สวีหว่านหนิงพกหนังสือเรียนระดับมัธยมปลายกลับบ้าน พลางครุ่นคิดในใจว่าคืนนี้จะกินอะไรดี แต่หลังเข้าบ้านมาก็พบว่า ลูกทั้งสองคนดูมีอารมณ์ผิดแปลกไป
ต้าชุนสีหน้าเ็าไม่มองเธอ เยาเม่ยดูหวาดกลัวพร้อมร้องไห้ทุกเมื่อ ส่วนแม่หลินฝืนส่งยิ้มมาให้
“หนิง กลับมาแล้วหรือ”
สวีหว่านหนิงจับต้นชนปลายไม่ถูก เกิดอะไรขึ้น เธอออกไปแค่แปบเดียว คะแนนที่ทำเอาไว้กลายเป็ศูนย์ไปแล้วหรือ?!
เป็ศูนย์ก็ไม่เป็ไร ตราบใดที่มีฝีมือการทำอาหารย่อมเอาชนะได้ทุกอย่าง
“เยาเม่ย แม่จะทำสันในหมูผัดเปรี้ยวหวานให้หนูกิน อยากกินไหมจ๊ะ”
เธออุ้มลูกสาวขึ้นมาเพื่อเทำลายบรรยากาศอึมครึม เยาเม่ยซบหน้ากับอกของเธอ พลางดูดนิ้วถามว่า “แม่จ๋า บ้านเราไปเอาเนื้อมาจากไหนหรือจ๊ะ”
“พ่อเพิ่งส่งเงินมาให้แม่ วางใจเถอะนะ เงินมากพอจะเลี้ยงพวกเราทั้งครอบครัว”
พระเอกกับพ่อแม่ของร่างเดิมส่งเงินมาให้ทุกเดือนรวมกันแล้วเป็จำนวนร้อยหยวน ยุคนี้เงินหนึ่งร้อยหยวนมากพอจะเป็ค่าอาหารของครอบครัวตลอดหนึ่งปี!
ทว่าร่างเดิมกลับสมองมีปัญหา ถึงได้เอาเงินส่วนใหญ่ไปให้กับชายโฉดหญิงชั่วเสียหมด แต่เธอไม่ได้โง่แบบนั้น น่าเสียดายที่เงินหมดแล้ว เธอจึงต้องเอาวัตถุดิบจากช่องมิติไปแลกเงินในตลาดมืดแทน
สวีหว่านหนิงมองสีท้องฟ้า ดวงอาทิตย์เพิ่งเคลื่อนไปยังทิศตะวันตก ก่อนมื้อค่ำเธอคงสามารถสอนหนังสือลูกได้ครู่หนึ่ง
เรียนรู้ร่วมกันและช่วยลูกก้าวข้ามผ่านอุปสรรค นี่คือวิธีพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกน้อยที่ดีที่สุด
เธอขอยืมหนังสือโดยใช้ลูกเป็ข้ออ้าง ไม่ได้เปิดเผยเื่สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ใครรู้ จึงต้องแสร้งทำท่าทางให้สมจริง
“ต้าชุน เยาเม่ย พวกลูกอายุสี่ขวบแล้ว ไม่เด็กแล้ว...”
พูดยังไม่ทันจบ เยาเม่ยก็แย่งพูดว่า “หนูรู้ค่ะ เยาเม่ยช่วยแม่ทำงานได้แล้ว ทั้งจุดเตา กวาดพื้น เก็บฟืน...”
“ช้าก่อน!”
สวีหว่านหนิงกุมหน้าผากอย่างเอือมระอา ร่างเดิมทรมานเด็กน้อยวัยสี่ขวบสองคนให้กลายเป็ทาสหรืออย่างไร...
“แม่อยากบอกว่า พวกลูกควรเรียนหนังสือได้แล้ว คนเราต้องเรียนหนังสือถึงจะก้าวหน้าและมีชีวิตที่ดีได้”
เธอเลียนแบบท่าทางครูประจำชั้นสมัยมัธยมปลาย อบรมลูกน้อยทั้งสองด้วยความปรารถนาดี จากนั้นจึงกางหนังสือลงบนโต๊ะ
“ที่บ้านไม่มีกระดาษกับปากกา ไว้พรุ่งนี้แม่จะซื้อมาสอนพวกลูกเขียนหนังสือ”
สวีหว่านหนิงเตรียมพร้อมเพื่อสอนหนังสือลูก เธอเห็นเด็กสองคนนิ่งอึ้งจึงนึกว่าพวกเขาเกลียดการเรียน เธอจึงตีหน้าขรึมก่อนเอ่ย “มานี่สิ แม่เอาเนื้อไก่กับแป้งทอดไปแลกเพื่อขอยืมหนังสือเล่มนี้มาเชียวนะ พวกลูกต้องรักษามันให้ดีและตั้งใจเรียนด้วย”
เริ่มสอนลูกั้แ่ปี 1977 ไว้ลูกโตเมื่อไรย่อมไม่มีใครเอาชนะพวกเขาได้!
