เมื่อรูปประตูปรากฏขึ้นบนหลังมือข้างซ้ายของเนี่ยเทียน ภาพที่อยู่บนหินอุกกาบาตก่อนหน้านี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หินอุกกาบาตที่ร้อนลวกเปลี่ยนมาเป็เย็นเยียบอย่างรวดเร็ว
ภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาล เนี่ยเทียนขมวดคิ้วมุ่น มองรูปภาพบนหลังมือและอุทานเบาๆ “ประตู์... ต้องมีกุญแจเข้าไปด้วยหรือนี่?”
หัวมู่บอกกับเขาเพียงว่าประตู์จะเปิดขึ้นในอาณาจักรหลีเทียน ไม่ได้บอกว่าหากคิดจะเข้าไปในประตู์ต้องได้รับการยอมรับด้วย
ทว่าเมื่อรูปประตูนั้นย้ายจากหินอุกกาบาตมาอยู่บนหลังมือเขาในลักษณะของรอยสัก เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าภาพประตูก็คือบัตรผ่านสำหรับเหยียบย่างเข้าไปในประตู์
เขาปลดปล่อยกระแสจิตออกไปกลุ่มหนึ่ง ้ารับัักับความผิดปกติในรูปภาพนั้น ทว่ากลับถูกพลังอ่อนโยนระลอกหนึ่งผลักดันออกมา
กระแสจิตของเขาไม่สามารถสืบหาความเร้นลับที่ซุกซ่อนอยู่ได้
“ประตู์ทุกบานจะมีคนที่ได้เข้าไปเพียงหนึ่งร้อยคน ทุกคนที่เข้าไปก็ต้องมีกุญแจแบบนี้หละหรือ?” เขาครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง
หินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาจากฟ้าเกรงว่าคงมีเกือบพันก้อน ซึ่งหินอุกกาบาตเ่าั้ล้วนตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมในอาณาจักรหลีเทียน
กุญแจน่าจะมีเพียงแค่หนึ่งร้อยดอก นี่หมายความว่าในบรรดาหินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาพันก้อนนั้น มีความเป็ไปได้เพียงหนึ่งในสิบที่จะหากุญแจเจอ
ผู้ที่คิดเหยียบย่างเข้าไปในประตู์จำต้องเป็เหมือนเขา นั่นคือเจอหินอุกกาบาตที่มี “กุญแจ” ติดมาด้วย และเอามันหลอมรวมเข้าไปในร่างของตัวเอง
ใจเขาสั่นไหว พลันเกิดแนวทางขึ้นมาทันที
“เนี่ยเทียน!”
และเวลานี้เอง พอกลุ่มคนที่มีเนี่ยตงไห่ อันซืออี๋เป็ผู้นำมองเห็นว่าเขายังคงอยู่บนหินอุกกาบาตอย่างปลอดภัยจึงพากันห้อมล้อมเข้ามา
พวกเขาเห็นแค่เพียงว่าเนี่ยเทียนนั่งยองๆ อยู่ตรงจุดที่แสงไฟเ่าั้รวมตัวกันครู่เดียว แสงไฟทั้งหมดก็หายวับไป
พวกเขายังไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
“หินอุกกาบาตที่ตกลงมาจากทางช้างเผือกนอกอาณาจักรก้อนนี้มีกุญแจดอกหนึ่งที่พาเข้าสู่ประตู์ติดมาด้วย” เนี่ยเทียนไม่คิดปิดบัง แสดงให้ทุกคนดูภาพประตูที่อยู่บนหลังมือของเขา จากนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ามั่นใจว่าหลังจากที่ประตู์เปิดขึ้นแล้ว มีเพียงคนที่มีภาพแบบนี้อยู่กับตัวเท่านั้นถึงจะเข้าไปประลองในประตู์ได้”
“อยากจะเข้าประตู์ก็จำเป็ต้องหากุญแจให้เจอบนหินอุกกาบาตที่ร่วงลงมา แล้วหลอมรวมมันเข้ากับร่างกายของตัวเอง!”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ พวกอันซืออี๋จึงแสดงความสนใจออกมาทางสีหน้าทันที
พวกเขาพลันหันไปมองทางสำนักหลิงอวิ๋น
หินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาจากฟ้า มีจำนวนมากที่ปลิวไปตกในบริเวณใกล้เคียงกับเขาหลิงอวิ๋น ที่นั่นมีหินอุกกาบาตนอกอาณาจักรร่วงลงมามากที่สุด
“ไม่ต้องหวังหรอก” เนี่ยเทียนส่ายหัว กล่าว “ผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลและเขาหลิงอวิ๋นล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นั่น พวกเ้าไม่มีทางได้กุญแจมาจากหินอุกกาบาตเ่าั้หรอก”
“ในพื้นที่รกร้างเย็นเยียบใกล้เคียงกับเมืองเฮยอวิ๋นก็มีหินอุกกาบาตตกลงมา ที่นั่น... ถึงจะเป็สถานที่แห่งความหวังของพวกเ้า!”
