ตอนที่ 22
อุโมงค์สยองขวัญ (2)
“สาวน้อย ฉันจะลงรถแล้วนะ”
ฉู่ฉือลุกขึ้นยืน เขาเดินอย่างสง่างามไปที่ประตูทางลง บรรดาผีสางรอบๆ ต่างถดตัวหนีไปรวมกันเป็ก้อนด้วยความหวาดกลัวที่จะััถูกตัวตนที่น่าสยดสยองผู้นี้
“ที่หมอฉู่บอกว่าจะมาเอาของ คือที่นี่เหรอคะ?” จู่ๆ ชิงหลี่ก็เกิดความสนใจขึ้นมา
ฉู่ฉือยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยเรียบๆ: “ที่นี่มีศพเยอะดี เหมาะสำหรับเอาไปทำวัตถุดิบในการทดลองของฉันน่ะ”
พอได้ยินแบบนั้น ชิงหลี่ก็ใช้นิ้วลูบพวงมาลัยไปมา ถ้าเธอปล่อยให้ฉู่ฉือไปแล้วขับรถต่อคนเดียว ข้างหน้าอาจจะมีปัญหาที่คาดไม่ถึงรออยู่ก็ได้ สู้ลงไปสำรวจพร้อมกับฉู่ฉือเลยดีกว่า ว่าในอุโมงค์นี้มันซ่อนตัวอะไรไว้กันแน่?
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ชิงหลี่ก็ยิ้มหวาน: “ในเมื่อหมอฉู่ทำเพื่อโรงพยาบาลของเรา มีหรอที่เ้าของโรงพยาบาลอย่างฉันจะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้?”
เธอเหยียบเบรกและจอดรถบัสลงทันที
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วอุโมงค์ ฉู่ฉือไม่ได้ปฏิเสธ เขาโยนไฟฉายให้ชิงหลี่กระบอกหนึ่งก่อนจะเดินลงรถไปเป็คนแรก ชิงหลี่เดินตามหลังเขาไป แต่ก่อนลงรถ เธอไม่ลืมที่จะแปะยันต์ไว้ที่รถเพื่อกันไม่ให้ "สิ่งของ" ข้างนอกเข้าไปข้างใน แม้เพื่อนร่วมทีมทั้งสามจะช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะดูดายต่อชีวิตคนอื่น
แน่นอนว่าถ้าพวกเขาฟื้นขึ้นมาแล้วลงจากรถเอง หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องแล้วแต่โชคชะตาของพวกเขาแล้วล่ะ
เมื่อะโลงจากรถ กลิ่นอับชื้นและเหม็นเน่าในอุโมงค์ก็รุนแรงขึ้น แสงไฟฉายกวาดไปตามพื้น ถนนลาดยางเก่าๆ มีแมลงตัวเล็กๆ วิ่งพล่านไปมาแล้วมุดหนีเข้าตามรอยแตกของถนนหายวับไปกับตา
“กร๊อบ! ——”
เสียงของแข็งหักดังสนั่นสะท้อนก้องในอุโมงค์ที่มืดสลัว
ชิงหลี่ฉายไฟไปดู พบว่าตัวเองเหยียบลงบน "กระดูก" ที่โชกไปด้วยเืชิ้นหนึ่ง บนกระดูกยังมีเศษเนื้อติดอยู่ เมื่อกดไฟฉายเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามีรอยฟันซี่เล็กๆ นับไม่ถ้วนรุมแทะ จากขนาดของมัน คาดว่าเป็กระดูกต้นขาของผู้ชายวัยทำงาน และดูจากสภาพการเน่าของเศษเนื้อ เวลาตายน่าจะประมาณสองวันก่อน
ชิงหลี่เดินต่อไปเรื่อยๆ และพบทั้งกระดูกมือ กระดูกซี่โครง และสุดท้ายคือ "หัวมนุษย์" ที่เนื้อตัวเละเทะ ภายในหัวมีหนอนจำนวนมหาศาลไชไปมาเพื่อกัดกินหยาดเนื้อ
[ ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ นะ! ] มีคอมเมนต์หนึ่งในไลฟ์สะดุดตาชิงหลี่เข้า
[ ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็ผู้เล่นในไลฟ์เหมือนกัน ถึงหน้าจะโดนหนอนแทะจนเละแต่ยังพอจำเค้าหน้าได้ ฉันจำได้ว่าเขาชื่อ หวงจวิ้น ลำดับที่ 18 ]
[ เชี่ยยย ผู้เล่นลำดับ 18 ตายอนาถขนาดนี้ ยัยหนูบ้านนอกระวังตัวด้วยนะ]
