จักรพรรดินักบุญคนหนึ่งคำรามก่อนพุ่งตัวออกไป มือขวารวมพลังปราณก่อเกิดเป็ฝ่ามือั์พุ่งเข้าหามู่หลิง อากาศถูกฉีกออกเป็ทางยาว
แต่ยังไม่ทันจะถึงตัว ดาบในมือของนางเพียงขยับเล็กน้อย คลื่นคมดาบก็พุ่งออกไปตัดฝ่ามือั์นั้นขาดเป็สองส่วนพร้อมกับร่างเ้าของที่หยุดนิ่งกลางอากาศก่อนจะะเิออกเป็หมอกเื
าานักบุญอีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน หนึ่งใช้ดาบพลังเพลิงแทงตรงเข้าหัวใจ อีกคนกวัดแกว่งกระบี่สร้างคลื่นพลังโหมกระหน่ำ แต่ร่างของมู่หลิงเพียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดาบฟาดผ่านอากาศอย่างเรียบง่าย ดาบเพลิงถูกตัดขาด กระบี่แตกกระจาย และร่างทั้งสองถูกผ่าออกก่อนจะตกลงสู่พื้น
มู่หลิงยกดาบขึ้นอย่างช้า ๆ สีหน้าไร้ความรู้สึก มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลลงมาเงียบ ๆ
นางฟันดาบลงไปยังดอกบัวดอกแรกที่ล้อมรอบทุกคนเอาไว้
ตูมมมม!!
แรงะเิสั่นะเืทั้งยอดเขา คลื่นพลังมหาศาลกวาดล้างทุกสิ่งในระยะใกล้ ร่างของผู้ที่ยังหลงเหลือแตกกระจายราวกับถูกบดขยี้ด้วยแรงที่ไม่อาจต้านทาน เสียงกระดูกแหลกสลายและเสียงะเิผสมกันก่อนทุกอย่างจะเงียบลงอย่างกะทันหัน
ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็เหลือเพียงกึ่งจักรพรรดิที่าเ็สาหัสจากแรงะเิเมื่อครู่ เขาลอยนิ่งพร้อมร่างกายที่ไหม้เกรียมอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของดอกบัวทั้ง 8 ดอกที่เหลือ
เมื่อพลังสลายไป พื้นที่ทั้งหมดเหลือเพียงซากศพและเืที่ไหลนองเป็แอ่ง สมาชิกนิกายทั้งหมดที่ยังคงอยู่ในนิกายล้วนไม่มีผู้ใดเหลือรอด
เสียงของกึ่งจักรพรรดิแห่งนิกายภูผากระบี่ดังขึ้น
“กึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด… เ้า..เ้า”
สายฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง หยดน้ำกระทบพื้นหินที่ชุ่มเืจนเกิดเสียงแ่เบาเหมือนเสียงถอนหายใจของโลก
มู่หลิงยกดาบขึ้นอีกครั้ง การเคลื่อนไหวช้าและนิ่งเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกกำหนดเส้นทางไว้แล้ว ก่อนจะฟันลงไปยังดอกบัวดอกที่สอง คมดาบเฉือนผ่านอากาศอย่างเงียบงัน ศีรษะของกึ่งจักรพรรดิหลุดออกจากบ่าอย่างช้า ๆ ดวงตายังคงเบิกกว้างเหมือนไม่อาจยอมรับความจริง ก่อนร่างจะทรุดลงกระแทกพื้น
กลิ่นคาวเืยังคงลอยคลุ้งปะปนกับไอเย็นของสายฝน ยอดเขาที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและแรงปะทะของพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงแห่งสายฝนที่ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อล้างคราบเืที่ไหลนองไปทั่วเทือกเขา ยอดเขาที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตบัดนี้กลายเป็สุสานขนาดมหึมา
มู่หลิงยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางทะเลเื ร่างกายนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น มีเพียงหยดน้ำฝนที่ไหลผ่านปลายดาบลงสู่พื้นอย่างเงียบงัน
ทันใดนั้นเอง อากาศรอบด้านก็เริ่มสั่นไหวอย่างแ่เบา คล้ายมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน พลังที่นุ่มนวลแต่ลึกซึ้งอย่างยิ่งค่อย ๆ แผ่กระจายลงมาจากท้องฟ้า ไม่รุนแรง ไม่กดดัน แต่ยิ่งใหญ่จนทำให้แม้แต่สายฝนยังเปลี่ยนทิศทาง
เหนือหุบเขา แสงสีขาวนวลค่อย ๆ ปรากฏขึ้นราวกับแสงอรุณที่กำลังถือกำเนิด แสงนั้นให้ความอบอุ่นและสงบนิ่งอย่างประหลาด พลังที่แผ่ออกมาทำให้กลิ่นคาวเืค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ
