เนื่องเพราะโคนเชือกแยกห่างจากกันแต่จากนั้นจะบีบเข้าหากันทีละน้อย จนสุดท้ายจะรวมเข้าสู่ยอดประภาคารเป็จุดเดียว ดังนั้นระหว่างทางจึงเริ่มเบียดเข้าหากัน
ตำแหน่งที่ไป๋หยุนเฟยอยู่ก็คือกลุ่มเชือกทางด้านขวา ซึ่งยามนี้มีผู้ฝึกปรือิญญารวมกลุ่มกันอยู่ราวสามสิบคน มิหนำซ้ำยังมีหลายคนเริ่มประมือกันแล้ว
แต่ว่าทั้งหมดกลับมีฝีมือไม่สูงส่งเท่าใด ที่เก่งกาจที่สุดก็เป็เพียงปัจเจกิญญาระดับปลายเท่านั้น พวกมันส่วนใหญ่เป็เพียงเด็กหนุ่มซึ่งลำพองในฝีมือ แต่ละคนหวังเพียงจะได้รับรอยยิ้มจากหญิงงาม จึงได้ออกหน้าร่วมการแข่งขันชิงโคมไฟในครั้งนี้
ผู้ฝึกปรือิญญาก็เป็มนุษย์ผู้หนึ่ง ยังคงมีอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่พลังฝีมือเพิ่งบรรลุมา เมื่ออยู่ในงานเทศกาลโคมไฟอันครึกครื้นทั้งยังได้พบสิ่งของที่นางในดวงใจชื่นชอบ ประกอบกับตนเองก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ย่อมเป็ธรรมดาที่จะยื่นมือเข้าร่วมแย่งชิง
แต่ว่าเพียงประมือกันไม่กี่กระบวนท่า ก็มีสองคนที่ไม่ทันระวังตัวต้องหล่นลงไปในแม่น้ำแล้ว และเมื่อนวกะิญญาจำนวนหนึ่งเห็นว่าฝีมือของตนสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ก็ตัดใจล่าถอยในทันที จากนั้นก็มีปัจเจกิญญาระดับกลางสามคนเสนอหน้าเข้ามาปะทะกับปัจเจกิญญาระดับปลายผู้นั้น นอกจากนี้ก็ยังมีปัจเจกิญญาระดับกลางอีกสี่คนคอยคุมเชิงไม่ปล่อยให้ผู้ใดฉวยโอกาสขึ้นสู่ประภาคารได้
ยามที่ไป๋หยุนเฟยปรากฏตัวขึ้นก็สร้างความตื่นตะลึงแก่ทุกคน ผู้ที่ชมดูอยู่ล้วนบังเกิดความสงสัย ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ไฉนเ้าเด็กน้อยผู้นี้ยังกล้าขึ้นไปอีก
“เฮ้! เ้าดู ยังมีคนกล้าขึ้นไปอยู่อีก!
“ฮ้า ตรงนั้นมีแต่ผู้ฝึกปรือิญญาอันเข้มแข็ง เด็กน้อยผู้นี้กลับกล้าขึ้นไป? หรือมันไม่เห็นผู้คนที่ร่วงลงมาก่อนหน้านี้?”
“เด็กน้อยผู้นี้นับว่าฝีมือไม่เลว ไม่แน่มันอาจจะมีฝีมือสูงส่งก็เป็ได้”
“เฮอะ ดูจากอายุของมันแล้ว เกรงว่าจะยังไม่ถึงยี่สิบกระมัง? ที่ตรงนั้นเป็ถึงยอดฝีมือด่านปัจเจกิญญาระดับปลาย ข้าว่ามันคงเป็เด็กน้อยไม่รู้จักประมาณตนเท่านั้น”
“เ้าดู มันขึ้นไปจนถึงกลุ่มคนเ่าั้แล้ว!”