“ถูกต้อง!” พันเทาพยักหน้า ตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “เวลากระชั้นชิด! ตอนนี้บางทีคนอื่นๆ อาจยังไม่ตระหนักถึงความลึกลับของหินอุกกาบาตจากนอกโลกเ่าั้ ไม่รู้ว่าบนหินอุกกาบาตมีกุญแจที่จะนำเข้าไปสู่ประตู์! พวกเราทำเวลาหน่อย เร่งเดินทางไปที่พื้นที่ร้างนั่นให้เร็วที่สุด หวังว่าจะโชคดีหากุญแจที่หลอมรวมเข้ากับเรือนกายเจอ!”
กล่าวจบเขาก็แค่เอ่ยลากับเนี่ยเทียนเล็กน้อยแล้วรีบร้อนจากไป
พี่น้องตระกูลอัน เจียงหลิงจูและเย่กูโม่หลังจากลังเลอยู่เล็กน้อยก็ตามพันเทาไป ออกจากเมืองเฮยอวิ๋นด้วยความเร็วที่มากที่สุด
พวกเขาล้วนปรารถนาว่าจะมีสิทธิ์ได้เข้าไปในประตู์!
เนี่ยเทียนที่ได้รับสิทธิ์นั้นมาแล้วยืนอยู่บนหินอุกกาบาตที่หมดสิ้นซึ่งความอัศจรรย์ ทอดสายตามองไกลไปยังเขาหลิงอวิ๋น กล่าวว่า “ทางนั้น เกรงว่าคงเปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือดแล้ว”
ก่อนหน้าที่หินอุกกาบาตจะร่วงลงมา วังยมบาลแค่โอบล้อมเขาหลิงอวิ๋นเอาไว้เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้แข็งแกร่งของสำนักหลิงอวิ๋นไปช่วยเหลือหอหลิงเป่า
เดิมทีทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน ไม่ได้ะเิการต่อสู้
ทว่าหินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาจากฟ้าจะทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเกิดานองเืขึ้นมาทันทีทันใด
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นหรือวังยมบาล ขอแค่อยู่ในขอบเขตสาม์ ต่างก็ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อ่ชิงเอากุญแจที่เป็สิทธิ์ในการเหยียบย่างเข้าสู่ประตู์มาให้ได้!
......
