ไท่ไท่สามกำชับกำชาเป็หมื่นครั้งห้ามเฉียวเยว่พูดมากแม้แต่คำเดียว
พฤติกรรมชอบแอบฟังคือนิสัยที่ไม่ดีของเฉียวเยว่ นางย่อมไม่กล้าโต้แย้ง และรับปากแต่โดยดี
ไท่ไท่สามนึกถอนหายใจอย่างจนปัญญาจริงๆ บางครั้งเด็กฉลาดมากเกินไปก็เป็ปัญหาได้เหมือนกัน แค่นี้นางก็เหนื่อยเหลือเกินแล้ว แต่ถึงแม้จะอิดหนาระอาใจไท่ไท่สามก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก "หากพี่หญิงสามของเ้ามาคุยกับเ้าเื่นี้ ก็อย่าออกความคิดเห็นส่งเดช เดี๋ยวจะถูกป้าสะใภ้รองด่าเอาได้"
นางคิดแล้วพูดเสริมอีกว่า "ไม่ว่าเื่ไหนล้วนมีบิดาเ้าอยู่"
เฉียวเยว่เข้าใจแล้ว รู้ว่าเื่ของผู้ใหญ่นางไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย จึงรับคำอย่างเชื่อฟัง
ยามนี้พูดคำไหนก็เป็คำนั้น เป็เด็กดีมากรู้ความทุกเื่ ราวกับว่าคนที่แอบฟังข้ามกำแพงเมื่อครู่ไม่ใช่นาง เอ่ยถึงเื่นี้ ไท่ไท่สามก็อยากกลอกตาจริงๆ
เฉียวเยว่กลัวว่ามารดาจะไม่พอใจเสียก่อนจึงรีบเผ่นหนีจากห้องหลัก สองวันนี้นางไปเรียนแต่เช้ากว่าจะกลับก็เย็น จึงคิดจะไปเล่นหมากกับท่านย่าเสียหน่อย
เพียงแต่เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยการโอ้อวดของไท่ไท่รอง
"ไท่ไท่สามสกุลโจวบอกแล้วว่าบุตรชายของนางใช่ว่าไม่ต้องตาหรงเยว่ของพวกเรา นี่เป็การเข้าใจผิดอย่างมาก เด็กเพียงไม่รู้ว่านี่เป็การดูตัว รู้สึกตกตะลึงในใจ เขายังไม่มีความสำเร็จไหนเลยจะกล้าคิดสร้างครอบครัว ท่านว่าใต้หล้านี้จะมีเด็กคนไหนมีวิสัยทัศน์เช่นนี้อีกบ้าง"
เฉียวเยว่เลิกม่านเข้าไปในห้อง ยอบกายทำความเคารพทักทายผู้ใหญ่ทุกคน
ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกนางมานั่งข้างๆ ตนเอง แล้วถามว่า "่นี้เรียนหนังสือดีหรือไม่?"
เอ่ยถึงเื่นี้ ไท่ไท่รองก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที "ได้ยินว่าเ้าถูกลงโทษให้กวาดลานสวนรึ? ไอ้หยา หรงเยว่ของเราเรียนหนังสือมาตั้งนานยังไม่เคยถูกลงโทษสักครั้ง ข้าว่านะเฉียวเยว่ ไม่ใช่ป้าสะใภ้รองจะว่าอะไรเ้า เ้าควรอ่อนน้อมเชื่อฟังหน่อย อย่าอาศัยว่าตนเองเฉลียวฉลาดแล้วจะต้องทำเก่งไปเสียทุกเื่ อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน"
นางยิ้มแย้มแจ่มใส แค่เห็นเื่ไม่ดีของเรือนสามนางก็รู้สึกพอใจแล้ว
"ข้าว่าสตรีไร้ความสามารถถึงจะมีคุณธรรม การเรียนจะดีไม่ดี สำคัญที่ไหนกันเล่า" นางทำท่าจะพล่ามไม่จบไม่สิ้น
