไปกันเถอะ เมืองเป่ยหยวนมิอาจช่วยเหลือได้แล้ว แม้แต่ข้าก็ยังััได้ไม่ถึงคนที่มีชีวิตอยู่แล้ว”
หลีจิ้งที่นั่งอยู่บนแท่นดอกบัวสีเืถอนหายใจเบาๆ หนึ่งครั้ง ขับเคลื่อนแท่นดอกบัวนั้นให้เคลื่อนหน้าต่อ “ผู้ที่สามารถตัดสินสถานการณ์ของอาณาจักรหลีเทียนได้ก็คือสำนักภูตผีของพวกเ้า มีเพียงกองกำลังหลักที่โจมตีพวกภูตผีปีศาจของสำนักภูตผีเท่านั้นถึงจะช่วยกู้คืนความพ่ายแพ้ของอาณาจักรหลีเทียน ไม่ให้เผ่ามนุษย์ของอาณาจักรหลีเทียนต้องาเ็และล้มตายมากไปกว่าที่เป็อยู่”
โจวอี้เองก็ไม่มองไปยังเมืองเป่ยหยวนที่อยู่ด้านล่างอีกต่อไป ทว่าไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขากลับค่อยๆ เข้มข้นขึ้น
“ภูตผีปีศาจ!” โจวอี้คำรามกร้าว
ใจของเนี่ยเทียนกระตุกอีกครั้ง โครงกระดูกปีศาจเืจึงติดตามแท่นดอกบัวสีเืของหลีจิ้งมุ่งหน้าไปยังสำนักภูตผีต่อไป
ระหว่างทางยังมีเมืองที่ขนาดพอๆ กับเมืองเป่ยหยวนอีกสองเมืองปรากฏอยู่ใต้ร่างของพวกเขา
เมืองทั้งสองนั้นอยู่ใกล้กับสำนักภูตผีมากกว่า ภูตผีปีศาจชั้นต่ำที่วนเวียนอยู่ด้านในจึงเยอะกว่ามาก ดังนั้นคนธรรมดาในเมืองทั้งสองจึงไม่ทันหนีออกไปได้ ล้วนถูกสังหารจนสิ้น
การสังหารหมู่ที่โหดร้ายของสามเมืองซึ่งไม่รู้ว่ามีคนเผ่ามนุษย์ตายไปมากน้อยเพียงใด ทำให้เนี่ยเทียนเริ่มชินชา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าระหว่างเผ่ามนุษย์และภูตผีปีศาจมีความขัดแย้งที่ไม่อาจปรองดองกันได้ หากไม่สังหารพวกภูตผีปีศาจเ่าั้ให้สิ้นซาก เผ่ามนุษย์ในอาณาจักรหลีเทียนก็ต้องพินาศวอดวาย
“คนธรรมดา ผู้ที่มีขอบเขตต่ำต้อย เมื่อต้องต่อสู้กับคนต่างเผ่า แม้จะเป็ตัวรับะุก็ยังไม่ได้ ไม่แข็งแกร่งมากพอ เมื่อใดที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจาก์เช่นนี้ก็อาจจะกลายมาเป็อาหารของพวกภูตผีปีศาจ...” เนี่ยเทียนพึมพำแ่เบา
สิ่งที่ได้พบได้เห็นมาตลอดครึ่งวัน สภาพอเนจอนาถของเผ่ามนุษย์ในสามเมือง ทำให้เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่ง
เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องกลายมาเป็เหมือนคนธรรมดา และพวกผู้ที่มีขอบเขตต่ำต้อยในตระกูลของสามเมืองนั้นที่ถูกภูตผีปีศาจชั้นต่ำฉีกทึ้งร่างกลืนกินเป็อาหาร เขาจำเป็ต้องแข็งแกร่งให้มากกว่าภูตผีปีศาจ
ขอแค่กร้าวแกร่งมากพอ เขาถึงจะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ และไม่กลายมาเป็อาหารของภูตผีปีศาจเ่าั้
การเดินทางใน่หลังเขาจึงไม่สนใจซากศพของเผ่ามนุษย์ที่มีเกลื่อนกลาดมากกว่าเดิมอีกต่อไป
เขาสงบจิตใจ หยิบเอาหินวิเศษออกมาหลายก้อน ตัดขาดความคิดวุ่นวาย ตั้งใจฝึกฝน หวังเพียงว่าจะเพิ่มพูนความสามารถให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ขอบเขตของตัวเองไต่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
เขา้า่ชิงเวลาทุกนาทีมาทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง
“ใกล้จะถึงแล้ว”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หลีจิ้งที่นั่งนิ่งอยู่บนดอกบัวพลันเอ่ยขึ้นมา
ผู้แข็งแกร่งทุกคนที่อยู่บนร่างของโครงกระดูกปีศาจเืซึ่งรวมถึงเนี่ยเทียนด้วยต่างก็ลืมตาขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ทอดสายตามองไปข้างหน้า
เนี่ยเทียนมองไกลๆ ไปก็พลันรู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ ตกตะลึงไปกับเงาร่างของภูตผีปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนที่บินโฉบไปมาอยู่ในปราณปีศาจตลบอบอวล
-----