“แม่เอาของกินไปแลกหนังสือมาเหรอจ๊ะ! ไม่ได้เอาไปให้... เอาไปคุณอากู้คนนั้น?”
เยาเม่ยมองเธอตาเป็ประกาย เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เรียกผู้ชายที่น่ารังเกียจคนนั้นว่าคุณอา ตามที่ร่างเดิมเคยสอนเธอไว้
“เอาไปให้เขาทำไมกัน! ต่อไปของของบ้านเราจะเป็ของพวกเราสี่คนเท่านั้น!”
สวีหว่านหนิงลอบโล่งอก มิน่าล่ะ ถึงว่าตอนออกจากบ้านยังดีๆ อยู่ ทำไมกลับมาแล้วบรรยากาศดูเปลี่ยนไป ที่แท้เข้าใจผิดว่า เธอเอาของไปให้กู้จวิ้นอีกแล้วสินะ
“พวกลูกต้องจำไว้ อากู้คนนั้นไม่ใช่คนดี ต่อไปต้องอยู่ให้ห่างจากเขา”
“จ้ะ”
เยาเม่ยพยักหน้าตอบรับแล้วยิ้มหวาน แม้แต่ต้าชุนก็พลอยรู้สึกดีใจไปด้วย เด็กชายขยับตัวมานั่งข้างสวีหว่านหนิงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
แม่หลินหันหน้าไปอีกทางเพื่อเช็ดน้ำตา เธอดีใจจนทำตัวไม่ถูก
สวีหว่านหนิงสอนหนังสือลูกสองคนสักพัก และอาศัยตอนที่พวกเขากำลังทบทวนบทเรียนพลิกหนังสืออ่านดูคร่าวๆ วิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษเป็แค่เื่เล็กๆ สำหรับเธอ แต่วิชาสายวรรณกรรมค่อนข้างยาก เธอต้องทุ่มเทให้กับมันมากหน่อย
เธอต้องประหลาดใจที่พบว่าเด็กสองคนนี้ฉลาดมาก สอนแค่รอบเดียวก็เขียนชื่อตัวเองเป็แล้ว โดยเฉพาะเยาเม่ยที่ตอนนี้นับเลขได้ถึงเลข 10 แล้ว
เด็กดีแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะความเลวของร่างเดิม มีหรือจะถูกทำให้พิการและถูกล่ามโซ่...
หลังกินอาหารค่ำเสร็จ สวีหว่านหนิงก็เอาข้าวสารสองถุงใส่ลงในตะกร้าไผ่ แล้วแอบไปตลาดมืดตามลำพัง
ปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้ประชาชนค้าขายอย่างอิสระ พวกชาวบ้านจึงต้องแอบแลกเปลี่ยนสินค้ากันยามฟ้าใกล้มืด
ข้าวสารในถุงของเธอ ต่อให้เป็ยุคสมัยใหม่ก็เป็ข้าวเกรด A ไม่ทันไรมันก็ถูกแย่งซื้อไปจนหมด คนที่ซื้อไม่ทันไม่ยอมตัดใจ ถามเธอว่ายังมีของหรือไม่ พรุ่งนี้จะมาขายอีกหรือเปล่า
สวีหว่านหนิงส่ายหน้าปฏิเสธ วัตถุดิบในช่องมิติของเธอมีมากพอ แต่เธออยากเอามาขายแลกเงินแค่จำนวนหนึ่งให้พอใช้ถึงเดือนหน้าเท่านั้น
หลังออกจากตลาดมืด ในมือของเธอถือธนบัตรสิบหยวนมาด้วยสองใบ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านของหมอเท้าเปล่า
หมอเฉินเห็นเธอก็รีบสะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิดใจ “บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า ฉันไม่มียาที่ทำให้คนนอนหลับ เธอไม่กลัวสามีตัวเอง แต่ฉันกลัวเขาตามมาคิดบัญชีกับฉันทีหลัง!”
สวีหว่านหนิงกลายเป็แพะรับบาปอีกครั้ง
“คุณลุงคะ ฉันมาซื้อยารักษาอาการปวดขาให้แม่สามีค่ะ!”
