มุมปากของชายวัยกลางคนยกยิ้มขึ้นมา
ถึงแม้เขาจะรู้ว่า เื่ราวอาจจะไม่ได้เป็ไปได้ด้วยดีเหมือนที่ทุกคนกล่าว แต่เมื่อลองวิเคราะห์ดูหลายๆ อย่างแล้ว ทำให้เขาตัดสินได้ว่า าาแซมบอร์ดไม่ใช่คู่มือของพวกเขา ดังนั้น ความกังวลว่าาาแซมบอร์ดจะเป็ภัยคุกคามของพวกเขาจึงลดลงไปมาก
เพียงแต่เขาไม่รู้เลยว่า เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ กราเนโร บุรุษที่ทั้งเมืองหลวงต่างรู้จักกันดีในชื่อเรียกว่า 'เคราแดง' กลับวิเคราะห์าาแซมบอร์ดตรงกันข้ามกับพวกเขาทุกอย่าง!
ในห้องโถงชั้นแรกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่สนุกสนานรื่นเริง
ขณะที่ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอยู่นั้น...
ตูม!!!
ราวกับว่ามีอุกกาบาตตกลงมาจากฟากฟ้า กระแทกเข้ากับพื้นดินอย่างรุนแรง เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวจนแสบแก้วหูไปหมด ราวกับวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น?” ชายวัยกลางคนที่สวมเกราะหนังสีฟ้าขุ่นผุดลุกขึ้นมา สีหน้าของเขามืดครึ้มลงก่อนจะเดินนำสมาชิกหลักของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเดินออกจากห้องโถงชั้นแรก ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ที่บันไดหินแล้วมองไปยังด้านนอก
เปลวไฟที่สว่างไสวปรากฏขึ้นมาในดวงตาของทุกคน
เปลวไฟที่สุกสกาวและงดงามตรงหน้า ดูคล้ายกับดอกไม้ไฟในยามค่ำคืนก็ไม่ปาน
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครคนไหนที่ยืนอยู่บนบันไดหินมีอารมณ์มาชื่นชมความงดงามอันน่าตื่นเต้นตรงหน้าเลยสักนิด เพราะอะไรนะหรือ เพราะเปลวไฟสีแดงตรงหน้ากำลังเผาอาคารและสิ่งก่อสร้างของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจนจะวอดวายอยู่แล้วน่ะสิ!
“ฮ่าๆๆ เกมสังหารหมู่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นับจากคืนนี้ไป กองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจะเหลือแค่ชื่อ!”
เสียงประดุจอสนีบาตกัมปนาทดังขึ้นทะลุผ่านม่านเปลวเพลิง เสียงที่ดังกึกก้องนั่นทำให้แก้วหูของทุกคนเกือบแตก
“ไอ้สวะที่ไม่รู้จักที่ตายตัวไหนกันที่กล้ามาบุกโจมตีสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต? รีบไสหัวของเ้าออกมาเสีย!”
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะหนังสีฟ้าขุ่นที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ตวาดออกมาอย่างโมโห คลื่นพลังสีฟ้าครามพลันเรืองแสงขึ้นมาบนร่างของเขา ตามมาด้วยกลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่กระจายออกมา เขามองไปที่เปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ไปทั่วทุกสารทิศ ก่อนจะโบกมือเบาๆ คลื่นพลังสีฟ้าครามก็พุ่งลงไปทันที คลื่นพลังนี้แฝงไปด้วยความหนาวเย็นและลอยเข้าไประงับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้
“ไสหัวน้องสาวเ้าสิ!”
