“เื่อันใดเล่า เ้ายังมีคนอื่นอยู่อีกคนไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องให้ข้าทำด้วย” จ้าวซีเหอทำหน้าบึ้งอย่างไม่พอใจ หนิงมู่ฉือถึงกับพูดไม่ออก
ต่อมาหนิงมู่ฉือก็แสดงท่าทีไม่พอใจบ้างเช่นกัน “ก็ได้ ในเมื่อท่านไม่อยากทำ เช่นนั้นข้าจะหาวิธีเอง” นางฉวยฝักถั่วไปจากมือของจ้าวซีเหอ ทว่ากลับถูกจ้าวซีเหอเอี้ยวมือหลบ
“ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น เ้าอย่าคิดจริงจังนักสิ” จ้าวซีเหอส่งยิ้มกว้างให้หนิงมู่ฉือ
เหตุใดถึงได้เปลี่ยนกลับไปกลับมาเช่นนี้ นิสัยราวกับเด็กสามขวบก็ไม่ปาน!
หนิงมู่ฉือแค่นเสียงฮึ เพียงไม่นานก็เอาเมล็ดถั่วอออกจากฝักได้หมด
“ในฐานะเทพแม่ครัว ย่อมต้องใช้ทรัพยากรรอบกายให้ได้ประโยชน์มากที่สุด” หนิงมู่ฉือหยิบก้อนหินสองก้อนมาจากด้านข้าง ใช้เถาวัลย์ผูกก้อนหินทั้งสองให้ต่อเข้าด้วยกัน นำเมล็ดถั่ววางใต้ก้อนหินแล้วบดจนกลายเป็น้ำ
“พวกท่านรีบเอากระบอกไม้ไผ่มารองน้ำจากเมล็ดถั่วนี้ไว้” นางสั่งขณะมองน้ำจากเมล็ดถั่วสีขาวที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นจากน้ำเมล็ดถั่วสีขาวส่งกลิ่นแปลกๆ ไปทั่ว แทบจะทำให้คนที่ได้กลิ่นเวียนศีรษะ
จ้าวซีเหอและเฉินเกอนำกระบอกไม้ไผ่ไปรองใต้ก้อนหินเพื่อรอรับน้ำจากเมล็ดถั่ว ไม่ง่ายเลยกว่าก้อนหินจะบดถั่วจนกลายเป็น้ำออกมา
หนิงมู่ฉือมองกระบอกไม้ไผ่ซึ่งมีน้ำจากเมล็ดถั่วอยู่ภายในพร้อมกับแย้มยิ้ม ก่อนจะนำกระบอกไม้ไผ่เหล่านี้ไปวางข้างกองไฟ ค่อยๆ กรองเอาเศษเมล็ดถั่วที่หลงเหลืออยู่ออกมา
จากนั้นนำน้ำจากเมล็ดถั่วไปวางบนกองไฟ เติมหลูสุ่ย[1] ลงไป ไม่นานน้ำจากเมล็ดถั่วก็เริ่มจับตัวเป็ก้อน ทั้งมีฟองอากาศเดือดปุดๆ อยู่ตลอดเวลา
นางมองน้ำจากเมล็ดถั่วที่กำลังเริ่มจับตัวเป็ก้อน และมองมันที่กำลังเริ่มเดือดจนเกิดฟองเต้าหู้ “ฟองเต้าหู้นี่แหละคือวัตถุดิบที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ดีที่สุด” นางใช้กิ่งไม้ตักเอาฟองเต้าหู้ขึ้นมา ก่อนจะเติมน้ำหลูสุ่ยลงไปในน้ำจากเมล็ดถั่วอีกรอบ
ไม่นานน้ำจากเมล็ดถั่วก็จับตัวเป็ก้อนแข็งๆ กลายเป็เต้าหู้ในที่สุด
จ้าวซีเหอมองก้อนเต้าหู้หน้าตาแปลกประหลาดในกระบอกไม้ไผ่ก็นึกว่าหนิงมู่ฉือทำเต้าหู้ผิดกรรมวิธี เขาชี้นิ้วไปที่นางพร้อมกับหัวเราะออกมา “ฉือเอ๋อร์ ที่เ้าทำนี่หรือเรียกว่าเต้าหู้ เหตุใดหน้าตามันถึงได้เป็แบบนี้!”
