บทที่ 1 การตื่นจากความตาย
กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นสนิมคาวคลุ้งของเื
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็จังหวะเชื่องช้า
ติ๊ด...
ติ๊ด...
เหมือนเสียงนับถอยหลังสู่ความตายที่น่าเบื่อหน่าย
ความเ็ปแล่นปราดไปทั่วแขนซ้าย ร้าวลึกเข้าไปถึงกระดูก มันคือความเ็ปที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน ความรู้สึกเหมือนิญญากำลังถูกสูบออกไปพร้อมกับของเหลวสีแดงข้นในร่างกาย
เปลือกตาบางหนักอึ้งค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้น แสงไฟนีออนสีขาวโพลนบนเพดานสาดลงมาจนแสบตา หญิงสาวบนเตียงพยายามปรับโฟกัสสายตา ภาพที่เห็นไม่ใช่เพดานหินของตำหนักเทพพยากรณ์ในดินแดนเซียน และไม่ใช่ลานปะาที่เธอถูกศิษย์รักหักหลัง
แต่มันคือเพดานสีขาวของโรงพยาบาลเอกชนสุดหรูใจกลางเมือง
"ตื่นแล้วเหรอ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความรำคาญดังขึ้นข้างตัว
เธอหันไปมองช้า ๆ เห็นชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นกรอบทองกำลังจดบันทึกบางอย่างลงในชาร์ตโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ
หมอเหวยหลัน... ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล และเ้าของไข้ประจำตัวของ 'คุณหนูรอง' แห่งตระกูลหลี่
"ถ้าตื่นแล้วก็นอนนิ่ง ๆ อย่าเพิ่งสำออยเรียกร้องความสนใจ" เหวยหลันพูดเรียบ ๆ ขณะเอื้อมมือมาปรับวาล์วถุงเืข้างเตียงให้ไหลเร็วขึ้น "จิ้งเหยาอาการยังไม่คงที่ เืแค่นี้ยังไม่พอหรอก"
จิ้งเหยา...
ชื่อนี้กระตุกความทรงจำที่ถูกฝังลึกให้ตื่นขึ้น
ใช่... ร่างนี้คือ หลี่เสวี่ยหาน ลูกสาวบุญธรรมที่ตระกูลหลี่เก็บมาเลี้ยง ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะเธอมีกรุ๊ปเืหายากที่เข้ากันได้พอดีกับ หลี่จิ้งเหยา ลูกสาวแท้ ๆ ที่ป่วยเป็โรคเื
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ลูก... แต่เป็เพียง 'คลังเืเคลื่อนที่' ที่มีลมหายใจ
ความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั่วแขนซ้าย ไม่ใช่แค่ความเจ็บทางกาย แต่มันคือ กุญแจ ที่ไขประตูความทรงจำอันมหาศาลให้ทะลักเข้ามา
หลี่เสวี่ยหาน... ใช่ นั่นคือชื่อของเธอในชาตินี้ เด็กกำพร้าที่ถูกตระกูลหลี่เก็บมาเลี้ยงดูประดุจสัตว์เลี้ยงราคาแพง เพียงเพราะเธอมีกรุ๊ปเืหายากที่เข้ากันได้กับลูกสาวคนโปรดของพวกมัน
ภาพความทรงจำเมื่อครู่ฉายชัด... ร่างกายที่ผ่ายผอมจากการถูกสูบเืครั้งแล้วครั้งเล่า อาการช็อกเพราะเสียเืมากจนหัวใจหยุดเต้น วินาทีที่สติสัมปชัญญะของเด็กสาววัยยี่สิบปีดับวูบลง ิญญาของเธอหลุดลอยออกจากร่าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว เคว้งคว้างสู่ความว่างเปล่า...
แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ
มันเป็เพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานถึงหนึ่งพันปี
ิญญาดวงนั้นไม่ได้แตกสลาย แต่กลับข้ามผ่านห้วงมิติไปสู่ 'โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร'
ที่นั่น... เธอไม่ใช่เด็กสาวขี้โรคที่นอนรอความตาย แต่เธอคือ หลิงเว่ย ผู้ไต่เต้าจากศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย ฝ่าฟันคมดาบและกองเื บำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นเซียน กลายเป็เทพพยากรณ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินที่ทั่วทั้งสามภพต้องก้มหัวให้
หนึ่งพันปีที่นั่น เธอเคยมีอำนาจล้นฟ้า เคยมีลูกศิษย์ที่รักดั่งดวงใจ และเคยเชื่อมั่นในความรัก...