ในความมืด มีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะกะพริบร่างหายไปจากตรงหน้า แล้วไปโผล่อยู่ที่รูปปั้นนักรบชูดาบที่สูงยี่สิบเมตร
ใต้ฝ่าเท้าของเขามีพลังลึกลับบางอย่าง ทุกที่ที่เขาผ่านไปล้วนทิ้งร่องรอยของเปลวไฟไว้ ในขณะที่เขายืนอยู่บนรูปปั้นหิน เปลวไฟที่เท้าของเขาก็เริ่มลุกลามเผาไหม้รูปปั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปปั้นดููเหมือนกับเทพาที่โผล่ออกมาจากเปลวเพลิงก็ไม่ปาน บุรุษที่ยืนอยู่เหนือรูปปั้นหิน ด้านหลังของเขามีผ้าคลุมสีแดงโบกสะบัดไปตามแรงลมดังพรึ่บพรั่บ เขาสวมชุดนักเวทแปลกตาและในมือของเขาก็ถือคทาเวทมนตร์ที่สูงหนึ่งเมตรแปดสิบเิเไว้
เขายืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้ด้วยท่าทางนิ่งเฉย ราวกับว่าเขาและเปลวไฟเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน
สิ่งที่ทำให้ทุกคนใก็คือ แม้ว่าจะมีเปลวไฟที่ร้อนระอุกำลังลุกโชนอยู่ใต้เท้าของเขา แต่บนร่างของเขากลับไม่มีร่องรอยของการเผาไหม้สักนิด ผมยาวสีดำที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมท่ามกลางความมืดของยามราตรี สีดำทั้งสองอย่างนี้ดูหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน ยิ่งส่งเสริมให้บุรุษผู้นั้นดูเหมือนิญญาร้ายที่หลุดออกมาจากขุมนรกลึก
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็นะเืที่หัวใจก็คือ หน้ากากสีดำแปลกๆ ที่อยู่บนใบหน้าของชายคนนี้ มันเป็หน้ากากทำมือที่ดูดีมาก มันเหมือนมีชีวิตและยังพอดีกับใบหน้าของชายคนนี้มากจนมองเห็นรายละเอียดบนใบหน้าได้ทั้งหมด โดยเฉพาะตรงส่วนที่เป็จมูกและดวงตาที่ดูโดดเด่นที่สุด บนหน้าผากของเขามีเขาแหลมคมสีดำอยู่หนึ่งเขาที่งอกออกมา ปลายเขาที่ดุร้ายเชิดขึ้นฟ้า ประกายแสงคมกริบบนปลายเขาทำให้ผู้คนรู้สึกสะพรึงกลัว
“ใคร?”
พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังเวทที่น่าเกรงขามกำลังพลุ่งพล่านอยู่บนร่างของเขาและจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว สายตาของหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตจ้องเขม็งงไปที่ชายคนนั้น พวกเขาทั้งสองคนต่างรู้ได้ทันทีว่า แต่ละฝ่ายต่างเป็คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน และเป็คู่ต่อสู้ที่จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!
วูบๆๆๆ!
ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาก็คือบอลไฟนับสิบลูกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณยี่สิบเิเ และแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่น่ากลัว
ไม่พูดพร่ำทำเพลง! ไม่มีความผันผวนของเวทมนตร์ใดๆ! ชายที่สวมหน้ากากสีดำโบกมือเบาๆ ก่อนที่บอลไฟทั้งสิบลูกที่ควบแน่นอยู่กลางอากาศจะพุ่งเข้าไปหาสมาชิกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่ยืนเรียงกันอยู่ที่ขั้นบันได
“เ้า...หาที่ตาย!” ชายวัยกลางคนสถบออกมาด้วยความโมโห
เปลวไฟคลื่นพลังสีฟ้าบนร่างของเขาพลุ่งพล่าน ก่อนที่เขาจะสะบัดคลื่นพลังอันหนาวเย็นออกไปปะทะกับบอลไฟเ่าั้กลางอากาศ
ตูมๆๆๆ!
การปะทะกันระหว่างไฟกับน้ำแข็งทำให้เกิดเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว
บอลไฟะเิออกเป็เสี่ยงๆ พร้อมสะเก็ดไฟสีแดงที่กระจายไปทั่วบริเวณ
นี่เป็เวทมนตร์ธาตุไฟที่น่ากลัวมาก ทันทีที่สะเก็ดไฟที่แตกกระจายตกลงสู่พื้น เพียงพริบตาเดียวมันก็เริ่มลุกไหม้แผดเผาอาคารรอบๆ ทันที ราวกับว่าสิ่งก่อสร้างของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตถูกสาดด้วยน้ำมันทำให้ติดไฟง่าย เปลวไฟเผาไหม้อย่างควบคุมไม่ได้ เพียงระยะเวลาสั้นๆ เปลวไฟก็ลุกลามไปทั่วทุกที่ รอบห้องโถงทั้งหมดดูเหมือนจะกลายเป็ทะเลไฟ ทุกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนของเหล่าสมาชิกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต
นี่เป็ความน่ากลัวของนักเวท
ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว หากนักเวทเผชิญหน้ากับนักรบที่อยู่ในระดับเดียวกัน นักเวทจะเกิดความกดดันขึ้นมา แต่เมื่อเทียบกับพลังทำลายล้างและการสร้างความเสียหายเป็วงกว้างแล้ว นักเวทสามารถทำได้ดีกว่านักรบหลายเท่า!