เฉินเกอเองก็แอบยิ้มอย่างขบขันเช่นกัน
หนิงมู่ฉือมองผู้ไม่รู้เื่ราวทั้งสองคนอย่างปวดศีรษะ ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกท่านนี่ไม่รู้เื่เสียเลย ข้ายังทำไม่เสร็จสักหน่อย พวกท่านดูถูกเทพแม่ครัวอย่างข้าเกินไปแล้ว!”
หนิงมู่ฉือเทก้อนเต้าหู้ก้อนเล็กๆ จากกระบอกไม้ไผ่ลงบนผ้าสะอาดผืนหนึ่งแล้วห่ออย่างดี จากนั้นนำก้อนหินวางล้อมรอบเป็รูปสี่เหลี่ยม ทั้งจ้าวซีเหอและเฉินเกอมองการกระทำนี้อย่างโง่งม
นางเดินไปนั่งบนก้อนหิน ใช้มือต่างพัดพัดเหงื่อที่ไหลลงมาตามหน้าผาก ก่อนจะพูดบ่นออกมาว่า “ที่นี่ร้อนจริง ข้าเหงื่อออกไปหมดแล้ว”
จ้าวซีเหอได้ยินเช่นนั้น เด็ดใบไม้ใบใหญ่ใบหนึ่งลงมาจากต้น เดินไปนั่งข้างหนิงมู่ฉือ แล้วใช้ใบไม้ใบนั้นพัดให้อย่างเอาใจ
เฉินเกอเดินไปตักน้ำสะอาดจากแอ่งน้ำมาให้ “ฉือเอ๋อร์ ดื่มน้ำสักหน่อยเถิด จะได้คลายร้อน”
หนิงมู่ฉือในตอนนี้ราวกับจักรพรรดินีก็ไม่ปาน เสพสุขกับการเอาใจของสองบุรุษ
จ้าวซีเหอถลึงตาใส่เฉินเกอ พร้อมกับเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “นางแค่ร้อน เ้านำน้ำมาให้นางเพื่อเหตุใด”
“เพียงดื่มน้ำ แค่นี้ร่างกายก็จะหายร้อนแล้ว” เฉินเกอเถียงกลับ จ้องมองจ้าวซีเหอกลับอย่างไม่ยอมแพ้
แววตาของทั้งสองประหนึ่งคมมีดที่ฟาดฟันใส่กัน เพียงแต่ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ต่อหน้าหนิงมู่ฉือจึงไม่อาจลงไม้ลงมือกันได้
หนิงมู่ฉือเห็นทั้งสองจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไฟลุกท่วมตาจนนางได้กลิ่นไหม้ นางยิ้มพลางเอ่ยว่า “พวกท่านนั่งลงก่อน จะโมโหใส่กันไปไย ข้าไปดูเต้าหู้ก่อนว่าจับเป็ก้อนได้ที่หรือยัง การทำอาหาร เวลาก็เป็เื่สำคัญเช่นกัน”
นางเปิดผ้าออกดู เห็นเต้าหู้จับเป็ก้อนสี่เหลี่ยมสวยงามนุ่มน่าทานก็อดไม่ได้ที่จะปรบมืออย่างตื่นเต้นดีใจ “จับเป็ก้อนกำลังได้ที่เลย!”
