เตรียมตัวอยู่ครึ่งเดือน ในที่สุดงานเลี้ยงบุปผาลอยลมก็มาถึง
ในรอบแรก ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดสิบสองกลุ่มจะถูกแบ่งออกเป็สองฝั่ง ฝั่งละหกกลุ่ม ฝั่งใดชนะ ฝั่งนั้นจะถูกแบ่งออกเป็สามกลุ่ม และทำการแข่งขันกันต่อไป โดยกลุ่มหนึ่งเจอกลุ่มสอง กลุ่มสองเจอกลุ่มสาม กลุ่มสามเจอกลุ่มหนึ่ง พลันกันแข่งจนครบทุกกลุ่ม เนื่องจากหนึ่งการแข่งขันใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม หลายคนจึงเหนื่อยล้ากันไม่น้อย
กลุ่มของิหยวนตั้งชื่อว่า “ผู่ฉิน” เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งกลุ่มของหยางจวินและเซี่ยชิงฟาก็เช่นกัน
ชื่อกลุ่มของพวกเขาค่อนข้างเรียบง่ายก็คือ “ฉางผิง” อีกกลุ่มก็ “หลี่เหริน”
“ต้องมีกรรมการลำเอียงเข้าข้างพวกเขาแน่นอน!” หลี่โส่วอีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
ตอนแรกิหยวนก็มองเซวียปั๋วเหมือนไม่เชื่อว่าพวกเขาจะมาไกลถึงเพียงนี้ แต่พอได้เห็นการแข่งขันของกลุ่มนั้นกับกลุ่มของหยางจวินก็พลันรู้สึกว่าตนต้องจริงจังกว่านี้เสียแล้ว
“อย่าประมาทความสามารถคนอื่น ข้าไปดูมาแล้ว เซี่ยชิงฟาความสามารถไม่เลวเลย หนิงต้วนเฉิงก็มีความรู้ลึกซึ้งในเื่วรรณกรรมโบราณ ส่วนคุณชายติงเป่ย แม้ความสามารถด้านวาทศาสตร์จะธรรมดา ทว่าทักษะปาลูกดอกของเขาเป็เลิศ คว้าโอกาสเลือกคำถามก่อนได้เสมอ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะผ่านเข้ามาถึงรอบนี้” ิหยวนเอ่ยเตือนเสียงจริงจัง “พวกเราต้องเตรียมตัวให้ดี”
งานเลี้ยงบุปผาลอยลมเป็การแข่งขันที่สำนักศึกษาหลวงจัดขึ้นปีละครั้ง เป็งานที่คึกคักและได้รับความสนใจมากที่สุด ทั้งอาจารย์และบัณฑิตชั้นปีอื่นๆ ต่างมาร่วมชมการแข่งขัน
กลุ่มของิหยวนเตรียมตัวอย่างหนัก การแข่งขันที่ได้รับความสนใจที่สุดคือการโต้วาที ซึ่งจะมี่ถามตอบโต้แย้ง โดยกรรมการจะเป็คนตั้งคำถาม กลุ่มหนึ่งจะตอบก่อน กลุ่มสองแสดงความคิดเห็นต่อคำตอบของกลุ่มหนึ่ง จากนั้นให้กลุ่มสองเสนอคำตอบของตนเองเพื่อเป็การโต้แย้ง ขั้นตอนสุดท้ายกลุ่มสองจะตั้งคำถามให้กลุ่มหนึ่งตอบ ต่อมาให้กลุ่มสามทำตามขั้นตอนเดียวกัน จบการแข่งขันรอบนี้เมื่อกลุ่มหนึ่งตอบคำถามของกลุ่มสามเสร็จสิ้น
ในการแข่งขันรอบที่สอง กรรมการจะตั้งคำถามให้กลุ่มสองตอบก่อน และทำแบบเดียวกันกับกลุ่มสาม ขั้นตอนสุดท้ายกรรมการจะแยกถามทั้งสามกลุ่ม
หลี่โส่วอีถือกล่องไม้ใบเล็กมาด้วยท่าทางหวงแหนราวหีบสมบัติ ก่อนจะส่งมันให้แก่อู๋จงเหริน หอพักเขาอยู่ใกล้สุดจึงต้องทำหน้าที่เป็ผู้เก็บรักษาและนำมันมาที่สนามแข่งในวันพรุ่งนี้ ในกล่องนั้นมีเนื้อหาทั้งหมดที่พวกเขาเตรียมไว้เป็หมวดหมู่ พวกเขาจดกวีนับหมื่นบท เก็บทุกประโยคในสี่ตำราห้าคัมภีร์ที่พวกเขาจะนำมากล่าวถึงในบทความ