เขาหลิงอวิ๋นในเวลานี้
เจียงจือซูยืนอยู่บนยอดเขา มองไปยังค่ายกลใหญ่ “เมฆคล้อยลอยฟ้า” ด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
ค่ายกลใหญ่ “เมฆคล้อยลอยฟ้า” ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหมู่เมฆ เมื่อถูกหินอุกกาบาตจากนอกโลกเ่าั้กระแทกโจมตีลงมาจึงเกิดเป็รูโหว่มากมาย
ร่องน้ำระหว่างูเาหลิงอวิ๋นมีหลุมลึกขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายสิบหลุม คลื่นสั่นะเืรอบด้านทำให้ก้อนหินพากันแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
เดิมทีสำนักหลิงอวิ๋นก็อาศัยค่ายกลใหญ่ “เมฆคล้อยลอยฟ้า” ถึงได้ทำให้วังยมบาลไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
ตอนนี้ค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องสำนักกลับต้องมาถูกฉีกกระชากออกเป็รูแหว่งมากมายเพราะหินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาจากฟ้า นี่ทำให้ผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลที่รวมตัวกันอยู่ใกล้ๆ สามารถบุกเข้ามาได้อย่างราบรื่น
เจียงจือซูเห็นว่าบัดนี้ผู้แข็งแกร่งมากมายของวังยมบาลได้เริ่มเข้ามาในขอบเขตอิทธิพลของสำนักหลิงอวิ๋นแล้ว
ที่น่าแปลกก็คือหลังจากที่ผู้ฝึกลมปราณเ่าั้ของวังยมบาลเข้ามาในสำนักหลิงอวิ๋น กลับไม่ได้เปิดศึกโจมตี
เขาสังเกตเห็นว่าผู้แข็งแกร่งวังยมบาลทุกคนที่เข้ามาล้วนตื่นเต้นฮึกเหิมเป็กำลัง พากันกรูเกรียวเข้าไปหยุดอยู่ข้างหินอุกกาบาตที่ยังคงมีประกายไฟลุกไหม้เ่าั้ คล้ายว่ากำลังเก็บรวบรวมอะไรบางอย่าง
“ลงไปดูสิ!”
เจียงจือซูออกคำสั่ง ผู้ฝึกลมปราณหลายคนของสำนักหลิงอวิ๋นจึงคำรามอู้ลงไปทันที
“กุญแจของประตู์! นึกไม่ถึงเลยว่าการเปิดประตู์ครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ! ตามที่คนผู้นั้นของอาณาจักรคุนหลัวกล่าว ในประวัติศาสตร์ของดินแดนดาวตก ดูเหมือนว่ามีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ก่อนหน้าประตู์จะเปิดออกก็มีข้อจำกัดเกิดขึ้น”
“ต้องเป็ผู้ที่มีกุญแจเท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิ์เข้าไปในประตู์!”
“ไม่คิดเลยว่าคราวนี้ประตู์ที่จะเปิดขึ้นในอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราจะพิเศษได้ถึงเพียงนี้!”
“เร็ว! ฉวยโอกาสตอนที่สำนักหลิงอวิ๋นยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเก็บเอากุญแจพวกนั้นมาให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
เห็นได้ชัดว่าผู้แข็งแกร่งของวังยมบาลรู้เื่ภายในอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นว่าหินอุกกาบาตที่ร่วงลงมาจากนอกโลกมีประกายไฟลุกไหม้จึงเดาออกถึงความลึกลับของมันทันที
พอค่ายกลใหญ่ “เมฆคล้อยลอยฟ้า” แตกออก พวกเขาจึงบุกฮือกันเข้าไปตามหากุญแจของประตู์
“จ้าวไห่เฟิง! ต้วนหยวน! หูฉิงเหวิน!”
ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งของวังยมบาละโเรียกชื่อของลูกศิษย์สามคนเสียงดังแล้วกล่าวว่า “พวกเ้าไปที่เมืองเฮยอวิ๋นและป่าร้างทางทิศเหนือของเมืองเฮยอวิ๋น ข้าสังเกตเห็นว่าที่นั่นก็มีหินอุกกาบาตร่วงลงไปเหมือนกัน! กุญแจของที่นี่พวกเ้าไม่มีความสามารถแย่งชิงมาได้ จงรีบไปตามหาโอกาสจากสถานที่เ่าั้!”