แม่หลินเป็โรคไขข้อ เวลาอาการกำเริบจะทั้งปวดและชาจนเดินไม่ไหว นานวันเข้าอาจจะกลายเป็อัมพาตจนไม่สามารถเดินได้
หมอเฉินเอ่ยปากไล่ตามความเคยชิน หลังตั้งสติได้ก็ถึงกับตะลึงงัน
เกษตรกรทำงานตรากตรำทั้งชีวิต พออายุมากขึ้น หลังและขามักจะมีปัญหา แต่พวกเขามักจะอดทนกับความเ็ป แผ่นแปะแก้ปวดราคาสองหยวน ปกติไม่มีใครยอมซื้อ
สวีหว่านหนิงจ่ายเงินอย่างไม่อิดออด หมอเฉินรับเงินไว้พลางมองแผ่นหลังของเธอแล้วเอ่ยปากชม นึกไม่ถึงว่าชาตินี้เขาจะได้เห็นคนกลับใจ!
ฟ้าใกล้มืดแล้ว สวีหว่านหนิงเพิ่งถึงหน้าบ้านเยาเม่ยก็วิ่งมาต้อนรับแล้วกอดขาเธอแน่น ต้าชุนซึ่งยืนอยู่ที่ขอบประตูกำลังมองเธอตาปริบๆ
สวีหว่านหนิงควักลูกอมกระต่ายขาวออกมาจากกระเป๋ากางเกง “รางวัลที่วันนี้พวกลูกตั้งใจเรียน”
เยาเม่ยร้องดีใจ ในขณะที่ใบหน้าบึ้งตึงของต้าชุนเผยความดีใจออกมาเล็กน้อย
ยุคนี้ลูกอมรสนมถือเป็ของล้ำค่า พวกเขาเคยเห็นแต่ไม่เคยกิน ตอนนี้เด็กทั้งสองกำลังนั่งนับจำนวนลูกอมอยู่ข้างประตูบ้านอย่างดีใจ อีกทั้งยังรู้สึกเสียดายที่จะกินมัน
หลังเอาใจลูกเสร็จ ลำดับต่อไปก็คือแม่หลิน
“แม่ นี่คือยาที่ฉันซื้อมาให้ แปะแล้วจะช่วยให้อาการที่ขาของแม่ดีขึ้นค่ะ”
แม่หลินใ ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี “จ่ายเงินซื้อของแบบนี้มาทำไมกัน มันแพงมาก”
สะใภ้ที่กตัญญูที่สุดในหมู่บ้านยังทำใจจ่ายเงินสองหยวนเพื่อซื้อยาให้แม่สามีไม่ได้ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีบุญได้รับมัน ท่าทางวันเวลาที่ขื่นขมของตระกูลหลินกำลังจะผ่านไปแล้ว!
สวีหว่านหนิงอุ่นแผ่นยากับตะเกียงน้ำมัน แล้วแปะมันลงไปบนขาของแม่หลิน ความร้อนของตัวยาแผ่กระจาย ไม่ทันไรก็ทำให้อุ่นไปทั้งขา
“แม่คะ เสื้อผ้าของแม่เก่ามากแล้ว ่ตรุษจีนพวกลูกๆ ก็ควรมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ ฉันซื้อผ้ามานิดหน่อย แต่ฉันไม่มีฝีมือด้านการตัดเย็บ แม่ช่วยเย็บเสื้อผ้าให้พวกเขาได้ไหมคะ”
แม่หลินมองผ้าฝ้ายบริสุทธิ์และนุ่นชั้นดีแล้วพยักหน้าตอบรับทันที เธอดีใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไร ว่าแล้วก็ใช้มือทาบวัดขนาด
“ผ้าสีสดใส แม่จะตัดเสื้ออุ่นๆ ให้เธอสักตัว”
แม่หลินพูดได้ครึ่งทางก็นิ่งไป เธอมองหน้าสวีหว่านหนิงพลางยิ้มเจื่อน เธอลืมไปว่าสะใภ้ของเธอเป็คนเมืองใหญ่ คงจะไม่ถูกใจฝีมือตัดเย็บของชาวบ้านในชนบทอย่างเธอ น่าจะชอบเสื้อผ้าจากร้านตัดเย็บในเมืองมากกว่า
“ดีเลยค่ะ เสื้อผ้าฝ้ายที่คนในบ้านตัดเย็บเองใส่สบายกว่า แม่ช่วยทำให้พ่อของเด็กๆ ด้วยสักชุดนะคะ!”
สวีหว่านหนิงเพิ่งพูดจบ ‘ตึง!’ เสียงเปิดประตูจากด้านนอกดังขึ้น
ชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมทหารตัวใหญ่เดินเข้ามาพร้อมไอเย็น สายตาของเขาดุดันจนน่าใจหาย
“ใครคิดจะขายลูกของฉัน!”
