แก่นปราณประสานเข้ากับเสียงที่เปล่งออกมา ทำให้เสียงอันทรงพลังกระจายไปทั่วทุกทิศทางราวกับเสียงฟ้าร้อง สะท้อนกึกก้องอยู่ระหว่างยอดเขาแต่ละลูก สั่นสะท้านโสตประสาทของทุกคนเป็อย่างยิ่ง!
“หลี่โหย่วฉายอยู่ที่นี่... ที่นี่... ใครกล้า... ใครกล้า... มาสู้กันสักตั้ง...” เสียงสะท้อนดังเข้ามาในหูของอสูรธรณีแต่ละคนอย่างชัดเจน ทำให้อสูรธรณีที่ได้ยินต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที สายตาของพวกเขาทั้งหมดต่างจ้องไปยังฉินอวี่ที่อยู่บนลานกว้าง
เกรงว่า เป็เวลาหลายปีจนนับไม่ได้แล้ว ที่จะมีคนบ้าระห่ำอย่างฉินอวี่มาท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี?
“เขาคือหลี่โหย่วฉายหรือ? เขาช่างบ้าระห่ำจริงๆ!”
“หลี่โหย่วฉายตัวดี คิดว่ามีชื่อของผู้เฒ่าร้องไห้ติดตัวจะรนหาที่ตายได้หรือ? หากฆ่าเขาที่นี่ ข้าก็อยากรู้นักว่าผู้เฒ่าร้องไห้จะทำอะไรกับพวกเราได้!”
“ต่อให้ผู้เฒ่าร้องไห้แข็งแกร่งเพียงใด แต่จะกล้าแทรกแซงการท้าประลองของเจ็ดสิบสองอสูรธรณีหรือ?”
“หากไม่ใช่เพราะใช้การจับสลากตัดสิน ข้าคงอาสาจะเข้าประลองกับหลี่โหย่วฉายเสียเองแล้ว ให้เขารู้เสียบ้างว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า!”
“หลี่โหย่วฉาย อวดดียิ่งนัก!”
“ข้าว่าหลี่โหย่วฉายน่าจะรู้กติกาดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเจตนายั่วโมโหพวกเรา ฮึ หากจับสลากได้ข้าละก็ ข้าจะฉีกเขาเป็ชิ้นๆ เลยทีเดียว!”
เจ็ดสิบสองอสูรธรณีต่างโมโหเพราะคำพูดที่ยิ่งผยองของฉินอวี่ โดยเฉพาะคนที่เข้าร่วมเดิมพันเอาไว้ ยิ่งมีความโกรธเป็พิเศษ และแทบจะทนไม่ไหวที่จะสังหารฉินอวี่ให้ตายคาลานประลอง
มุมปากของฉินอวี่กระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงะโที่ดังลงมาจากยอดเขา รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
กฎของด่านที่สองในการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีจะต้องใช้การจับสลาก ผู้คนสามร้อยอันดับแรกที่ผ่านด่านจิตใจ จะมีสิทธิ์จับสลากอสูรธรณีออกมาทำการประลอง แต่ละคนจะมีโอกาสสามครั้ง หากชนะหนึ่งครั้ง ก็นับว่าได้รับชัยชนะ และอสูรธรณีที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิม ก็มีโอกาสสามครั้งในการรับคำท้าประลอง หากแพ้เพียงหนึ่งครั้ง ก็จะต้องสูญเสียตำแหน่งอสูรธรณีที่เป็อยู่ทันที
หลังจากการประลองชิงตำแหน่งอสูรธรณีจบสิ้นแล้ว จะเริ่มการต่อสู้อีกครั้งเพื่อทำการจัดลำดับเจ็ดสิบสองอสูรธรณี โดยแต่ละคนจะมีสิทธิ์ท้าประลองกับผู้ใดก็ได้ และท้ายที่สุดจะใช้ความแข็งแกร่งของแต่ละคนมาจัดอันดับอีกครั้ง ฉินอวี่คาดว่า เหลยจั๋วเยว่น่าจะเข้าแทรกแซงการต่อสู้เพื่อจัดอันดับอย่างแน่นอน!
และในตอนนี้ ฉินอวี่ก็กำลังยืนพูดจาอย่างคลุ้มคลั่งอยู่บนลานประลอง เพื่อเป็การยั่วโมโหเหล่าอสูรธรณี ท้ายที่สุด ใครจะได้เป็คู่ประลองจะต้องตัดสินจากการจับสลาก หากยั่วโมโหพวกเขาไว้ก่อน รอให้ถึงเวลาจับสลากจริงๆ ตนเองก็จะกลายเป็ผู้ได้ประโยชน์
ขณะที่ทุกคนกำลังโกรธเกรี้ยวนั้น ก้อนแสงเจ็ดสิบสองลูกก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า และหยุดลอยอยู่ตรงหน้าฉินอวี่
“โปรดจับสลาก!”