เด็กหนุ่มสาวสามคนของวังยมบาลที่อายุประมาณสิบห้าปีซึ่งบนร่างอบอวลไปด้วยปราณดุร้ายเข้มข้น พอได้ยินคำสั่งก็ไม่พูดไม่จา เตรียมตัวจากไปทันที
และเวลานี้เอง เฉียวหยางเ้าวังยมบาลที่รูปร่างบึกบึนประดุจขุนเขาพลันเผยความดุดันออกมาบนสีหน้าที่แข็งกระด้างราวกับเหล็ก
เฉียวหยางมีตบะอยู่ในเขตสามัญ่สมบูรณ์แบบขั้นท้าย ห่างจากเขตลี้ลับอีกเพียงแค่ก้าวเดียว
ประเพณีที่ไม่เป็ระเบียบซึ่งแต่ละสำนักในอาณาจักรหลีเทียนสืบทอดกันมา หากเ้าสำนักและเ้าวังเหยียบย่างเข้าสู่เขตลี้ลับเมื่อใดก็จะต้องทิ้งหน้าที่ผู้นำของสำนักเมื่อนั้น ห้ามสนใจเื่พิพาทจิปาถะอีก ต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะอย่างเดียว
เฉียวหยางได้รับการขนานนามว่าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเขตลี้ลับลงไปของอาณาจักรหลีเทียน ภายใต้การจัดการของเขา วังยมบาลจึงคล้ายจะกลายมาเป็สำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรหลีเทียน
คนผู้นี้เผด็จการเหี้ยมโหด ได้รับความเคารพจากผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างมากมาย แม้แต่ผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับสองคนของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตเองก็ยังโปรดปรานคนผู้นี้มาก ล้วนคิดว่าภายในสิบปีเขาต้องเหยียบย่างเข้าสู่เขตลี้ลับ ทำให้วังยมบาลมีสุดยอดผู้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนได้แน่นอน
สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดในอาณาจักรหลีเทียน มีเพียงวังยมบาลเท่านั้นที่มีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับสองคน หากเพิ่มเฉียวหยางเข้าไปอีกหนึ่งคน ศักยภาพของวังยมบาลจะอยู่เหนือล้ำเกินกว่าทุกสำนัก
เมื่อถึงเวลานั้น วังยมบาล สำนักภูตผี สำนักโลหิตที่มีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับถึงห้าคนต้องสามารถกำราบพันธมิตรที่เกิดจากรวมตัวกันของหอหลิงเป่า สำนักหลิงอวิ๋น หุบเขาเทาและอารามเสวียนอู้ได้อย่างอยู่หมัดแน่นอน
“อารามเสวียนอู้และหุบเขาเทาร่วมมือกันบุกโจมตีวังยมบาล!”
เฉียวหยางที่เพิ่งได้รับข่าวมองลูกศิษย์ของวังยมบาลที่พุ่งทะยานเข้าหาหินอุกกาบาตเ่าั้ แล้วตวาดขึ้นเสียงดัง “รีบเก็บเอากุญแจประตู์มาให้ได้โดยเร็วที่สุด จากนั้นรีบถอยทัพกลับวัง!”
“จ้าวไห่เฟิง! พวกเ้าสามคนไม่ควรอยู่ด้านนอกนานนัก หลังจากได้กุญแจจากเมืองเฮยอวิ๋นและป่าร้างแล้วจงรีบกลับวังทันที!”
“พวกเราจะไม่รอพวกเ้า หากพวกเ้าถ่วงเวลาล่าช้าเกินไปจนคนของสำนักหลิงอวิ๋นตามเจอ ถ้าเช่นนั้นก็จงรอความตายไปซะ”
“รับทราบ!”
เด็กหนุ่มสาวสามคนของวังยมบาลที่เตรียมมุ่งหน้าไปเมืองเฮยอวิ๋นตอบรับด้วยเสียงอันดัง จากนั้นก็เพิ่มความเร็วห้อทะยานออกไป
และเวลานี้เอง ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งของสำนักหลิงอวิ๋นที่ลงจากเขาไปก็ะโขึ้นมาเสียงดัง “ท่านเ้าสำนัก! ลูกศิษย์เ่าั้ของวังยมบาลกำลังเก็บแสงไฟที่อยู่บนหินอุกกาบาต! แสงไฟเ่าั้เป็รูปประตูบานหนึ่งบนหลังมือของพวกเขา!”