พื้นดินที่แตกร้าวเริ่มสั่นะเื ทรัพยากรและซากศพที่กระจัดกระจายค่อย ๆ ถูกละอองน้ำห่อหุ้ม ก่อนจะถูกพลังแห่งแสงชำระล้างและดูดกลืนจนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เืที่ไหลนองไปทั่วหุบเขาค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจากพื้นเหมือนถูกแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ก่อนจะเปลี่ยนเป็สายธารน้ำใสบริสุทธิ์
เสียงน้ำเริ่มดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
สายน้ำใสสะอาดไหลรวมกันกลางหุบเขา ก่อนจะพุ่งตกลงสู่หน้าผา กลายเป็น้ำตกขนาดมหึมาที่เปล่งประกายภายใต้แสงสีขาวนวล ละอองน้ำกระจายออกไปในอากาศเหมือนหมอกบาง ๆ สะท้อนแสงจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว
พื้นดินของเทือกเขาที่เคยเต็มไปด้วยความตาย บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าเขียวอ่อนที่งอกขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นไม้เริ่มผลิใบใหม่ ดอกไม้สีขาวและฟ้าบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยไปตามสายลมแทนที่กลิ่นคาวเืจนหมดสิ้น
เสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังอย่างสม่ำเสมอ ให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีการโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นมาก่อน
ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเปิดออก เมฆสีเทาค่อย ๆ แยกตัว แสงอาทิตย์ส่องลงมากระทบม่านน้ำจนเกิดรุ้งจาง ๆ พาดผ่านกลางอากาศ ภาพทั้งหมดงดงามจนเหมือนภาพแห่งความฝัน
พลังนั้นยังคงแผ่ซ่านอยู่ทั่วบริเวณ อ่อนโยนแต่ยิ่งใหญ่จนทำให้แม้แต่พลังแห่งการสังหารที่หลงเหลืออยู่ค่อย ๆ ถูกกลบจนหมดสิ้น เหมือนมีใครบางคนกำลังใช้พลังเหนือขอบเขตของโลกชำระล้างทุกสิ่ง
นิกายภูผากระบี่… ได้หายไปแล้ว
สิ่งที่เหลืออยู่คือเทือกเขาแห่งสายน้ำบริสุทธิ์ที่งดงามจนแทบไม่อาจเชื่อสายตา
ม่านน้ำตกไหลลงอย่างต่อเนื่อง เสียงสายน้ำกลายเป็เสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ในที่แห่งนี้ ราวกับบทเพลงกล่อมิญญาของผู้ที่จากไปให้หลับใหลอย่างสงบ
มู่หลิงยืนมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน หยดน้ำฝนสุดท้ายไหลผ่านปลายคางก่อนจะหายไปในสายลม ดวงตาที่เคยว่างเปล่าคล้ายสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อแสงสะท้อนของน้ำตกส่องเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ
เหนือท้องฟ้า ภายในมิติพิเศษที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ พื้นที่ทั้งหมดเงียบงันราวกับเวลาไม่เคยไหลผ่าน ลมไม่พัด เมฆไม่เคลื่อน มีเพียงผืนฟ้าสีเทาหม่นที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
จางเหวินยืนอยู่กลางอากาศ สายตาของเขามองลงไปยังภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นราวกับกำลังดูละครเื่หนึ่งที่จบลงแล้ว
ไม่มีความดีใจ ไม่มีความเสียใจ มีเพียงความนิ่งเฉย ก่อนที่มิติด้านหน้าจะเกิดระลอกคลื่นเบา ๆ
ร่างของมู่หลิงวาร์ปกลับมา เท้าของนางแตะลงบนพื้นอากาศอย่างไร้น้ำหนัก ผมสีรุ้งที่เคยงดงามตอนนี้เปียกชื้นด้วยน้ำฝนและเื ใบหน้าขาวซีด ดวงตาว่างเปล่า น้ำตายังคงไหลลงมาอย่างไม่หยุด
นางยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย แต่เมื่อสายตาของนางเห็นชายชุดขาวหน้ากากดำตรงหน้า
แววตานั้น เปลี่ยนไปทันที ความว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยความโกรธและความรังเกียจอย่างถึงที่สุด
เจตนาสังหารพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง นางอยากฆ่าคนตรงหน้าไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร แต่ร่างกายของนางกลับไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิดเดียว
พลังบางอย่างที่มองไม่เห็นกดทับนางเอาไว้เหมือนูเาหลายแสนลูก เสียงของนางสั่นเครือ
“ขะ… ข้าจะฆ่าเ้า… ไอ้สารเลว…”
น้ำตาของนางไหลอาบใบหน้า
“เ้าพรากทุกอย่างไปจากข้า… ทั้งศิษย์น้อง… ครอบครัว… อาจารย์… คนรัก… ทุกอย่าง… เ้าล้วนพรากมันไปจากข้าทั้งหมด…”
เสียงของนางเริ่มแตก
“ข้าขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าข้าจะทำทุกอย่าง… ทุกอย่าง… เพื่อฆ่าเ้า…”
จางเหวินเพียงยืนนิ่ง ไม่ได้ตอบ ไม่ได้แสดงสีหน้าหรือท่าทางใด ๆ เขาเหมือนคนที่กำลังฟังเสียงลมพัดผ่าน
มู่หลิงจ้องเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เสียงของนางดังขึ้นพร้อมเสียงสะอื้น
“ทำไม… ทำไม… ทำไมเ้าถึงต้องฆ่าทุกคนด้วย… ข้ารู้… ข้ารู้ว่าข้าเป็ต้นเหตุทั้งหมด… แต่พวกเขา… แต่พวกเขา… ไม่ได้ผิดอะไรเสียหน่อย…”
จางเหวินยังคงเงียบ ตอนนี้เขาได้เอาทรัพยากรทั้งหมดของนิกายภูผากระบี่มาหมดแล้ว ทั้งด้าน อาวุธ สมุนไพร หินิญญา ร่างกายของผู้บ่มเพาะมากมาย และสมบัติอื่นๆ
เสียงของมู่หลิงเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
“ไอ้ปีศาจ!! เ้าตอบข้าสิ!!”
สายตาภายใต้หน้ากากสงบนิ่งลึกจนเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีวันมองเห็นก้น ก่อนที่เสียงของเขาจะดังขึ้นอย่างเฉยชา
“ความแค้นไม่ว่าจะด้วยเื่อะไร สำหรับข้าแล้วมันไม่เคยจบลงแค่เพียงการให้อภัยอย่างเดียว”
มู่หลิงตัวสั่นด้วยความโกรธ นางกัดฟันแน่น
“เพราะการปล่อยวางแล้วให้อภัย มันเป็เพียงทางออกของผู้ที่ยังมีโอกาสในการเลือกเท่านั้น”
“แต่สำหรับคนส่วนใหญ่นั้นไม่มีโอกาสได้เลือกหรอก ความเ็ปและความแค้นมันมักจะถูกส่งต่อเหมือนไฟเผาไหม้กระดาษ”
“จากคนหนึ่งไปสู่อีกคน จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง”
“ตราบใดที่ต้นตอของเชื้อเพลิงแห่งความแค้นยังคงอยู่ ไฟแห่งความแค้นก็จะไม่มีวันดับลง”
เสียงของเขาเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิท เหมือนโลกทั้งใบกำลังฟัง
“ดังนั้น ถ้า้าให้ความแค้นทั้งหมดจบลงอย่างแท้จริง ต้องตัดวงจรของมันั้แ่ต้นกำเนิด”
“ไม่ใช่ปล่อยให้มันเติบโต แล้วหวังว่ามันจะหายไปเองตามกาลเวลา”
ลมหายใจของมู่หลิงสั่นจนเหมือนเืจะไหลออกมาด้วยความโกรธ เสียงของจางเหวินยังคงสงบ
“ทุกครั้งที่เ้าปล่อยศัตรูไป เ้าก็กำลังเลือกให้ตัวเองต้องเ็ปในวันข้างหน้า หรือก็คือรูปแบบหนึ่งของการฆ่าตัวตายที่ช้าที่สุด”
ความเงียบแผ่กระจาย ร่างของมู่หลิงสั่นเล็กน้อย มือทั้งสองกำแน่นจนเืไหลซึมออกมา
“สุดท้ายสำหรับข้าการให้อภัย มันก็เป็เพียงแค่การหลอกตัวเอง เพื่อยืดเวลาแห่งสุขจอมปลอมให้ยาวนานขึ้น”
“ความแค้นไม่ใช่สิ่งที่ดับหายไปตามเวลา เวลาไม่เคยรักษาาแทางใจใดๆ มันเพียงทำให้ผู้คนชินกับความเ็ปก็เท่านั้น”
ทันใดนั้น จางเหวินก็ชี้นิ้วไปที่ร่างของมู่หลิงที่กำลังร้องไห้ออกมาอย่างช้าๆ สายตาภายใต้หน้ากากไร้ความรู้สึกใดๆ