ฮูหยินผู้เฒ่าคร้านจะฟังถ้อยคำโง่เขลาเหล่านี้ จึงตวาดใส่ทันที "คำพูดเหล่านี้เ้าเก็บไว้พูดที่เรือนของตนเองก็พอ อย่าเอาออกไปพูดข้างนอก ยังเสียหน้าไม่พออีกหรือ มีไท่ไท่สกุลผู้ดีคนไหนไม่เคยเรียนในสำนักศึกษาสตรีบ้าง? ไทเฮา ฮองเฮาล้วนแต่เป็ยอดสตรีจากสำนักศึกษาทั้งนั้น ใช่สิ่งที่เ้าบอกว่าไร้ประโยชน์ก็ไร้ประโยชน์เช่นนั้นหรือ? เ้าเป็์หรือไร ข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้ ขายหน้าในบ้าน าุโอย่างพวกเราไม่ว่าอันใด เด็กรุ่นเยาว์แค่ไม่ฟังก็แล้วไป แต่หากเ้าออกไปทำขายหน้าข้างนอก พวกเราคงไม่มีหน้าไปพบใครแล้วจริงๆ"
พอถ้อยคำนี้หลุดออกมา สีหน้าของไท่ไท่รองก็เดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวแดงสลับกันไป
"จุดนี้ เ้ายังฉลาดสู้น้องสาวของตนเองไม่ได้"
ไท่ไท่รองคิดจะโต้เถียง แต่ก็รู้ว่าไม่อาจล่วงเกินฮูหยินผู้เฒ่าได้ จึงได้แต่ยิ้มคล้อยตาม แล้วแอบด่าในใจ
"ส่วนไท่ไท่สามสกุลโจวผู้นั้น ข้าไม่รู้ว่าเ้าไปคุยส่วนตัวกับนางไว้แค่ไหน เพียงให้เ้าออกไปส่งนางที่ประตู ไม่ได้ให้คุยกับพวกเขามากมายเพียงนั้น" ทุกคราที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถึงบ้านรองก็รู้สึกปวดศีรษะ เป็นายหญิงของเรือนแต่ไม่ได้เื่สักอย่าง ทำให้ทุกคนต้องลำบาก
แต่ตอนนี้ดูไปก็เท่านั้น หลายปีมานี้นับวันเ้ารองก็ยิ่งทำตัวเหลวไหล มิค่อยดูแลเอาใจใส่ภรรยาที่ไม่ได้ความคนนี้มากนัก
"งานแต่งของหรงเยว่ หากข้าไม่รับปาก ผู้ใดก็อย่าหมายเข้ามาจัดการ วิสัยทัศน์อย่างเ้าก็อยู่แค่นี้แหละ"
เอ่ยถึงเื่นี้ ไท่ไท่รองรู้สึกข้องใจ นางบ่นพึมพำ "วันนี้ท่านแม่เฉยชามาก อย่างไรเสียผู้อื่นก็มาเพราะเื่หรงเยว่ ข้ารู้สึกว่าพวกเราไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนี้กระมัง หากหรงเยว่แต่งออกไป ภายหน้าก็เกี่ยวดองเป็ญาติกันแล้ว"
พูดอะไรไม่พูด กลับมาพูดถึงเื่นี้ ฮูหยินผู้เฒ่าอยากจะด่าคำว่าสมองหมูออกไปเสียเหลือเกิน ดูจากท่าทีของโจวเนี่ยนกับท่าทางร้อนอกร้อนใจของไท่ไท่สามสกุลโจว ก็รู้ได้ว่าต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล นางก็ยังจะเสนอหน้าเข้าไป เป็ตัวโง่งมโดยแท้
เพียงแต่เฉียวเยว่อยู่ นางไม่อยากพูดอะไรมาก ได้แต่กลอกตาใส่ไท่ไท่รองแล้วเอ่ยว่า "ข้าพูดไปแล้ว ตราบใดที่ไม่มีคำอนุญาตจากข้า ห้ามทำอะไรทั้งสิ้น"
คำพูดของไท่ไท่รองติดอยู่ที่ลำคอ รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว เฉียวเยว่มองคนนี้ที มองคนนั้นที ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ดูท่านางจะมาผิดเวลาไปหน่อย
แต่ขณะจะไปนั่งอีกด้านหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงวิ่งดังตึงๆๆ คนเข้ามาในห้องก็คือฉีอัน น้อยครั้งนักที่จะเห็นฉีอันเป็เช่นนี้ เฉียวเยว่ถามทันที "เกิดเื่อะไรขึ้น?"