……
ผู้คนรอบข้างล้วนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ส่วนไป๋หยุนเฟยกลับคล้ายกำลังเดินเล่นบนเส้นเชือก เมื่อไปถึงครึ่งทางเหล่าผู้ที่ต่อสู้กันอยู่ก็พบเห็นมัน คนเหล่านี้ในสายตาผู้ชมคือยอดฝีมืออันร้ายกาจ แต่ว่าเมื่อเทียบกับไป๋หยุนเฟยแล้วพวกมันกลับต่ำต้อยจนไม่อาจเทียบชั้นได้ แม้แต่ฝีมือที่แท้จริงของไป๋หยุนเฟยก็ยังไม่อาจมองออก
“สหายน้อย โคมผลึกดวงนี้เกินฝีมือเ้าจะชิงได้ ข้าว่าเ้าอย่าหาเื่เจ็บตัวจะดีกว่า เ้ากลับไปเถอะ!” ปัจเจกิญญาผู้หนึ่งซึ่งต่อสู้อยู่วงนอกสุดหันมายิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟย หลังจากปลีกตัวออกจากวงก็โบกมือให้มันล่าถอยไป
คนผู้นี้นับว่า‘จิตใจดีงาม’ปราศจากท่าทีเย่อหยิ่งโอหัง ที่จริงแล้วทั้งหมดล้วนมองว่านี่เป็การแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน หาใช่การเข่นฆ่าหมายชีวิต จึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องสร้างความบาดหมางต่อกัน
ไป๋หยุนเฟยยิ้มขอบคุณพร้อมกับกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ขอบคุณสหาย แต่ว่าข้าเองก็อยากได้โคมดวงนั้น เอาเป็ว่าเชิญเ้ากลับไปก่อนเถอะ”
ระหว่างที่กล่าววาจาก็ยกมือขึ้นดึงดูดมือของอีกฝ่ายเข้าหา ระหว่างที่ดวงตาฝ่ายตรงข้ามฉายแววตื่นตะลึงก็ถูกไป๋หยุนเฟยใช้พลังชักนำขึ้นจากเชือกลอยกลับขึ้นบนฝั่งด้านหลัง
กระทั่งลงสู่พื้นท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตกตะลึงของผู้ที่อยู่ริมฝั่ง คนผู้นั้นก็ยังตะลึงงันไม่หาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่สร้างความแตกตื่นแก่ผู้ฝึกปรือิญญาที่กำลังต่อสู้กันอยู่ พวกมันพากันชะงักมือหันกลับไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาประหลาดพิกล
แม้ก่อนหน้านี้ไป๋หยุนเฟยจะกล่าวว่าไม่ใช้พลังิญญา จะใช้เพียงพลังกายร่วมแย่งชิงเช่นคนธรรมดา แต่ว่าในยามนี้คู่แข่งล้วนเป็ผู้ฝึกปรือิญญา มันย่อมไม่แสร้งทำตัวเป็คนธรรมดาแล้ว ระหว่างที่สืบเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างแช่มช้าพร้อมกับจับจ้องดูผู้ฝึกปรือิญญาทั้งเจ็ดตรงหน้า สีหน้าไป๋หยุนเฟยก็ยังคงยิ้มแย้มด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม “ทุกท่าน การแข่งขันจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน ขออย่าได้ลงมือรุนแรงเกินไป”
หลังจากเมื่อครู่มันลงมือราวกับไม่ตั้งใจก็จัดการคู่ต่อสู้ได้ จึงไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนไป๋หยุนเฟยอีก ทั้งหมดล้วนเขม้นมองมาด้วยท่าทีตื่นตัว พร้อมกับที่ไป๋หยุนเฟยสืบเท้าไปเบื้องหน้า ก็มีบางคนชักเท้าถอยครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
สองคนที่ด้านขวาคล้ายกับเป็สหายกัน เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋หยุนเฟย หนึ่งในสองก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง “ฮ่า ฮ่า สหายน้อยเ้าพูดถูก ทุกคนที่มาก็เพื่อความสนุกสนาน มีโอกาสได้ประมือกับยอดฝีมือเช่นนี้ก็นับว่าไม่กลับบ้านมือเปล่าแล้ว สหายน้อยเ้าฝีมือไม่ธรรมดา ให้พวกข้าสองคนได้ลองรับมือสักหน่อยเถอะ!”