และนี่เป็เหตุผลที่ว่า ทำไมซุนเฟยถึงเลือกอยู่ใน 'โหมดจอมเวท'
หลังจากที่ซุนเฟยเปลี่ยนเป็ 'โหมดจอมเวท' เขาก็ใช้ทักษะ 'เส้นทางของเปลวไฟ' ทำให้ทุกที่ที่เขาเดินผ่านกลายเป็เปลวไฟที่ลุกโชน จากนั้นก็ใช้ทักษะ 'ะุเพลิง' เปลี่ยนห้องโถงชั้นแรกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตให้กลายเป็ทะเลเื
จงสังหารคนในคืนเดือนมืด!
จงลอบวางเพลิงในวันที่ลมสูง!
มีเพียงเปลวไฟสีแดงบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถชำระล้างบาปของคนที่นี่ได้!
นี่เป็วิธีเดียวเท่านั้นที่สามารถปลอบโยนชาวแซมบอร์ดที่ต้องตายไปเพราะทหารรับจ้างสารเลวพวกนี้ได้ รวมทั้งแก้แค้นให้คนอื่นที่ไม่ใช่ชาวแซมบอร์ด แต่ก็ต้องมาตายอย่างทรมานเพราะพวกคนชั่วช้าเหล่านี้
“พวกเ้าไปดับไฟเสีย…ข้าจะไปจัดการกับมัน!”
เพียงพริบตาเดียว หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตก็ตัดสินใจออกมา เขาหันไปชี้นิ้วสั่งบรรดาสมาชิกที่เหลืออยู่ให้ไปดับไฟ จากนั้นก็ทะยานร่างเข้าไปหาซุนเฟยอย่างรวดเร็วประหนึ่งลูกธนูที่ถูกยิงออกมา
ร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศโคจรเปลวไฟคลื่นพลังอย่างบ้าคลั่ง
ราวกับสัตว์อสูรที่น่าเกรงขามกำลังอ้าปากร้องคำราม ในขณะที่ทะยานเข้ามาหาซุนเฟย
“'จุมพิตธารน้ำแข็งมรณะ' ...ตาย!!!”
หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตเปิดใช้ท่าไม้ตายของตัวเองออกมา
เขารู้ดีว่าตัวเองจะต้องรีบสังหารนักเวทลึกลับตรงหน้าให้เร็วที่สุด หากยืดเวลานานไปกว่านี้ ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะเป็อย่างไร เหล่าสามาชิกของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตแทบจะรับไม่ไหวกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น พวกเขารู้ดีว่า หากปล่อยให้นักเวทระดับหกดาวตรงหน้าลอยนวลอยู่นานๆ นั่นเท่ากับว่ากำลังฆ่าตัวเอง!
……
……
“หือ? คนคนนี้….เป็ใครกัน? ทำไมข้าถึงไม่รู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาการของาาแซมบอร์ดจะมีนักเวทธาตุไฟคนนี้อยู่ด้วย?”
บนยอดหอคอยของสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต ร่างสูงสง่าที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ มาตลอดก็ขมวดคิ้ว ท่ามกลางความมืด ดวงตาที่สุกสกาวแวววาวของเขาก็ฉายแววใออกมา
“าาแซมบอร์ด เ้ายังซุกซ่อนความลับไว้อีกมากมายแค่ไหนกัน? ไม่ได้การล่ะ ข้าจะต้องโน้มน้าวท่านผู้เฒ่าในตระกูลให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดึงชายคนนั้นมาเป็พวกให้ได้ แม้ว่าจะต้องจ่ายไปมากแค่ไหนข้าก็ยอม!”
……
“อืม ในที่สุดก็ลงมือสักที สังหารคนด้วยไฟนับว่าเป็ความคิดที่ดี…ส่งคนไปตรวจสอบความเป็มาของนักเวทคนนั้นเสีย”
บนอาคารั์ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต มีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่สวมชุดเกราะนับสิบคนยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ บุรุษร่างผอมที่อยู่ตรงหน้าก็เปิดปากพูดออกมา คนคนนั้นก็คือ...