ซึ่งหัวข้อในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศก็คือ “ผู้ยึดมั่นใน ‘อาตมะ ปุคคละ สัตวะ และชีวะ’ ล้วนนับว่าเป็พระโพธิสัตว์”
ประโยคนี้ผิดโดยเนื้อแท้ ข้อความต้นฉบับคือ “หาได้นับว่าเป็พระโพธิสัตว์ไม่” แต่ต้องตั้งหัวข้อเช่นนี้ก็เพราะ้าให้พวกเขาใช้สติปัญญาเสาะหาคำตอบ
โชคดีที่ิหยวนอาศัยอยู่ใกล้วัดกวงจี้มาั้แ่เด็ก เขาเคยสนทนาธรรมกับพระในวัดมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ย่อมมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาแ่า เขาจึงเขียนบทความออกมาได้ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบมาก คนในกลุ่มชื่นชมเขาหลังได้อ่านบทความนั้น แม้แต่หลิ่วเฉิงจือยังมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปมาก
พวกเขาใช้เวลาหลายวันในการแบ่งบทความนี้ออกเป็ข้อโต้แย้งหลายๆ ข้อ แบ่งหน้าที่ให้ฝ่ายหนึ่งทำความเข้าใจบทความอย่างละเอียด อีกฝ่ายเตรียมคำถามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามตอบได้ พวกเขายังปรับเปลี่ยนบทความตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในการแข่งขันเท่าที่พวกเขาจะคาดการณ์ได้ คนทั้งห้าระดมความคิดกันอย่างขมักเขม้น ทั้งยังเชิญิเยี่ยกับคนอื่นๆ มาช่วยตั้งคำถามยากๆ หมายให้ฝ่ายตรงขามตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้
“รักษาให้ดีเท่าชีวิต”
อู๋จงเหรินตบไหล่หลี่โส่วอีพร้อมรับปากอย่างยิ้มแย้ม “วางใจเถอะ ข้าอยู่มันอยู่”
“ถึงเ้าตาย มันก็ต้องยังอยู่!”
“รู้แล้วๆ หยุดบ่นเถอะ”
ิหยวนยืนยิ้มมองพวกเขาเถียงกัน ก่อนเอ่ยขอตัวกลับหอพัก เขาเดินกลับพร้อมภาวนาให้ไม่เจอจางจิ่วรั่งที่มักมารอชวนเขาเล่นหมากล้อม
……
สนามแข่งสุดท้ายคือโถงซ่างเจี้ยนในหอฝู่เหริน
แม้จะชื่อว่าโถงซ่างเจี้ยนที่หมายถึงความพอเพียงเรียบง่าย ทว่าการตกแต่งภายในหรูหรามาก
ิเยี่ยกับพวกพ้องต่างมารอลุ้นการแข่งขัน พอมาถึงทางเข้าก็เจอหลี่โส่วอีที่ยืนรออยู่ หลังกล่าวทักทายกันพอเป็พิธี หลี่โส่วอีก็คว้ามือิหยวนเดินนำเข้าไปข้างในด้วยท่าทางตื่นเต้นเต็มประดา “ไปกันเถอะ ศิษย์พี่อู๋คงมาถึงแล้วล่ะ”
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากลุ่มที่ได้ชื่อว่าอ่อนด้อยสุดจะผ่านมาถึงการแข่งรอบสุดท้าย ตอนแรกทำเพื่อเงินไม่กี่ตำลึง ทว่าพวกเขาสู้มาจนเกือบถึงเส้นชัยแล้ว และเริ่มได้รับความสนใจและความชื่นชมจากผู้คนที่เคยเมิยเฉยพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พวกเขาเดินทางมาถึงจุดนี้ ดูเหมือนเงินจะไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป
อู๋จงเหรินมาถึงแล้ว ทว่าเขากลับเอาแต่แอบอยู่ข้างประตูบานใหญ่ ท่าทางเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใบหน้าซีดเซียว
“ศิษย์พี่อู๋เป็อันใดไป ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับหรือ?”