กล่าวจบทั้งสองคนก็สบตากันกันคราหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟยโดยพร้อมเพรียง ผู้หนึ่งยื่นมือหมายคว้าไหล่ ส่วนอีกคนมุ่งเป้าที่สองขา ทั้งคู่กลับลงมือประสานกันอย่างรู้ใจ
ไป๋หยุนเฟยแย้มยิ้มแ่บาง สองเท้าบิดไขว้เล็กน้อยราวกับยืนไม่มั่นคงจนเอนล้มไปด้านหลัง แต่กลับหลบเลี่ยงท่าจู่โจมของทั้งสองได้อย่างประจวบเหมาะ จากนั้นมือขวามันก็ฟาดเบาๆใส่เชือกที่ด้านข้างจนร่างโผขึ้น คู่ต่อสู้ทางขวาซึ่งกำลังชักมือกลับก็ถูกไป๋หยุนเฟยคว้าแขนแล้วฉุดดึง ขณะจะออกแรงต้านทานพลังิญญามหาศาลก็ครอบคลุมใส่ ร่างมันจึงถูกชักนำให้เคลื่อนไหวโดยไม่อาจควบคุมสุดท้ายจึงชนเข้ากับสหายที่อยู่ด้านหลัง
เพียงไป๋หยุนเฟยพลิกกาย คู่ต่อสู้ก็ไม่อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของมันได้ชัด มันรู้สึกเพียงว่าแขนขวาถูกคว้าจับไว้ จากนั้นร่างกายก็เคลื่อนลอยไปเองโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายมันกับสหายก็ถูกไป๋หยุนเฟยโยนกลับขึ้นฝั่งไป
“……”
เพียงพริบตาเดียวทั้งสองคนก็ออกจากการแข่งขันไป ผู้คนที่ชมดูล้วนปากอ้าตาค้าง แต่ไป๋หยุนเฟยเองกลับมีท่าทีสงบนิ่ง ในเมื่อมันแสดงฝีมืออกไปแล้ว ก็ไม่ต้องเกรงใจอีก หลังจากแค่นเสียงในลำคอเพื่อเป็สัญญาณเตือน ปลายเท้ามันก็จิกลงจนเชือกสั่นไหว แล้วไป๋หยุนเฟยก็พุ่งเข้าหาคนที่เหลืออยู่ในทันที
การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีที่ให้ลังเลสงสัยอีก แม้ว่าสุดท้ายแล้วอีกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือไป๋หยุนเฟย แต่เพียงไม่กี่กระบวนท่า ทั้งหมดก็ถูกไป๋หยุนเฟยส่งกลับขึ้นฝั่งไปทีละคนจนหมดสิ้น แน่นอนว่าไป๋หยุนเฟยย่อมยั้งมืออมแรงเอาไว้แล้ว
ผู้ชมที่อยู่ริมฝั่งยามนี้เริ่มคึกคักขึ้น ยามปกติพวกมันจะมีโอกาสได้ชมการต่อสู้ที่น่าตื่นตาเช่นนี้หรือ? ทั้งหมดจึงพากันร้องะโเอาใจช่วยอย่างตื่นเต้นสนุกสนาน ส่วนเชือกอีกสองด้านนั้นสถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกัน ราวกับว่าการต่อสู้ก็เร้าใจไม่แพ้กัน
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยเหลืออีกไม่กี่ก้าวจะไปถึงยอดประภาคารนั้น อีกสองฝั่งก็มีเงาของอีกสองคนพุ่งมาถึง จากนั้นก็ได้ยินเสียงััเท้า‘ตุบตุบ’ดังขึ้นสองครั้งที่เบื้องหน้าของไป๋หยุนเฟย
เมื่อเงยหน้าขึ้น ทั้งสามคนที่มาถึงยอดประภาคารต่างก็ชะงักไปชั่วครู่ พวกมันต่างกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า “พวกเ้า?!”
ที่แท้อีกสองคนก็คือ เย่จือชิวกับเฟยเหนียนนั่นเอง!!
กับการแข่งขันเล็กๆนี้ แน่นอนว่าไม่จำเป็ต้องแผ่ััิญญาเพื่อสำรวจพลังฝีมือของอีกฝ่าย อีกทั้งไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ให้ความสนใจต่ออีกสองฝั่ง จึงคิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็พรรคพวกทั้งสองของตนไปได้
“จือชิว เฟยเหนียน พวกเ้าก็เล่นด้วยหรือ บังเอิญจริงๆ...”
“หยุนเฟย เฟยเหนียน พวกเ้าสองคนไฉนจึงมาชิง...” เย่จือชิวงุนงงไปชั่วครู่ สุดท้ายจึงกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน
เฟยเหนียนจึงกล่าวว่า “คำถามนี้ควรเป็ข้าที่ต้องถามกระมัง? พวกเ้าสองคนไฉนจึงมาร่วมแข่งขันได้”
ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองไปก็เห็นริมฝั่งอีกด้านและบนสะพานเงาจันทร์ มีซือหม่าเย่และหลิงอีอียืนอยู่ เมื่อรั้งสายตากลับมามองสหายทั้งคู่มันก็เข้าใจกระจ่าง
“……”
ทั้งสามจึงได้แต่สบตากันโดยไร้คำพูด เหตุการณ์จึงกลายเป็อึดอัดอึมครึม
โคมผลึกเจ็ดสีซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกมันทั้งสามยังคงส่องแสงอันเพริศแพร้ว ผู้คนโดยรอบที่ได้ชมการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นเมื่อครู่ ยามนี้ก็ส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุนดังกึกก้องรอคอยให้ทั้งสามแสดงฝีมืออันน่าตื่นตาออกมา
เมื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ย่อมแน่นอนว่าหวังจะได้โคมไฟดวงนี้ และเมื่อทั้งสามมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ --- คงต้องสู้กันแล้วกระมัง?