[ หวงจวิ้นคนนั้นหายสาบสูญไปั้แ่ภารกิจที่แล้ว ผู้ชมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนได้ศพมาอยู่ที่นี่เอง ]
“ระวังหน่อย แมลงบางตัวที่นี่มีพิษ”
ฉู่ฉือเห็นชิงหลี่จ้องหัวมนุษย์อยู่นาน เขาจึงเดินเข้ามาแล้วหยิบแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ ที่ไต่บนเสื้อของชิงหลี่ขึ้นมา เขาออกแรงบีบเบาๆ แมลงตัวนั้นก็ตายคาที่ ละอองปีกของมันเปื้อนนิ้วมือขาวซีดของเขา ฉู่ฉือหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดอย่างพิถีพิถันก่อนจะโยนผ้าทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี
ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดหล่นลงบนถนนที่เต็มไปด้วยคราบเื ฉู่ฉือเหยียบผ่านมันไปแล้วเดินต่อ
ชิงหลี่มองหัวที่เน่าเฟะนั่นอีกครั้ง ยักไหล่ แล้วเดินตามหลังฉู่ฉือไป
“ฟุ่บ! ——”
เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชิงหลี่กระชับไฟฉายส่องตามไปแต่กลับไม่พบอะไร บรรยากาศพิลึกและความมืดมิดมักจะเพาะพันธุ์ความกลัวได้ง่ายที่สุด
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์เรื่อยๆ กระดูกบนพื้นก็หนาตาขึ้น มีทั้งกระดูกมนุษย์และกระดูกสัตว์ป่า
“ชู่ว...”
ฉู่ฉือหยุดเดินกะทันหัน เขาใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก แววตาเรียวยาวฉายแววสนใจบางอย่างที่คาดไม่ถึง ชิงหลี่ยืนอยู่ข้างๆ เขา เธอได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อจางๆ จากตัวเขา ซึ่งมันหอมกว่ากลิ่นเหม็นคาวในอุโมงค์นี้เยอะเลย
แสงไฟฉายส่องไปที่ผนังด้านหนึ่งของอุโมงค์ พบว่าเป็โพรงกว้างประมาณสองเมตร รอบๆ มีเศษหินกระจัดกระจาย ชิงหลี่บีบจมูกด้วยความรังเกียจ เพราะกลิ่นที่พุ่งออกมาจากโพรงนั้นมันรุนแรงมาก เหมือนมีศพไปหมักหมมเน่าเฟะอยู่ในส้วมซึม เป็อาวุธชีวภาพที่เกิดจากการรวมพลังกันของกลิ่นเน่าและกลิ่นเหม็น
เธอขยับเข้าไปใกล้ฉู่ฉือโดยไม่รู้ตัว อาศัยกลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเขาช่วยบรรเทาอาการพะอืดพะอม สีหน้าถึงได้ดูดีขึ้นมาหน่อย
เมื่อเห็นฉู่ฉือไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน ชิงหลี่จึงอดถามไม่ได้: “หมอฉู่คะ กลิ่นเหม็นขนาดนี้คุณไม่รังเกียจบ้างเหรอ?”
ฉู่ฉือยิ้มบางๆ: “ฉันตัดเส้นประสาทรับกลิ่นทิ้งไปล่วงหน้าแล้วล่ะ ตอนนี้เลยไม่ได้กลิ่นอะไรเลย”
ชิงหลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง (พร้อมผมชี้โด่เด่บนหัว) คาดไม่ถึงเลยว่าฉู่ฉือจะโหดขนาดตัดเส้นประสาทรับกลิ่นของตัวเองทิ้ง นี่มันการ "เปิดโปร" ให้ตัวเองชัดๆ
“ถ้าเธอรู้สึกว่ากลิ่นมันเหม็นเกินไป ฉันช่วยตัดเส้นประสาทรับกลิ่นให้เอาไหม?” จู่ๆ ในมืออีกข้างของฉู่ฉือก็มีมืดผ่าตัดโผล่ออกมา ใบมีดคมกริบวาววับล้อแสงไฟ
เขารู้ดีว่าชิงหลี่มีนิสัยยังไง จึงรีบเสริมว่า: “ฟรีนะ”
ชิงหลี่กลอกตามองบนทันที นี่เธอเป็คนเห็นแก่ของฟรีจนยอมโดนชำแหละทุกอย่างเลยหรือไง?
