“อา...” หญิงสาวตัวสั่นสะท้าน เสียสมดุลไปชั่วขณะ ทั้งตัวล้มลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง เมื่อเห็นว่าบุคคลผู้นั้นเป็ใคร นางจึงรีบคุกเข่าลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว “ฝ่าา...บ่าวคารวะฝ่าาเพคะ บ่าวมิทราบว่าฝ่าาเสด็จมา...บ่าวสมควรตาย...”
หญิงสาวตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก
ฮ่องเต้หยวนเต๋อขมวดคิ้ว “เ้าอย่ากลัวไปเลย เ้าไม่ผิด เป็เจิ้นที่รบกวนทำให้เ้าใ เ้าลุกขึ้นเถิด มิจำเป็ต้องมากพิธี”
“ฝ่า...ฝ่าา...” ร่างกายของหญิงสาวชะงักงันเล็กน้อย ยังคงก้มหน้ามุด ไม่กล้าลุกขึ้นยืน “บ่าวมิกล้าเพคะ”
“นี่เป็คำสั่งของเจิ้น” ฮ่องเต้หยวนเต๋อขึ้นเสียงเล็กน้อย จิตใจของหญิงสาวพลันสั่นเทิ้ม นางไม่กล้าขัดต่อเจตนารมณ์ของฮ่องเต้หยวนเต๋อ จึงรีบลุกขึ้นทันที ท่าทีหวาดกลัวตื่นตระหนกเช่นนั้น ทำให้ในใจของผู้คนรู้สึกสงสาร ยามที่ฮ่องเต้หยวนเต๋อมองดู เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มสรวลอย่างเบิกบาน “หากรู้ว่าการปรากฏตัวของเจิ้นจะทำให้คนกลัวเช่นนี้ เมื่อครู่นี้เจิ้นคงจะไม่เอ่ยออกไป ทำให้เทพธิดาต้องตื่นตระหนกใ”
“เทพธิดา?” หญิงสาวกล่าวพึมพำ จากนั้นส่ายหัวอย่างรวดเร็ว “บ่าว...บ่าวมิใช่เทพธิดานะเพคะ”
“ทว่าเห็นได้ชัดว่า สตรีที่ร่ายระบำผู้นั้นที่เจิ้นเห็นเมื่อครู่นี้ดุจดั่งเทพธิดามาเยือนผืนดิน” ฮ่องเต้หยวนเต๋อมองดูหญิงสาวตรงหน้า เห็นเพียงศีรษะของหญิงสาว ในใจจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย “เงยหน้าขึ้น ให้เจิ้นมองเ้า เทพธิดาที่ซักถามดอกโบตั๋นอย่างทรมานว่ามีดวงิญญาหรือไม่นั้น แท้จริงแล้วมีท่าทีเช่นไร”
หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก ใบหน้าเก้อเขินกลืนไม่เข้าคายไม่ออกพลางกัดริมฝีปาก ในที่สุดนางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น คิ้วของฮ่องเต้หยวนเต๋อขมวดมุ่นทันที การขมวดคิ้วเช่นนั้นอยู่ในสายตาของหญิงสาว นางคิดว่าตนเองลบหลู่ฮ่องเต้หยวนเต๋อ จึง้าจะคุกเข่า ทว่าฮ่องเต้หยวนเต๋อกลับยื่นมือไปขวางนางที่กำลังคุกเข่าลงเสียก่อน
“เป็เ้า?”
หญิงสาวตรงหน้ามิใช่นางระบำที่เข้ามาปกป้องเขาจากคานที่ตกลงมาในงานเลี้ยงฉีเฉี่ยวเมื่อวันนั้นหรอกหรือ?
“เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่? มิใช่ว่าเจิ้นสั่งให้หมอหลวงเ่าั้ไปรักษาอาการาเ็ของเ้าหรอกหรือ าแของเ้าหายดีแล้ว?” ฮ่องเต้หยวนเต๋อถามอย่างกระตือรือร้น
ฮ่องเต้กัดริมฝีปาก ครุ่นคิดบางอย่าง ใบหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย “แผลของบ่าวหายดีแล้วเพคะ ทว่าหัวหน้านางกำนัลาุโที่ดูแลเื่การระบำและดนตรีกล่าวว่าบ่าวได้รับาเ็ มิเหมาะจะร่ายระบำอีก จึงสั่งให้คนจัดการงานอื่นให้บ่าวทำเพคะ”
“ไม่เหมาะจะร่ายระบำ?” ดวงตาของฮ่องเต้หยวนเต๋อเคร่งขรึม เขาย่อมรู้ถึงความเข้มงวดของการคัดเลือกของหัวหน้าฝ่ายดนตรีอย่างแน่นอน ทว่าสตรีผู้นี้ นางรักการร่ายระบำอย่างชัดเจน
เพื่อช่วยชีวิตเขาในวันนั้นของนาง กลับทำให้สูญเสียความรักในชีวิตไป
“เ้ามีนามว่าอะไร” ฮ่องเต้หยวนเต๋อเอ่ยถาม
หญิงสาวตกตะลึงเล็กน้อย รีบย่อกายโค้งคำนับฮ่องเต้หยวนเต๋ออย่างเร็วรี่ “บ่าว...บ่าวมีนามว่าชิงหร่านเพคะ”
“ชิงหร่าน...” ฮ่องเต้หยวนเต๋อขบเขี้ยวเคี้ยวถ้อยคำสองคำนี้ รอยยิ้มเสี้ยวหนึ่งพลันผุดบนใบหน้า “หลังจากนี้ เ้าจงมาปรนนิบัติรับใช้เจิ้นที่ห้องทรงพระอักษรเถิด”
"เพราะเหตุใดเพคะ?" ชิงหร่านทอดมองฮ่องเต้หยวนเต๋อ ความไร้เดียงสาในดวงตา ทำให้จิตใจของฮ่องเต้หยวนเต๋อราวกับถูกดึงดูดด้วยบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ นานเพียงใดแล้วที่เขาไม่ได้เห็นความไร้เดียงสาเช่นนี้?
“คนที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเจิ้น” ยามที่ฮ่องเต้หยวนเต๋อกล่าว เขาเบนสายตาไปมองดอกโบตั๋นที่บานสะพรั่ง จิตใจของเขาราวกับหวนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในยามนั้นเคยมีคนผู้หนึ่งที่มีดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์เฉกเช่นชิงหร่านผู้นี้เช่นกัน ทว่า...
ครั้นคิดอะไรขึ้นได้ ฮ่องเต้หยวนเต๋อพลันย่นคิ้ว ดอกโบตั๋นท่ามกลางแสงยามราตรี ทำให้งุนงงเล็กน้อย
“พรุ่งนี้เช้า เ้าจงเด็ดดอกโบตั๋นก้านนี้ส่งไปยังตำหนักฉางเล่อ” ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้หยวนเต๋อพลันเอ่ยปาก น้ำเสียงไม่บ่งบอกถึงอารมณ์แต่อย่างใด
“เด็ดหรือเพคะ? การที่ดอกโบตั๋นเบ่งบานบนกิ่ง เป็สิ่งที่งดงามที่สุด เหตุใด...”
ยามที่ชิงหร่านกล่าว นางพลันตระหนักได้ถึงฐานะของตนเอง จึงรีบก้มศีรษะรับคำสั่ง “เพคะ บ่าวน้อมรับคำสั่งเพคะ”
นางเป็นางกำนัล ยามที่เพิ่งเข้าวังมา มีผู้เฒ่าคนหนึ่งสั่งสอนนางว่า ในวังหลวงแห่งนี้ เ้านายคือท้องนภา ฮ่องเต้ที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่นคือท้องนภาที่อยู่เหนือท้องนภา วังหลังเป็สถานที่ลำบาก ประหนึ่งกำลังเหยียบอยู่แผ่นน้ำแข็งบางๆ หากพลาดอาจถึงแก่ชีวิต คำสั่งของเ้านาย ไม่มีคำว่าทำไม
“ความไร้เดียงสาของเ้า...จะรักษาไว้ได้นานสักเท่าใด?” ฮ่องเต้หยวนเต๋อพึมพำ พลางจ้องมองสตรีด้านข้าง
“ฝ่าา พระองค์...ทรงหมายความอย่างไรเพคะ?” ชิงหร่านมองเขา ดวงตามเต็มไปด้วยความงุนงง
สตรีตรงหน้าดูทับซ้อนกับเงาร่างของคนผู้หนึ่งในความทรงจำของเขา ฮ่องเต้หยวนเต๋อเหม่อลอยเล็กน้อย ทว่าเพียงครู่เดียว ดวงตาเฉลียวฉลาดคู่นั้นกลับมาแจ่มชัดกระจ่างอีกครา เขาไม่ได้ตอบกลับถ้อยคำของชิงหร่าน จากนั้นจึงเดินจากไปโดยไม่กล่าวอะไร
ชิงหร่านจ้องมองแผ่นหลังของเขาที่เดินออกไปไกล นางนั่งยองๆ ลงข้างดอกโบตั๋น พลางทอดถอนหายใจ “โบตั๋นสองคีรีเอ๋ย โบตั๋นสองคีรี เ้ากับข้าเพิ่งพบกันได้ไม่กี่วัน พรุ่งนี้เ้าต้องถูกเด็ดยอดกิ่งก้านนี้ออก เ้าที่ต้องลาจากยอดกิ่งก้าน ยังจะสามารถบานสะพรั่งเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ หรือจะเหี่ยวเฉาในไม่กี่วัน ทว่าตำหนักฉางเล่อ...ที่นั่นมิใช่ที่ประทับของฉางไทเฮาหรอกหรือ? นางชมชอบเ้าหรือ? หากชอบ เหตุใดจึงทำให้เ้าตายอย่างรวดเร็ว? ชิงหร่านไม่เข้าใจ... คืนนี้ชิงหร่านจะอยู่เป็เพื่อนเ้าตลอดเวลาเลยดีหรือไม่?”