ความทรงจำจากโลกบำเพ็ญเพียรหลั่งไหลเข้ามา การเป็ เทพพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้อนาคต ผู้ที่ใครต่างยกย่องว่าดวงตาคู่นี้มองเห็นทุกสรรพสิ่ง
และในชาติภพนั้น นางรู้ล่วงหน้าถึงวาระสุดท้ายของตนเอง คำทำนายหงส์สาปีกหักร่วงหล่นกลางเพลิง ปรากฏชัดในนิมิตมานับร้อยปี นางเตรียมการรับมือศัตรูทั่วแปดทิศ กางค่ายกลป้องกันจอมมารจากสิบมิติ ระวังภัยจากสำนักคู่อริทุกฝีก้าว
นางมั่นใจว่านางจะชนะ นางมั่นใจว่านางจะฝืนลิขิต์ได้
แต่สิ่งที่ เนตรหงส์ ไม่เคยทำนายออกมาให้เห็น สิ่งเดียวที่ถูกซ่อนอยู่ในจุดบอดของโชคชะตา คือใบหน้าของคนที่ถือมีดเล่มนั้น
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากม่านแห่งกาลเวลาออก ภาพในอดีตที่ฝังลึกในจิติญญาพลันฉายชัดขึ้นมาอย่างโหดร้าย... ชัดเจนเสียจนนางรู้สึกถึงความเย็นเยียบของโลหะที่เสียบทะลุแผ่นอกซ้ายได้อีกครั้ง
ความเ็ปที่แล่นพล่านในวินาทีนั้น ไม่ได้เกิดจากพิษร้ายของกองทัพมารที่รุมล้อม แต่เกิดจาก 'กระบี่เซียน' เล่มงามที่งดงามที่สุด... เล่มที่นางทุ่มเททั้งเืเนื้อและิญญาหลอมมันขึ้นมากับมือเพื่อให้เป็ของขวัญแก่คนที่นางรักที่สุด
ยิ่งกว่าคมมีดที่ตัดขั้วหัวใจ คือความคุ้นเคยที่แสนทรมานของปราณกระบี่สายนั้น... มันคือปราณบริสุทธิ์ที่นางเป็ผู้ถ่ายทอด อบรมบ่มเพาะ และมอบให้เขาด้วยความรักทั้งหมดที่มี ปราณที่ควรจะปกป้องนาง บัดนี้กลับกลายเป็เขี้ยวพิษที่ย้อนกลับมาแว้งกัดเข้าที่จุดตายอย่างเืเย็นที่สุด
ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง... ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เพราะความหวาดกลัวต่อความจริงที่กำลังจะเผชิญ
นางฝืนบังคับลำคอที่แข็งเกร็งให้หันกลับไปมองเ้าของมือที่กุมด้ามกระบี่อย่างเชื่องช้า... เชื่องช้าราวกับ้ายื้อเวลาที่จะมีลมหายใจอยู่ให้นานที่สุด เพื่อหลอกตัวเองอีกเพียงเสี้ยววินาที
ในห้วงความคิดที่กำลังแตกสลาย นางกรีดร้องอ้อนวอนต่อ์เบื้องบนที่นางรับใช้มานับพันปีด้วยจิติญญาที่แหลกเหลว...
ได้โปรดเถิด... ขอให้เป็ภาพลวงตาของศัตรู ขอให้เป็ปีศาจจิตมารที่เข้าสิงร่างศิษย์รักของข้า... ขอให้เป็ใครก็ได้ในสามภพนี้ ขอให้….ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เขาคนนั้น ได้โปรดเถิด…์
แต่์ช่างโหดร้ายและไร้ความเมตตาต่อผู้ที่ภักดีเสมอมา...
ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้านั้น โลกทั้งใบของนางก็พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี... ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรวดร้าวที่เหมือนถูกกระชากิญญาออกจากร่างทั้งเป็
เบื้องหน้านาง คือใบหน้าที่งดงามราวกับเทพบุตรที่นางเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดชีวิต... ดวงตาคู่ที่เคยจ้องมองนางด้วยความเคารพรักและเทิดทูน บัดนี้กลับว่างเปล่าและเ็าไร้หัวใจ
ใบหน้าของ หานจวินซิ่ว ศิษย์รักเพียงคนเดียวที่นางมอบให้ทั้งชีวิตและิญญา คือผู้ที่ถือมีดกรีดหัวใจนาง และส่งนางลงสู่นรกขุมที่ลึกที่สุดด้วยมือของเขาเอง
ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในวินาทีเฉียดตาย เด็กชายตัวน้อยมอมแมมที่นางขุดขึ้นมาจากกองซากศพา มือคู่นี้ของนาง... เคยป้อนข้าวป้อนน้ำยามเขาหิวโหย เคยเช็ดตัวยามเขาจับไข้ เคยประคองมือสอนเขาวาดลวดลายกระบี่เพลงแรก นางมอบให้เขาหมดทั้งชีวิต ทั้งวิชา และความรักดั่งมารดาคนหนึ่งพึงมีต่อบุตร
แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาในแววตาคู่นั้น มีเพียงความว่างเปล่า เ็า และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์
ริมฝีปากที่นางเคยสอนให้อ่านตำรา ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่เชือดเฉือนิญญา
"อาจารย์ ยุคสมัยของท่าน มันจบลงแล้ว"
ประโยคนั้น มันไม่ได้ฆ่านางให้ตายด้วยคมดาบ แต่มันเหมือนมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของนางออกมาบีบขยี้จนแหลกละเอียดคามือ เืในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง
เสียงกรีดร้องในความคิดของหลิงเว่ยดังลั่น สั่นะเืไปถึงดวงจิตสุดท้าย
"ข้ารู้แจ้งทุกเื่ใต้หล้า ทำนายได้แม้กระทั่งวันดับสูญของดวงดาวนับหมื่นดวง..."
นางแค่นหัวเราะออกมาเป็เื ความสมเพชตัวเองกัดกินหัวใจยิ่งกว่าพิษร้าย
"แต่ข้ากลับตาบอด ตาบอดสนิทที่มองไม่เห็นสันดานดิบของคนที่ข้าป้อนข้าวป้อนน้ำ รักและถนอมดั่งเืในอกตัวเอง!"
ดวงตาหงส์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ หรี่ลงด้วยความเจ็บแค้นและสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"นี่สินะ... ที่คนโบราณเขาเตือนไว้ อย่าเก็บสัตว์ป่ามาเลี้ยงหากไม่รู้รากเหง้า... เพราะสุดท้าย สัญชาตญาณเดรัจฉานของมัน ก็จะแว้งกลับมากัดเ้าจนตาย!"