“รูปประตู?” เจียงจือซูตะลึงไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน “แย่งเอารูปภาพเ่าั้มา!”
“ฟิ้วๆๆ!”
บนเขาหลิงอวิ๋นพลันมีลำแสงมากมายพุ่งฉิวลงมา ลำแสงเ่าั้ตรงดิ่งเข้าหาหินอุกกาบาตที่มีสะเก็ดไฟเปล่งประกาย
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นและวังยมบาลที่คุมเชิงกันมานาน พลันพุ่งเข้าห่ำหั่นเพราะการปรากฏตัวของกุญแจประตู์
......
ประตูเมืองเฮยอวิ๋นหันหน้าไปทางเขาหลิงอวิ๋น เนื่องจากการโจมตีของหินอุกกาบาต ตอนนี้จึงถล่มทลายแตกกระจาย
เนื่องจากในเมืองเกิดอุบัติภัย ญาติของคนหลายคนตายไปขณะที่กำลังนอนหลับ ยามส่วนใหญ่ที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่ตรงนี้จึงไปจากประตูใหญ่นานแล้ว
โดยเฉพาะคนตระกูลอวิ๋นที่อยู่เฝ้ายาม พอมองเห็นว่าจุดที่หินอุกกาบาตร่วงลงคือตระกูลอวิ๋น ทั้งหมดก็พากันเดินทางกลับตระกูลอวิ๋นทันที
บนประตูเมืองจึงเหลือเพียงอู๋เทาขุนนางต่างรัฐของตระกูลเนี่ย และคนตระกูลอันอีกสองคน
ทั้งสามคนไม่ได้หันไปทางประตูเมืองที่พังย่อยยับ แต่หมุนตัวกลับมามองเมืองเฮยอวิ๋นที่ชาวบ้านกำลังร้องระงม พวกเขาได้แต่ถอนหายใจ
“สวบๆๆ!”
หอกกระดูกสีเทาสามเล่มพุ่งผ่านอากาศ ไม่รอให้พวกอู๋เทาสามคนได้ทันตั้งตัวก็เสียบพรวดเข้ามาที่ด้านหลังของพวกเขาทันที
สองคนมีขอบเขตค่อนข้างต่ำจึงขาดใจตายทันควัน
มีเพียงอู๋เทาที่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลจึงใช้พลังิญญาปกป้องหัวใจจากทางด้านหลังเอาไว้ เมื่อหอกกระดูกแทงมาจึงแค่าเ็สาหัสเท่านั้น
“พวกเ้า... พวกเ้าคือ?” อู๋เทาที่หันหน้ากลับมาเห็นพวกจ้าวไห่เฟิง หน้าก็พลันเผือดสี
“ยังไม่ตายรึนี่...”
จ้าวไห่เฟิงขมวดคิ้ว โบกมือซ้ายหนึ่งครั้ง หอกกระดูกสองเล่มที่่ชิงชีวิตสองคนนั้นพลันเคลื่อนไหว แล้วพุ่งเข้าเสียบที่่ท้องและใต้รักแร้ของอู๋เทา
อู๋เทาที่ไม่มีพลังเหลือให้ต้านทานเท่าใดนัก เมื่อถูกหอกกระดูกสองเล่มนั้นแทงทะลุร่างจึงขาดใจตายทันที
“เ้าวังมีคำสั่ง ห้ามเสียเวลานานนัก ใครขวางทางพวกเราก็ฆ่ามันผู้นั้น” จ้าวไห่เฟิงบินทะยานออกไป
หอกกระดูกสามเล่มที่แทงอยู่บนร่างของอู๋เทาถูกดึงพรวดออกมา แล้วลอยตามเขาไป
ต้วนหยวนและหูฉิงเหวินที่มาจากวังยมบาลเหมือนกันต่างก็มีสายตาเมินเฉย ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ตามติดเขาไปอย่างรวดเร็ว
----