ฉีอันเห็นไท่ไท่รอง สีหน้าก็ชะงักไปชั่วขณะ แล้วค่อยพูดว่า "เมื่อวานคุณชายโจวผู้นั้น... แอบลักลอบนัดพบกับศิษย์หญิงของสำนักศึกษาสตรีคนหนึ่งที่หลังเขาของกั๋วจื่อเจียน แล้วถูกอาจารย์สองท่านที่กำลังปลูกต้นไม้พบเข้า ประจวบเหมาะว่าหนึ่งในนั้นมีอาจารย์จางของพวกเราด้วย อาจารย์จางขึ้นชื่อว่าเป็คนหัวโบราณคร่ำครึที่สุด ตอนนั้นก็เข้าไปจับตัวพวกเขามาสอบสวนที่กั๋วจื่อเจียนทันที”
ไท่ไท่รองลุกขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ "เป็ไปไม่ได้ พวกเ้าต้องตาฝาด คาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าแน่ๆ คุณชายโจวดูเป็คนมีความรู้ความสามารถ จะทำเื่เช่นนั้นได้อย่างไร"
ฉีอัน "เช่นนั้นท่านก็ไปดูที่กั๋วจื่อเจียนเอาเอง ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นบทสรุปตอนจบก็ได้"
ฮูหยินผู้เฒ่า "ฉีอัน เหตุใดเ้าพูดกับป้าสะใภ้รองเช่นนี้"
ฉีอันตอบอย่างจริงจัง "ข้ามิได้มีเจตนาเป็อื่น ตอนได้ยินข่าวใหญ่เื่นี้ข้าก็ใมาก จะว่าไปพวกเขาสองคนก็เคราะห์ร้ายจริงๆ แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์จางไม่ค่อยจะตามไปปลูกต้นไม้พร้อมกับพวกเรา แต่ไม่รู้วันนี้นึกอย่างไรก็เลยประจวบเหมาะไปเจอเข้าพอดี อ้อ จริงสิ ได้ยินว่าศิษย์หญิงของสำนักศึกษาสตรีคนนั้นเป็สหายร่วมชั้นกับพี่หรงเยว่ด้วยขอรับ"
"ผู้ใด" เอ่ยถึงเื่นี้ ไท่ไท่รองก็ยิ่งโมโห แม้ว่าจะยังไม่ได้แลกชะตาแปดอักษร นางก็รู้สึกว่าคนผู้นี้เป็ตัวเลือกบุตรเขยอันดับหนึ่ง แต่อยู่ๆ กลับมาเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น
"นางชื่ออะไร"
ฉีอัน "หร่วนหลี ดูเหมือนจะชื่อหร่วนหลีขอรับ"
เฉียวเยว่หันไปมองฉีอันทันควัน
"ฮึ เื่นี้ข้าต้องไปสอบถามให้รู้เื่" ไท่ไท่รองร้อนใจอย่างมาก ขณะกำลังจะลุกขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ "เื่ไม่เกี่ยวกับพวกเรา จะคิดมากไปทำไม บางเื่รู้เร็วหน่อยก็ใช่ว่าจะไม่ดี ไม่แน่ว่ามารดาของผู้อื่นอาจรู้มานานแล้วว่าบุตรชายของตนเองไปติดพันสตรีที่ไม่อาจแต่งเข้าจวนอย่างออกหน้าออกตาได้ ถึงคิดจะมาเร่งเร้ากับพวกเรา พบกันแค่ครั้งสองครั้ง ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเราทั้งสิ้น"
ไท่ไท่รองได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้า "ใช่ ใช่ ใช่ สะใภ้เลอะเลือนแล้ว ทางนั้นไม่เกี่ยวข้ออันใดกับพวกเรา"
ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนคนถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน
เมื่อเห็นไท่ไท่รองดูเหมือนจะรีบร้อนกลับไปจัดการเื่นี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็โบกมือ "กลับไปเถอะ"
ไท่ไท่รองรับคำทันที
หลังจากนางไปแล้ว ก็เหลือเพียงเฉียวเยว่กับฉีอันสองพี่น้อง
ฮูหยินผู้เฒ่าหันมามองเฉียวเยว่ "เ้ารู้จักแม่นางหร่วนหลีคนนั้นรึ?"