ยิ่งเห็นหน้าพวกเขา ใบหน้าของอู๋จงเหรินก็ยิ่งซีด
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมตอบปากสั่นๆ “สมุดบันทึกหายไปแล้ว”
เอ่ยจบก็ทรุดตัวลงกับพื้น กุมหน้าร้องไห้
คนทุกผู้ไม่เว้นแม้แต่หลิ่วเฉิงจือหน้านิ่วคิ้วขมวด พอไล่ถามก็ได้ความว่า ่นี้อู๋จงเหรินเริ่มเป็ที่รู้จัก มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีคนมากหน้าหลายตามาพบเขาไม่เว้นวัน เมื่อคืนเขาวางกล่องไว้ข้างเตียง มีบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวงคนหนึ่ง ซึ่งเขาไม่เคยรู้จักบอกว่าชื่นชมเขาจึงอยากชวนไปดื่มสุรา เขาเมาจนต้องถูกคนหามกลับมาส่ง พอตื่นมามันก็หายไปแล้ว!
“หรือเ้าอาจจะลืมมันไว้ที่ใดสักแห่งระหว่างทางกลับ?”
“ไม่มีทาง ข้ากอดมันไว้ตลอดทาง ไม่เคยวางห่างตัว ข้าจำได้แม่นว่าวางไว้ข้างเตียง เพราะกลัวว่าเช้าวันนี้จะลืมหยิบมันมาด้วย”
“หรือว่าจะมีคนขโมยไป? มันอาจเห็นว่าเ้าดูหวงแหนมันมากจึงคิดว่าในนั้นมีเงิน” เหยาเซี่ยงฮุยถามต่อ “เช่นนั้นพวกเรารีบไปแจ้งให้อาจารย์ตรวจสอบดูดีหรือไม่?”
“ดี! พวกเรารีบไป…” อู๋จงเหรินพยักเห็นด้วย
“บ้าเอ๊ย! ดีจริงๆ อยู่มาตั้งนานพึ่งจะมีโจรเมื่อวาน!” หลี่โส่วอีลุกขึ้นชี้หน้าอู๋จงเหรินพลางก่นด่า “เ้าโง่หรือ! ผู้ใดจะไปขโมยกระดาษพวกนั้น!”
“แล้วเ้าคิดว่ามันจะหายไปได้อย่างไรเล่า!”
หลิ่วเฉิงจือมองเข้าไปในห้องโถงด้วยสีหน้าเ็า ิหยวนมองตามเขาไปก็พบว่าเขากำลังมองบัณฑิตสองกลุ่มที่นั่งอยู่ข้างในแล้ว พวกหยางจวินไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน แต่อีกกลุ่มก็ไม่แน่
ในสำนักศึกษาหลวงอันทรงเกียรติมีเื่เช่นนี้ด้วย
เสียงระฆังดังมาจากข้างใน พวกเขาจึงต้องหารือกันอย่างเร่งด่วน
“ในเมื่อเราไม่มีข้อมูลแล้ว ด้านวาทศาสตร์เราคงสู้เซี่ยชิงฟาไม่ได้ มิสู้เราใช้กลยุทธ์เถียนจี้ขี่ม้าแทน [1] ทักษะปาลูกดอกของไจ้เฉินค่อนข้างดี ถึงเอาชนะท่านป๋อน้อยไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าอีกกลุ่มแน่นอน ส่วนเื่ความรู้รอบตัว แน่นอนว่าเ้ากับเซี่ยงฮุยไม่เป็สองรองผู้ใด เราต้องชนะการแข่งขันนี้เป็แน่ เราต้องเอาชนะสองในสามให้ได้ ฉะนั้นพวกเราต้องพยายามสุดความสามารถในการแข่งโต้วาที พวกเ้าพอจำบทความกันได้หรือไม่?”