เสียงพูดนี้ทรงพลัง แฝงไปด้วยความผันผวนอย่างไม่รู้จบ
ฉินอวี่เหลือบมองไปยังก้อนแสงทั้งเจ็ดสิบสองลูกที่ลอยอยู่ตรงหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือขวาออกไป และคว้าจับก้อนแสงออกมาลูกหนึ่ง และในขณะที่เขาััถูกก้อนแสงนั้น ก้อนแสงก็กลายไปเป็แท่งหยกแท่งหนึ่ง
“หมายเลขสี่!”
“ขอเชิญอสูรธรณีอันดับสี่ออกมาทำการต่อสู้!” เสียงอันผันผวนดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้า
ยอดเขาทั้งสิบสองยอดตั้งมีเสียงสูดลมหายใจอย่างเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน ราวกับว่ากำลังเหลือเชื่อเป็อย่างมาก แม้แต่ฉินอวี่ก็ยังต้องเบิกตาโพลง
ความโชคดีนี้... เหมือนจะดีเกินไปหน่อยหรือไม่? สุ่มหยิบไปก็ยังได้อสูรธรณีลำดับที่สี่?
“ฮ่าๆ นี่มันเวรกรรมจริงๆ หลี่โหย่วฉายเ้าคนบ้า เ้าได้บ้าแน่! นึกไม่ถึงว่าจะจับได้อันดับสี่! ฮ่าๆ!”
“ไม่ใช่เพียงหนึ่งในสิบของศิษย์อัจฉริยะของแดนต้าโหมวเทียน แต่ยังอยู่ในห้าอันดับแรกอีก... นี่คือระดับหัวกะทิในหัวกะทิกันเลยทีเดียว... หลี่โหย่วฉายโชคดีจริงๆ ฮ่าๆ มาลองดูกันว่าเขายังบ้าได้อีกหรือไม่!”
“จริงสิ แล้วอันดับสี่นี่ใครกัน?”
กลุ่มอสูรธรณีที่วางเดิมพันกับฉินอวี่ไว้ในตอนแรกแทบจะไม่กล้าเงยหน้าหัวเราะอย่างเต็มปาก ถ้าฉินอวี่จับฉลากได้อสูรธรณีในอันดับต่ำ เช่นนั้น พวกเขาก็รู้สึกกังวลจริงๆ เพราะหากฉินอวี่เกิดโชคดี และได้เป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณีขึ้นมา นั่นก็หมายความว่าเข้าใกล้สามสิบหกขุนพล์ได้อีกหนึ่งก้าวแล้วมิใช่หรือ? แต่ตอนนี้... ฉินอวี่จับฉลากได้หมายเลขสี่ นี่หมายความว่า... ฉินอวี่จะต้องพ่ายแพ้แน่นอน!
นี่คือผู้แข็งแกร่งอันดับสี่ของเจ็ดสิบสองอสูรธรณีเลยทีเดียว
ขณะที่ทุกคนกำลังในั้น เงาร่างที่คลุมเครือก็ค่อยๆ ร่อนลงมาจากยอดเขาอย่างสง่างาม ท้ายที่สุด ก็ร่อนลงยืนอยู่ห่างจากฉินอวี่ออกไปสิบจ้าง!
“ซี้ด...” เสียงสูดปากดังขึ้นจากยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองอีกครั้ง และแล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นทันที!
“สวี่... สวี่กวนเซิง... สวี่กวนเซิงจริงๆ ฮ่าๆ ์ช่วยข้าแล้ว ฮ่าๆ โอ้โห ทำไมข้าไม่เดิมพันอาวุธเซียนไว้ั้แ่แรกนะ?”
“ฮ่าๆๆ! หลี่โหย่วฉายจับสลากได้สวี่กวนเซิงหรือ? ฮ่าๆ!”
“ความล้มเหลวย่อมเกิดจากความเย่อหยิ่งเกินไป ดูเหมือนว่า คนโบราณจะกล่าวไว้ไม่ผิดเลย”
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ใบหน้าของหลัวชิงเยว่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถนั่งสงบอยู่กับที่ได้เลย นางนึกไม่ถึงเลยว่าฉินอวี่จะจับสลากได้หมายเลขสี่ จับสลากได้สวี่กวนเซิง!
“แย่แล้ว เ้าคนนี้จับสลากได้สวี่กวนเซิง! ทำอย่างไรดี? หากเผชิญหน้ากับสวี่กวนเซิง เ้าเด็กคนนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน หากเขาตาย และผู้เฒ่าร้องไห้เกิดโกรธขึ้นมาจะทำอย่างไรดี? ยังไม่ต้องพูดถึงผู้เฒ่าร้องไห้จะหนีไป ถึงตอนนั้นจะไม่กระทบไปถึงการหนีจากที่กักขังนี้หรอกหรือ!” หลัวชิงเยว่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก นางคิดจะนำเื่นี้ไปรายงานบิดาของนาง และไปขอคำแนะนำจากผู้เป็ทวด แต่ตอนนี้เป็การท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเข้าแทรกแซงได้ทั้งสิ้น...