นางตัดก้อนเต้าหู้ออกเป็ชิ้นสี่เหลี่ยมสี่ห้าชิ้น ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วเดินไปที่กองไฟ
กลิ่นเต้าหู้หอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ นางล้างปลาหนีชิวจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะนำไปวางลงในก้อนหินที่มีทรงเว้า เ้าปลาพยายามดิ้นออกจากก้อนหินไม่หยุด
นางยกก้อนหินไปวางไว้ข้างกองไฟ โรยเกลือและเครื่องเทศลงบนตัวปลา ไม่แม้แต่จะฆ่าหรือควักเครื่องในมันออกมา
จ้าวซีเหอเห็นอดถามอย่างสงสัยออกมาไม่ได้ “ฉือเอ๋อร์ เ้าไม่ควักเครื่องในปลาออกมาก่อนหรือ”
นางยิ้มอย่างมีเลศนัย ใบหน้าฉายแววซุกซนอย่างยิ่ง “ไม่ต้องควักเครื่องในออกข้าก็มีวิธีปรุงปลาหนีชิวให้อร่อยได้” พูดจบนางใส่ปลาลงไปในกระบอกไม้ไผ่ซึ่งมีเต้าหู้อยู่ข้างใน แล้วนำไปวางบนกองไฟ
จ้าวซีเหอและเฉินเกอมองปลาหนีชิวที่ค่อยๆ ว่ายเข้าไปในเนื้อเต้าหู้ แม้ภาพนี้จะดูน่าอนาถ ทว่าต่อมากลิ่นหอมที่โชยขึ้นมาทำให้ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
“ฉือเอ๋อร์ เหตุใดเ้าถึงเลือกวิธีการปรุงอาหารเช่นนี้หรือ” เฉินเกอมองหนิงมู่ฉืออย่างสนอกสนใจ ใบหน้ามีแต่ความอ่อนโยน
หนิงมู่ฉือใช้มือลูบคางอย่างครุ่นคิด ขณะที่ตามองไปที่กระบอกไม้ไผ่ซึ่งวางอยู่บนกองไฟ แววตาเป็ประกายประหนึ่งมีดวงดาวอยู่ภายใน “ปลาหนีชิวเป็สัตว์ที่ชอบอยู่ในรู เมื่อมันเจอความร้อน มันจะมุดเข้าไปในเต้าหู้ ซึ่งด้านในเต้าหู้จะเย็นกว่าด้านนอก เมื่อมันเข้าไปในเต้าหู้มันจะรู้สึกอุ่นสบาย จนกระทั่งมันตาย วิธีนี้ค่อนข้างน่าอนาถไปหน่อยใช่หรือไม่” หนิงมู่ฉือหันไปมองเฉินเกอ
“ไม่เห็นจะน่าอนาถตรงไหนเลย เ้าควรจะทำตั้งนานแล้ว” จ้าวซีเหอเอ่ยขณะที่ในปากคาบกิ่งไม้เอาไว้ ท่าทางดูราวกับพวกอันธพาลก็ไม่ปาน
เฉินเกอแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน ขณะดึงหญ้าที่อยู่ข้างตัวโยนเข้าไปในกองไฟ
หนิงมู่ฉือมองเต้าหู้ที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ซึ่งกำลังสุกนุ่มได้ที่พลางะโออกมา “รีบตักเต้าหู้ขึ้นมาเร็ว มิเช่นนั้นหากมันจะแข็งแล้วจะไม่อร่อย”
ได้ยินเช่นนั้นทุกคนรีบใช้มือหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากกองไฟ ก่อนจะแบ่งกันคนละกระบอก จากนั้นหนิงมู่ฉือก็ใส่ซีอิ๊วลงในกระบอกไม้ไผ่ของแต่ละคน
ทุกคนแบ่งกันคนละกระบอก จึงเหลือกระบอกสุดท้ายอีกแค่กระบอกเดียว จ้าวซีเหอยื่นมือจะไปคว้ากระบอกไม้ไผ่อันสุดท้ายเอาไว้ กลับถูกเฉินเกอจับมือขวางเอาไว้เสียก่อน
“คนละกระบอกยังไม่พออีกหรือ” เฉินเกอเอ่ยขณะยังคงจับมือจ้าวซีเหออยู่เช่นนั้น
“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ กระบอกสุดท้ายเป็ของข้า ข้าทานแค่กระบอกเดียวไม่อิ่ม ข้าเลยอยากจะทานสองกระบอก” แววตาของจ้าวซีเหอเต็มไปด้วยประกายไฟลุกโชน ในใต้หล้านี้ เขาอยากได้สิ่งใดย่อมต้องได้ อยากทานอาหารใดก็ต้องได้ทาน ไม่เคยมีใครมาขวาง
[1] หลูสุ่ย น้ำเกลือซึ่งมีสารเคมีที่ช่วยให้โปรตีนในถั่วหลืองตกตะกอนและจับตัวเป็ก้อน