เฉียวเยว่กลับไม่ปิดบัง เล่าเหตุการณ์ที่นางพบเจอสองครั้งสองคราให้ฟังอย่างสงบนิ่ง หลังจากนั้นก็กล่าวว่า "นับว่ารู้จัก แต่สำหรับข้าแล้วก็เหมือนไม่รู้จัก เพราะการรู้จักใครสักคนต้องเข้าใจคนผู้นั้นพอสมควร"
ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยรอยยิ้ม "ตามสิ่งที่เ้าเล่ามา สหายร่วมชั้นของเ้าผู้นั้นดูเหมือนจะได้รับผลกระทบมาจากนางอยู่เหมือนกัน"
เฉียวเยว่ประสานมือ "ก็พูดยากเ้าค่ะ ข้าไม่มีหลักฐานใดๆ"
พูดมาถึงตรงนี้ เฉียวเยว่ก็ยิ้มตาหยี "ท่านย่า พวกเราอย่าคุยถึงพวกเขาเลยเ้าค่ะ ตอนนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เอาไว้ดูเหตุการณ์พรุ่งนี้แล้วค่อยว่ากันดีกว่า"
เป็ไปตามคาด ขณะที่พวกเขาคุยกันภายในครอบครัว บ้านอื่นก็กำลังถกเื่นี้อยู่เหมือนกัน เฉียวเยว่ต้องมาเช้ากว่าปรกติครึ่งชั่วยามเพื่อมาทำความสะอาด แต่วันนี้ทุกคนต่างมากันแต่เช้า เพื่อมารวมตัวกันซุบซิบนินทา
ในบรรดาเพื่อนพ้องทั้งหมด เฉียวเยว่หาใช่คนที่อยากรู้อยากเห็นมากนัก แท้จริงแล้วใช่ว่านางไม่อยากสอดรู้สอดเห็น แต่ในใจมีการคาดคะเนไว้แล้ว นางนึกเชื่อมโยงเื่เมื่อวานที่อวี้อ๋องมารับนางกับถ้อยคำของเขาตอนนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับหรงจ้าน
เพียงแต่ยังปะติดปะต่อเหตุต้นกับผลลัพธ์ของเื่นี้ได้ไม่ชัดเท่านั้น
"เฉียวเยว่"
"โม่หลันมาช่วยนางทำความสะอาด พลางเอ่ยว่า "เ้ารู้หรือยัง ญาติผู้พี่ของฉินอิ๋งเกิดเื่แล้ว"
เฉียวเยว่พยักหน้า ตอนนี้ยังมีคนไม่รู้อีกหรือ เขารู้กันไปทั่วหมดแล้ว
นางเอ่ยเสียงเบา "ฉินอิ๋งมาหรือยัง?"
โม่หลันส่ายหน้า "ยังเลย เมื่อครู่ข้าได้ยินฟางเมี่ยวหลิงบอกว่าวันนี้ฉินอิ๋งลาหนึ่งวัน เื่อื้อฉาวขนาดนั้น ไม่รู้ว่าในบ้านของพวกเขาจะเกิดฝนเืคาวพายุอะไรบ้าง ข้าอุตส่าห์นับถือญาติผู้พี่ของนาง ผลลัพธ์กลับเป็เช่นนี้"
โม่หลันมองไปรอบๆ ก่อนเข้ามากระซิบกับเฉียวเยว่ "ผู้อื่นเล่ากันว่าพวกเขาถูกจับได้ตอนกำลังจูงมือกันอยู่ จึงไร้หนทางจะอธิบายเพื่อแก้ต่าง"
เฉียวเยว่ตอบอ้อ นึกดูแล้วก็ถามว่า "แล้วโจวเนี่ยนผู้นั้นว่าอย่างไรบ้าง"
"เื่นี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เฉียวเยว่ตั้งหน้าตั้งตากวาดต่อไป "มีจุดหนึ่งข้าไม่เข้าใจนัก เ้าคิดว่าหากเื่นี้เป็ความจริง จะถูกจัดการอย่างไร?"