สำหรับความเป็ความตายของฉินอวี่นั้น หลัวชิงเยว่ไม่เคยเป็กังวล แต่นางกำลังห่วงเื่การออกจากกักขังนี้ เพื่อได้ออกไปเรียนรู้และทำความรู้จักโลกภายนอก หากสามารถเชิญผู้เฒ่าร้องไห้ให้เข้าร่วมได้ โอกาสที่มีก็จะสูงขึ้น แต่ตอนนี้...
หลัวชิงเยว่คิดจะเข้าขัดขวาง แต่เมื่อเห็นม่านแสงที่ลอยอยู่ตรงลานประลอง นางก็รู้ได้ทันทีว่าสายไปเสียแล้ว
หลัวชิงเยว่นั่งลงอย่างหมดแรง มองฉินอวี่ที่กำลังสงบเสงี่ยมอยู่บนลานประลอง สายตาของนางก็เต็มไปด้วยสายตาพิฆาต “ตายไปก็ยังไม่สมกับกรรมที่ก่อ อาจเป็ไปได้ว่า สวี่กวนเซิงเป็คนอย่างสยงถูหรือ? ให้ตายเถอะ ตายแน่ๆ แต่หากอยู่ใน่เวลาสุดท้ายแล้ว หากไม่มีผู้เฒ่าร้องไห้... อีกไม่นานนักก็คงจะได้ออกจากการกักขัง!”
ในอีกด้านหนึ่ง
ฉวีหย่งเซิงกำลังมองฉินอวี่อย่างประหลาดใจ จากนั้นจึงมองไปทางสวี่กวนเซิงอีกครั้ง ใบหน้าของเขาทั้งเศร้าทั้งทำอะไรไม่ถูก เดิมทีก็คิดว่าจะสามารถผูกมิตรกับคนที่น่าประทับใจได้ แต่กลับนึกไม่ถึงว่า... จะมาถูกเค้นคอฆ่าเสียแล้ว
“เหอๆ บางที ในตอนที่เขาเดิมพันอาจจะแน่ใจแล้วก็ได้ว่าจะต้องตายอย่างแน่นอน น่าขำ ข้าคงฟุ้งซ่านไปจริงๆ” ฉวีหย่งเซิงพึมพำกับตนเองพร้อมสีหน้าที่ซีดเซียว
ในหุบเขาที่อยู่จุดศูนย์กลาง
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าแน่วแน่มองตรงไปยังลานประลองที่อยู่เบื้องล่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ และพึมพำขึ้นมา “น่าสนใจ!”
ในขณะที่อสูรธรณีคนอื่นๆ กำลังครุ่นคิดกับตนเองอยู่นั้น ฉินอวี่ก็หรี่ตาลงมองม่านแสงที่อยู่บนลานประลอง ก่อนจะหันมองไปยังสวี่กวนเซิง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำที่อยู่ตรงหน้า
สวี่กวนเซิงผู้นี้มีความสูงไม่ถึงหกฉื่อ ใส่เสื้อคลุมสีดำคลุมไปทั่วทั้งเรือนร่างอันผอมโซ เผยให้เห็นเพียงส่วนของใบหน้าผอมที่ซีดเซียว ดวงตาเว้าลึก ผิวของเขาขาวราวกับกระดาษ มองโดยรวมเหมือนคนที่ป่วยหนัก ที่เหลืออีกไม่ถึงครึ่งก้าวก็จะต้องลงไปนอนในโลงศพแล้ว
สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉินอวี่เต้นแรงคือ สวี่กวนเซิงผู้นี้ทำให้เขารู้สึกแปลกเป็พิเศษ ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับฉวีหย่งเซิง ไม่สิ คนผู้นี้ทำให้รู้สึกอึดอัดกว่าฉวีหย่งเซิง
หรืออาจพูดได้ว่า... คนผู้นี้มีการเปิดผนึกะแล้วหรือ? หรือว่า... คนผู้นี้จะปรับแต่งพยนต์มรณะได้?
ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทันที ก่อนจะนึกย้อนกลับไปถึงเสียงประชดประชันก่อนหน้านี้ ฉินอวี่หรี่ตาลงมอง สวี่กวนเซิงผู้นี้มีความแข็งแกร่งที่น่ากลัวเหนือกว่าที่คิดไว้มาก หากเขามีพยนต์มรณะ...
ในขณะที่ฉินอวี่กำลังในั้น สวี่กวนเซิงก็กวาดสายตามองฉินอวี่ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “เ้าคือหลี่โหย่วฉายหรือ? ข้าอยากรู้นัก ว่าทำไม... ผู้เฒ่าร้องไห้ถึงยอมรับเ้าเป็ศิษย์!”