'เทพาแห่งเซนิท'
องค์ชายอาร์ชาวินคอยสังเกตการณ์เหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ
พลังของเขากระจายออกไปอย่างช้าๆ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อย อาร์ชาวินปลดปล่อยพลังของตัวเองออกไปเพื่อทำการตรวจสอบพื้นที่รอบๆ ทั้งหมด แต่เขากลับไม่พบกลิ่นอายของาาแซมบอร์ดอยู่บริเวณนี้เลย อาร์ชาวินจึงหันไปมองนักเวทที่สวมหน้ากากดำคนนั้นที่กำลังเพลิดเพลินกับการสังหารคน การคาดเดามากมายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่ากลิ่นอายของนักเวทธาตุไฟคนนั้นแตกต่างกับาาแซมบอร์ดหรือไม่ ในแผ่นดินอาเซรอท ทุกคนจะมีกลิ่นอายที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองที่ไม่ว่าอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้น หากตัดสินจากกลิ่นอายเพียงอย่างเดียวล่ะก็ นักเวทธาตุไฟคนนั้นกับาาแซมบอร์ดเป็คนละคนกัน
ในเมื่อไม่ใช่าาแซมบอร์ด ความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ...
คนคนนั้นเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของาาแซมบอร์ด
แต่จำนวนคนและระดับพลังของยอดฝีมือที่อยู่ในสังกัดของาาแซมบอร์ดที่นาตาชาเคยรายงาน กลับไม่มีนักเวทคนนี้อยู่?
เทพาเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา
ความรู้แปลกๆ ในใจของเขาก็เริ่มมากขึ้นทุกที
……
“เอ๊ะ? กลิ่นอายนี่มัน? ั้แ่เมื่อไรกันที่ราชอาณาจักรของเรามีนักเวทคนนี้อยู่ด้วย? เวทมนตร์ของเขาดูแปลกมาก!”
“อะไรกัน นี่เ้าก็ไม่รู้จักงั้นหรือ? ข้าก็นึกว่าเป็ลูกศิษย์ลับๆ ของเ้าเสียอีก?”
“ไม่ใช่”
“เวทมนตร์นี่มันอะไรกัน? ทำไมข้าถึงได้รู้สึกถึงกลิ่นอายที่มีแต่ความลึกลับ ซับซ้อน ไม่ชัดเจน? นี่มัน...เหมือน เหมือนกับ….”
“เหมือนกับกลิ่นอายที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ”
“ไม่ใช่ว่าเป็นักฆ่าจากราชอาณาจักรสปาร์ตากุสหรอกนะ?”
“เป็ไปไม่ได้! ไอ้แก่พวกนั้นน่ะ พวกเราก็คุ้นเคยกันดีจนแทบเอียนกันจะตายอยู่แล้ว อีกอย่างเท่าที่ข้ารู้มา ราชอาณาจักรสปาร์ตากุสไม่มีนักเวทที่ยอดเยี่ยมแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว”
“หรือว่าจะเป็คลื่นลูกใหม่ของราชอาณาจักรเรา? ปีนี่ไม่ใช่ปีของคนแก่จริงๆ แค่าาแซมบอร์ดก็ทำให้คนแก่ๆ อย่างพวกเรารู้สึกเหมือนสนิมขึ้นแล้ว…”
“แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่เป็ข้อตกลงระหว่างสององค์ชายกับกองกำลังใหญ่ในราชอาณาจักร คืนนี้เป็ค่ำคืนแห่งการนองเื เราไม่จำเป็ต้องเข้าไปสอด!”
คนปกติยากที่จะรู้สึกได้ถึงความผันผวนของเวทมนตร์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีหอคอยเวทมนตร์ที่สูงเสียดฟ้าถึงแปดแห่ง ที่คอยทำหน้าที่กระจายเวทมนตร์คลอบคลุมไปทั่วเมืองหลวง นอกจากปรมาจารย์นักเวทผู้ยิ่งใหญ่แห่งเซนิทที่พูดคุยสนทนากันถึงเื่นี้แล้ว ไม่มีใครล่วงรู้อีกเลย
--------------