“เื่บทความไม่มีปัญหา ข้าเป็คนเขียน จำได้ไม่ลืม” ิหยวนกล่าว
หลิ่วเฉิงจือครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน “เนื้อหาในส่วน ‘สัตวะลักษณะ’ ข้าพอจำได้ ข้าช่วยทบทวนมันได้”
ิหยวนคิดออกอีกเื่หนึ่ง “เรายังต้องคิดคำถามใหม่อีกสองสามข้อ เผื่อว่ากลุ่มหลี่เหรินจะจับฉลากได้ตำแหน่งก่อนเรา”
เริ่มทำตามแผน พวกเขาทุ่มเทเตรียมตัวมากันขนาดนี้ มีหรือจะยอมปล่อยเนื้อชิ้นใหญ่เข้าปากคนอื่น?
สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจส่งอู๋จงเหรินเพียงคนเดียวออกไปรับหน้าใน่เปิดงาน ส่วนคนที่เหลือใช้ประโยชน์จาก่เวลานี้ช่วยกันคัดลอกบทความกับคำถามที่หลงเหลือในหัวลงบนกระดาษ
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ อีกสองทีมมีสมาชิกห้าคน แต่กลุ่มผู่ฉินส่งตัวแทนเพียงคนเดียวขึ้นเวที หยางจวินเหลือบมองิหยวนที่นั่งก้มหน้าเขียนบางอย่างด้วยท่าทางขมักเขม้นอยู่ในกลุ่มผู้ชมก็พลันนึกสงสัย
เซวียปั๋ว “ดูท่าการแข่งนี้มันคงยากไปสำหรับพวกขอทานนั่น คงรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนกระมัง”
เซี่ยชิงฟาผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ วาทศาสตร์เป็เลิศจนไม่เห็นผู้ใดเป็คู่แข่ง ส่วนหนิงต้วนเฉิงเอาแต่อ่านสมุดบันทึกในมือ แต่ก็ยังลังเล “คำถามพวกนี้เ้าคิดเองหรือ?”
“จะเป็ไปได้อย่างไร” เซวียปั๋วยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ท่านพ่อข้าเห็นคำถามของเราแล้วอยากลองตั้งคำถามเพื่อทดสอบ ข้าก็เลยเอาคำถามพวกนั้นมาใช้ พวกเ้าคิดว่าอย่างไร?”
หนิงต้วนเฉิงพยักหน้าพลางกำมือชื้นเหงื่อ “ซับซ้อนมาก สมกับเป็ประมุขตระกูลเซวีย”
ในรอบวาทศาสตร์ พวกิหยวนพ่ายแพ้ไปตามคาด
ส่วนปาลูกดอกมีทั้งหมดสิบรอบ ลูกศรร้อยดอก สามสิบคำถาม หยางจวินคะแนนนำอันดับหนึ่ง กลุ่มพวกเขาตอบคำถามถูกทั้งหมดเจ็ดข้อ ิหยวนตามมาเป็อันดับสอง แต่ตอบคำถามถูกแปดข้อ อันดับสุดท้ายกลุ่มหลี่เหริน ตอบคำถามถูกทั้งหมดสี่ข้อ ดังนั้นกลุ่มผู่ฉินของิหยวนจึงคว้ารางวัลที่หนึ่งมาได้สำเร็จ
จากนั้นเป็่พักผ่อนและรับประทานอาหาร และหนึ่งในสาเหตุที่เรียกงานเลี้ยงนี้ว่าบุปผาลอยลมนั้นก็เพราะอาหารและขนมในงานทำด้วยกลีบและเกสรดอกไม้ รสหวาน อร่อย และมีกลิ่นหอม แน่นอนว่าพวกคุณชายอย่างเซี่ยชิงฟากินแต่ขนมที่ถูกส่งมาจากจวน
หลังจากนั้นถึงจะเริ่มการแข่งในรอบที่สาม…โต้วหาที
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] เถียนจี้ขี่ม้า (田忌赛马) หมายถึง ยอมสูญเสียส่วนน้อยเพื่อชัยชยะที่ยิ่งใหญ่