เสียงของหญิงสาวยังคงลอยเข้าหูของฮ่องเต้หยวนเต๋ออย่างไม่ขาดสาย ร่างสูงตระหง่านพลันชะงักไปเล็กน้อย ยากจะสังเกตเห็น...
ณ เรือนพำนัก
เวลาล่วงเลยไปค่อนคืน ภายในห้อง จ้าวอี้ยังคงแช่ตัวอยู่ในน้ำ อาจเพราะฤทธิ์ยา ่เวลาหนึ่งก้านธูปแรกเป็่ที่ทรมานเหลือทน ทว่าต่อมา จ้าวอี้แช่ตัวอยู่ในน้ำกลับค่อยๆ ผล็อยหลับไป โดยที่ใบหน้ายังคงแดงก่ำ ประสิทธิภาพของดอกเทียนเซียงในร่างกายยังคงไม่จางหาย
หลังจากเปลี่ยนน้ำร้อนไปแล้วอย่างต่อเนื่อง เหนียนยวี่รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย ทว่าอวี่เหวินหรูเยียนยังคงอยู่เฝ้าสังเกตอยู่ในห้อง คอยจับตาดูอุณหภูมิของน้ำในถังไม้อย่างจดจ่อ
เหนียนยวี่ออกมาจากห้อง ในหัวของนางมิอาจสลัดเหตุการณ์ลอบสังหารที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ออก ภาพที่ฉางไทเฮากำกริช มืออาบไปด้วยเื ภาพที่นักฆ่าหญิงสิ้นลมในโถงรับรอง ฉากแล้วฉากเล่าผุดเข้ามาในหัวนาง
มิรู้เพราะเหตุใด นางมักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่นางไม่เข้าใจ
สตรีผู้นั้น...คือทายาทของเหลียงฮว่านจริงหรือ?
ทว่าเหตุใด ครั้งที่แล้วในการลอบสังหาร ถึงแม้จะล้มเหลวแต่กลับปกปิดได้อย่างดี? ทว่าครานี้ ฝ่าาส่งราชองครักษ์และทหารรักษาการณ์มามากมายเพียงนี้ นางกลับกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง?
“เหนียนยวี่”
“ท่านแม่ทัพหลวง?” เหนียนยวี่เอ่ยเรียก นางจ้องมองเขาที่กำลังเดินเข้ามาหาตัวเอง “ท่านมาหาข้าหรือ?”
“อืม” ฉู่ชิงตอบ บุรุษที่มาถึงตรงหน้าเหนียนยวี่ ยื่นแขนยาวออกมา เหนียนยวี่ยังไม่ทันมีท่าทีตอบสนอง ชายหนุ่มเข้ามาโอบเอวนาง พาะโขึ้นไป เพียงพริบตา คนสองคนมายืนอยู่บนหลังคาเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองยืนบนหลังคา สายตาทอดมองทิวทัศน์กว้างไกล ค่ำคืนนี้เป็ทัศนียภาพที่ต่างออกไปอีกครา
“เ้าไม่ตื่นตัวระแวดระวังเหมือนเมื่อก่อน” ข้างกาย เสียงของบุรุษเอ่ยกระซิบ แฝงนัยขำขันเล็กน้อย