“ถ้าเช่นนั้น... พวกเราทั้งสาม คงต้องต่อสู้กันสักยกแล้วกระมัง?” ไป๋หยุนเฟยมองดูทั้งสองคนเบื้องหน้า จากนั้นจึงยิ้มพลางเอ่ยถาม
“เพ้ย! ยังจะต่อสู้อะไรอีก! จือชิวยังไม่บรรลุด่านบรรพิญญาเลย หรือต่อให้พวกข้าสองคนร่วมมือกัน ก็เกรงว่ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้า...” เฟยเหนียนโบกมืออย่างสิ้นหวัง จากนั้นจึงถอนหายใจกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าไป๋หยุนเฟยเ้ากลับมาร่วมแย่งชิงในการแข่งขันเช่นนี้ หรือเ้าจะนำไปมอบให้ศิษย์น้องถัง? ความสัมพันธ์ของพวกเ้าพัฒนาถึงขนาดนั้นแล้วหรือ? เ้าช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงสนิมสนมกับเสี่ยวเย่ได้เช่นนี้ จือชิว เ้าเองก็ไม่ธรรมดา... แต่ว่า ข้าได้ยินเื่ของเ้ากับศิษย์น้องหลิงมาก่อนแล้ว เ้าทราบหรือไม่ว่ามีศิษย์น้องจำนวนไม่น้อยที่ริษยาเ้า หึ หึ...”
คำพูดของเฟยเหนียนสร้างความกระดากให้แก่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิว ไป๋หยุนเฟยจึงรีบชี้แจงว่า “เอ่อ... ไม่ใช่เช่นนั้น ที่จริงแล้วข้ากับซินหยุนยังไม่...”
“เอาเถอะ เอาเถอะ ข้าเข้าใจ” เฟยเหนียนพยักหน้าด้วยท่าทีเข้าใจ “‘ยังไม่’สินะ! ข้าทราบแล้ว ข้าเองก็เกรงใจที่จะแย่งชิงกับเ้าแล้ว เอาเถอะ เอาเป็ว่าเ้าเอาไปเถอะ ของเช่นนี้แม้ข้าจะรู้สึกว่าเป็เพียงโคมไฟเก่าๆเท่านั้น แต่กับสตรีแล้วกลับมีอำนาจทำลายล้างสูงส่งยิ่งนัก”
“...” ไป๋หยุนเฟยกล้ำกลืนคำพูดลงไป มันทราบว่ายิ่งกล่าวก็ยิ่งแย่ลง มิสู้เงียบปากไม่อธิบายจะดีกว่า จากนั้นจึงหันไปยังเย่จือชิว “จือชิว เอาเป็ว่าให้เ้านำไปมอบให้หลิงอีอีจะดีกว่า”
เย่จือชิวปรายตาไปมองหลิงอีอี ถังซินหยุนและซือหม่าเย่ทั้งสามคนที่กำลังมองมาด้วยความสงสัย สุดท้ายมันก็ส่ายหน้ากล่าวว่า “เอาเถอะ ข้าว่าหยุนเฟยเ้าเอาไปเถอะ ในเมื่อนี่เป็การแข่งขัน มิหนำซ้ำพวกเราก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเ้า ย่อมแน่นอนว่าผู้ชนะต้องเป็เ้าอยู่แล้ว”
“นี่...” ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังใคร่ครวญและจะอ้าปากกล่าววาจา จู่ๆสีหน้าของทั้งสามก็แปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน จากนั้นก็หันขวับไปมองที่ริมฝั่งที่ด้านหลังของไป๋หยุนเฟย
“เฟี้ยว!”
ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังขึ้นแ่เบา จากนั้นโซ่เหล็กสีดำก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า หลังจากม้วนพันรอบโคมไฟก็วกกลับไปอย่างรวดเร็ว
ผู้ชมโห่ร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ขณะเดียวกันโคมไฟก็ราวกับเป็ดาวตกพุ่งลอยไปยังริมฝั่งแม่น้ำ!