ความเ็ปจากการถูกทรยศโดยคนที่เชื่อใจที่สุด มันรุนแรงยิ่งกว่าความตาย มันคือความอัปยศ คือความโง่เขลาที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้
ลมหายใจของนางเริ่มแ่เบา แต่สติกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ในขณะที่เืไหลรินออกจากอก นางมองใบหน้าของศิษย์รักที่ยืนค้ำหัวนางด้วยแววตาของผู้ชนะ
ในห้วงความคิดสุดท้าย... นางนึกถึงตำราลับเล่มหนึ่งที่นางซ่อนไว้ในจิติญญา มันคือสุดยอดวิชาพิษที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตคิดค้นขึ้น "พิษเหมันต์ผลาญิญญา" พิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไร้ซึ่งยาแก้... มันถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความหวงแหน ตั้งใจว่าจะมอบให้เขาในวันที่เขาขึ้นครองตำแหน่งเ้าสำนัก เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากศัตรูทั่วหล้า
“ข้าอุตส่าห์เก็บซ่อนมันไว้ เตรียมจะมอบให้เ้าเป็ของขวัญชิ้นสุดท้าย...” นางคิดในใจด้วยความสมเพช ความรักที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็ความชิงชังที่ลุกโชนยิ่งกว่าไฟนรก
ริมฝีปากที่เปื้อนเืของนางขยับยิ้ม... ไม่ใช่รอยยิ้มของความพ่ายแพ้ แต่เป็รอยยิ้มที่ทำให้หานจวินซิ่วต้องขมวดคิ้วด้วยความหวาดระแวง
นางรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย ผนึกมันลงในฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเืของตนเอง
"จวินซิ่ว..." นางเอ่ยเรียกชื่อเขาเป็ครั้งสุดท้าย น้ำเสียงแ่เบาแต่ก้องกังวานไปถึงขั้วหัวใจ
"เ้าอยากได้ทุกอย่างของข้าไม่ใช่หรือ? วิชานี้ ข้าก็ตั้งใจจะให้เ้าอยู่แล้ว"
มือที่สั่นเทาของนางพุ่งออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้า คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขาที่ยังกำด้ามกระบี่อยู่
"เช่นนั้น... ก็ให้เ้าเป็ผู้ทดลองใช้ พิษเหมันต์ผลาญิญญา นี้ ก็แล้วกัน!"
ฉึบ!
เล็บยาวของนางจิกฝังลงไปในเนื้อของเขา ถ่ายทอดพิษร้ายผ่านทางโลหิตที่เชื่อมต่อกัน
"นี่เ้าทำอะไร!?"
หานจวินซิ่วะโลั่น สะบัดมือนางออกอย่างแรง แต่ทว่า สายไปเสียแล้ว
เส้นเืสีดำทมิฬผุดขึ้นมาจากจุดที่นางัั มันเลื้อยลามขึ้นไปตามแขนของเขารวดเร็วราวกับงูพิษที่หิวกระหาย เนื้อหนังบริเวณนั้นเริ่มส่งเสียง ฉ่า... เหมือนถูกน้ำกรดราด ิัที่เคยขาวเนียนเริ่มเน่าเปื่อยและหลุดร่อนออกมาเป็ชิ้น ๆ เผยให้เห็นกระดูกสีดำที่กำลังถูกกัดกิน
"อ๊ากก!!"
เสียงกรีดร้องของหานจวินซิ่วดังโหยหวนะเืเลื่อนลั่น เขาทิ้งกระบี่ลง ยกมือกุมแขนข้างนั้นด้วยความเ็ปทรมานแสนสาหัส พิษร้ายไม่ได้แค่ทำลายร่างกาย แต่มันกำลังกัดกิน ฐานรากิญญาของเขา ความเ็ปนั้นเหมือนถูกเข็มนับล้านเล่มทิ่มแทงิญญาพร้อมกัน
นางนอนมองภาพศิษย์รักที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา มองดูความทะนงตัวของเขาที่พังทลายลงกลายเป็ความหวาดกลัวสุดขีด
สติของนางกำลังจะดับวูบ ความหนาวเหน็บแห่งความตายเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่นางกลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
ที่มุมปากข้างขวาของนาง ค่อย ๆ ยกขึ้น เป็รอยยิ้มเยาะที่บิดเบี้ยวและงดงามที่สุดในชีวิต
เยาะเย้ยศิษย์ทรยศ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับของขวัญที่นางตั้งใจมอบให้ด้วยรัก เยาะเย้ยตัวเอง... ที่ตาบอดมองคนผิดจนวาระสุดท้าย และเยาะเย้ยโชคชะตา... ที่คิดว่าจะพรากทุกอย่างไปจากนางได้ง่าย ๆ
"ลิ้มรสมันเสีย ความเ็ปที่ข้ามอบให้เ้า แล้วจำไว้ ว่าอาจารย์ผู้นี้ ไม่เคยติดค้างผู้ใด แม้แต่ความตาย!"
ดวงตาหงส์คู่นั้นค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ิญญาที่ยังมีรอยยิ้มเยาะหยันประดับอยู่ที่มุมปาก... ตราตรึงเป็ฝันร้ายที่จะหลอกหลอนหานจวินซิ่วไปชั่วกัปชั่วกัลป์.
****