“หมอฉู่ ฉันว่าคุณมีความเข้าใจผิดในเื่จริยธรรมของฉันอย่างรุนแรงเลยนะคะ” ชิงหลี่เอ่ยอย่างไม่พอใจ
[ ช็อก! ยัยหนูบ้านนอกมีสิ่งที่เรียกว่า ‘จริยธรรม’ ด้วยเหรอ? ]
[ เข้าใจผิดตรงไหน? ยัยหนูไม่ใช่พวกเห็นแก่เงินหรอกเหรอ? ]
[ เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว หมอฉู่ไม่ควรบอกว่าฟรี แต่ควรบอกว่า ‘ทำเสร็จแล้วจะแถมเงินให้สิบล้าน’ นั่นแหละถึงจะเป็ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยัยหนู ]
[ เมนต์บนพูดจี้ใจดำสุดๆ ]
[ เป็ที่รู้กันดีว่ายัยหนูไม่ใช่คน เพราะงั้นไม่มีจริยธรรมของมนุษย์หรอก]
คอมเมนต์ในไลฟ์กำลังคุยกันอย่างคึกคัก ทันใดนั้นหน้าจอเฟรมภาพก็กระตุกสั่น แสงไฟฉายในมือชิงหลี่เริ่มติดๆ ดับๆ เหมือนมีปัญหา
“ฟุ่บ! ——”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกแล้ว! มวลอากาศที่เคยหยุดนิ่งในอุโมงค์ถูกขยับเขยื้อน ชิงหลี่ััได้ถึงความเร็วลมที่เปลี่ยนไป เธอไม่ลังเลเลยที่จะสะบัดยันต์จำนวนมากออกไปทันที
ยันต์ลุกไหม้เป็เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ขับไล่ความมืดมิดรอบตัว และนั่นทำให้ผู้ชมในไลฟ์ได้เห็นความจริงที่น่าขนลุก——
บนเพดานอุโมงค์ มีมนุษย์จำนวนมหาศาลแขวนเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น ดวงตาสีแดงฉานของพวกมันสะท้อนกับแสงไฟ ทั้งหมดกำลังจ้องเขม็งมาที่ชิงหลี่และฉู่ฉือเป็จุดเดียว
เมื่อเห็นว่าศัตรูมีมากกว่าหลายเท่า ชิงหลี่ก็ค่อยๆ ถอยหลังมาหนึ่งก้าว ยืนหลบอยู่ข้างหลังฉู่ฉือ
“หมอฉู่ ไหนคุณบอกจะมา ‘เอาของ’ ไงคะ? ลุยเลยค่ะ ฉันจะคอยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างหลังเอง” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม ทำหน้าซื่อตาใสใส่ฉู่ฉือ
ฉู่ฉือยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน แล้วเอ่ยเนิบๆ: “คุณเ้าของชิงหลี่ไม่ได้บอกเหรอครับ ว่าผมทำเพื่อโรงพยาบาล แล้วในฐานะเ้าของ คุณจะนั่งดูอยู่เฉยๆ ได้ยังไง?”
“ฉันไม่ได้นั่งดูอยู่เฉยๆ สักหน่อยค่ะ เพราะตอนนี้... ฉัน ‘ยืน’ ดูอยู่ไงคะ” ชิงหลี่ยิ้มแฉ่งตอบกลับ
ฉู่ฉือ: “……”
[ โบราณว่าไว้ คนต้องมีหน้า ต้นไม้ต้องมีเปลือก แต่ถ้า ‘ไร้หนังหน้า’ เมื่อไหร่ ก็ไร้เทียมทานทั่วหล้า ]
[ เมื่อก่อนคิดว่ายัยหนูแค่หน้าด้าน ตอนนี้รู้แล้วว่าน้องเขา ‘ไม่มีหน้า’ เลยต่างหาก ]
[ ผู้จะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง เื่ไม่มีหน้าจะเป็ไรไป? ]
[ ‘นั่งดูอยู่เฉยๆ’ มันไม่ดีค่ะ เพราะงั้นฉันเลือกที่จะ ‘ยืนดู’ แทน]