โม่หลันตอบทันควัน "นี่เป็เื่ร้ายแรง ต้องถูกไล่ออกแน่นอน แท้จริงแล้วเื่นี้ก็ต้องโทษตัวพวกเขาเองด้วย ต่างก็เป็หนุ่มเป็สาวกันแล้ว กฎระเบียบมีกำหนดไว้อย่างชัดเจนแต่ก็มิได้เคร่งครัดขนาดนั้น ตามหลักแล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่พวกเขาสองคนรนหาที่ตายไปลักลอบพบกันหลังเขา ซ้ำยังจูงมือกันอีกด้วย เ้าว่าโชคร้ายหรือไม่ หากคุยกันธรรมดาในสวน อย่างมากทุกคนก็แค่เพียงหัวเราะหยอกเย้ากันเล็กน้อย ใครจะไปสนใจพวกเขากัน แต่นี่อยู่ดีๆ ก็ไปพบกันหลังเขา นั่นก็พูดยากแล้วว่าไปแอบทำอะไรกัน"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง"
ยิ่งพูดมาแบบนี้ เฉียวเยว่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเื่นี้มีสายสนกลใน พวกเขาใช่ว่าไม่เข้าใจเหตุผล แต่รู้แล้วก็ยังจะดันทุรังเช่นนี้อยู่ หากไม่โง่แล้วจะเรียกว่าอะไร เฉียวเยว่ส่ายหน้า อย่าไปคลางแคลงพี่จ้านส่งเดชจะดีกว่า
วันนี้ทุกคนต่างกระตือรือร้นเป็พิเศษ แต่ไม่มีใครกล้าคุยกันมากนัก ด้วยเกรงว่าอาจารย์กู้จะไม่พอใจหันมาหาเื่ทรมานพวกนาง
ถึงเวลาเลิกเรียนเฉียวเยว่ถือเหอเปาใบน้อยของตนเองไปซื้อขนมร้านที่คุ้นเคยกัน พอเข้าไปในร้านก็เห็นหรงจ้านนั่งอยู่ในห้องโถง นางหัวเราะพรืดออกมา "พี่จ้านไม่กินของข้างนอกเสียหน่อย เหตุใดมาอยู่ที่นี่เล่า?"
นางเปิดโปงเขาโดยตรง
หรงร้านจิบชาอย่างเอ้อระเหย "เ้าสนใจเื่ซื้อของของตนเองไปเถอะ ไม่จำเป็ต้องคิดอะไรมากมาย ข้าจะซื้อไปให้ผู้อื่นกินบ้างมิได้หรือไร?"
เฉียวเยว่แยกเขี้ยวทำหน้าผีหลอก หลังจากนั้นก็หันไปเลือกขนมสองสามอย่างตามความเคยชิน ในร้านไม่มีคนอื่น เพราะไม่ใช่เวลาที่มีลูกค้าเข้าเยอะ
เฉียวเยว่มายืนอยู่ด้านข้างหรงจ้าน พลางใช้ปลายนิ้วเท้าวาดวงกลมที่พื้น "ท่านพี่จ้าน ท่านได้ยิน... เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้วหรือยังเ้าคะ"
หรงจ้านมองนางนิ่งๆ แต่ไม่แสดงสีหน้าอันใด หลังจากนั้นพักใหญ่เขาถึงเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา "แล้วอย่างไรเล่า?"
เฉียวเยว่เงยหน้าขึ้น "เอ๋?"
"ก็ดีแล้วมิใช่หรือ?" หรงจ้านวางเฉย
ก่อนจะลุกขึ้นออกจากประตูไป ขณะเดินมาถึงข้างตัวนาง ก็ทิ้งถ้อยคำเบาๆ ประโยคหนึ่งไว้ "แม่หนูน้อย เ้าจะปกป้องใคร ก็ไม่จำเป็ต้องปกป้องนาง"
"ขอบคุณเ้าค่ะ" เฉียวเยว่ตอบเสียงดังทันควัน
หรงจ้านหัวเราหึๆ "ไม่ต้องเกรงใจ ตีสุนัขต้องดูเ้าของ"
เฉียวเยว่ "..."
